“มงคลกิตติ์” ยื่น ผบ.ตร. สอบปืน นายกฯ-ภรรยา รัฐมนตรี สส. และ สว รวมถึงคนติดตาม จี้เช็กทะเบียน-ใบพกพา ลั่นตรวจจริง “เจอแน่นอน” พร้อมเสนอ “มาเฟียสีขาว” รับมือบูลลี่ในโรงเรียน
วันนี้ (17 ส.ค.) เมื่อเวลา 11.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้ 007” หัวหน้าพรรคก้าวล้ำ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้ตรวจสอบการครอบครองและการพกพาอาวุธปืนของบุคคลในแวดวงการเมือง ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ภรรยา รัฐมนตรี สส. และ สว. รวมถึงบุคคลที่ติดตามหรือทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ
นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีอาวุธปืนที่ประชาชนครอบครองอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะที่นโยบายของรัฐบาลมีแนวทางห้ามพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ จึงเห็นว่าควรมีการตรวจสอบบุคคลที่อยู่ในแวดวงการเมืองอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอาวุธปืนที่อยู่ในรถยนต์ของนักการเมืองหรือบุคคลที่ทำหน้าที่ติดตามรักษาความปลอดภัย ว่ามีทะเบียนถูกต้องและมีใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนตามกฎหมายหรือไม่
นายมงคลกิตติ์ ยังเรียกร้องให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ซึ่งมีกำหนดเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. รวมถึง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว และดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่อย่างเท่าเทียม โดยไม่ควรมีข้อยกเว้นเพียงเพราะบุคคลนั้นมีตำแหน่งทางการเมือง
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการตรวจสอบโดยไม่แจ้งล่วงหน้า อาจพบอาวุธปืนที่ไม่มีใบอนุญาตพกพา หรืออาวุธปืนที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยย้ำว่าข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับบุคคลใดมีอาวุธปืนผิดกฎหมายหรือไม่มีใบอนุญาตนั้น ยังต้องให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน และไม่ควรสรุปว่าบุคคลใดกระทำผิดโดยปราศจากหลักฐาน
นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า จากประสบการณ์ในช่วงที่เคยทำงานการเมืองและลงพื้นที่หาเสียง เคยพบเห็นอาวุธปืนอยู่ภายในรถของบุคคลที่รู้จัก แต่ไม่ทราบว่าอาวุธดังกล่าวมีเอกสารการครอบครองและการพกพาถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ จึงเห็นว่าประเด็นนี้ควรเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่าต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง “การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง” กับ “การพกพาอาวุธปืน” เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีเงื่อนไขทางกฎหมายแตกต่างกัน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง เช่น ตำรวจสายสืบ ชุดปราบปราม เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
นายมงคลกิตติ์ ตั้งข้อสังเกตว่า หากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงจำเป็นต้องนำอาวุธไปเก็บไว้ที่หน่วยงานทันทีเมื่อหมดเวลาราชการ อาจเกิดช่องว่างระหว่างการเดินทางกลับบ้านหรือการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่อเนื่อง จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณากฎระเบียบหรือข้อยกเว้นที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงลักษณะงาน ระดับความเสี่ยง และพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่
นายมงคลกิตติ์ ยังกล่าวถึงปัญหาความรุนแรงและการกลั่นแกล้งในสถานศึกษา หรือ “บูลลี่” รวมถึงการด่าทอและคุกคามกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเสนอแนวคิดให้สถานศึกษามีบุคคลหรือกลุ่มนักเรียนที่ผ่านการฝึกอบรมด้านการระงับเหตุและการช่วยป้องกันความขัดแย้งภายในโรงเรียน ซึ่งเรียกว่า “มาเฟียสีขาว”
แนวคิดดังกล่าวไม่ได้มุ่งให้กลุ่มนักเรียนใช้ความรุนแรง แต่ให้ทำหน้าที่ในเชิงป้องกัน ช่วยห้ามปรามเมื่อเกิดความขัดแย้ง หรือแจ้งครูและผู้รับผิดชอบให้เข้าระงับเหตุตั้งแต่ระยะแรก เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกลายเป็นเหตุรุนแรงหรือเข้าสู่กระบวนการทางอาญา
พร้อมเสนอให้มีระบบดูแลนักเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมถึงควรมีครูหรือบุคลากรที่ให้ความรู้เกี่ยวกับผลทางกฎหมายและผลกระทบจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งในโลกออนไลน์พัฒนาไปสู่ความรุนแรงในชีวิตจริง


