xs
xsm
sm
md
lg

ภาคเอกชน-นักวิชาการหนุนแก้กฎหมายปิโตรเลียม ยกระดับความมั่นคงพลังงานประเทศ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวคุณภาพชีวิต



ภาคเอกชนและนักวิชาการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการผลักดันการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมของไทยให้ทันสมัย รองรับต่อบริบทที่เปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในประเทศและรับมือกับความท้าทายของราคาพลังงานในอนาคต

สถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PEIT) ร่วมกับ บริษัท BowerGroupAsia (ประเทศไทย) จัดการประชุมโต๊ะกลม (Roundtable Discussion) ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาควิชาการในหัวข้อ "การพัฒนากฎหมายปิโตรเลียมให้ทันสมัย" (Petroleum Act Modernization Roundtable) เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นต่อความจำเป็นในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียมและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมของประเทศไทยให้ตอบโจทย์ด้านความมั่นคงทางพลังงานเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเอเชียด้วยกันที่พยายามปรับปรุงเงื่อนไขสัญญาสัมปทานให้จูงใจและดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาสำรวจแสวงหาแหล่งปิโตรเลียมในประเทศของตนให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการพบแหล่งปิโตรเลียมใหม่และเพิ่มปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในประเทศ และสามารถเผชิญกับความผันผวนของราคาพลังงานในอนาคต

ดร.ศุภลักษณ์ พาฬอนุรักษ์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำถึงความมั่นคงทางพลังงาน กล่าวว่า ไม่ใช่เพียงการมีพลังงานที่เพียงพอและต่อเนื่องเท่านั้น แต่ต้องมีความพร้อมที่จะรับมือกับความผันผวนและบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากประเทศไทยยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากแหล่งภายในประเทศจึงเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และลดความผันผวนด้านราคา สำหรับการทบทวนกฎหมายครั้งนี้ควรทำให้ทันสมัยและยืดหยุ่นเพื่อให้การบริหารทรัพยากรปิโตรเลียมอย่างมีประสิทธิภาพ คำนึงถึงความต่อเนื่องในการผลิต ความโปร่งใส ความปลอดภัย การลงทุน และประโยชน์สาธารณะ

ด้าน รศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูป โดยกล่าวว่า พ.ร.บ. ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 อาจเหมาะสมในวันที่เขียนกฎหมายขึ้นมาเมื่อ 50 กว่าปีก่อน แต่วันนี้พลังของ พ.ร.บ. ฉบับนี้อาจไม่เพียงพอสำหรับขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความมั่นคงพลังงานด้วยบริบทและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เช่นการออกแบบให้กฎหมายสามารถรองรับการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมขนาดเล็กหรือเป็นแหล่งช่วงปลายอายุที่ยังมีศักยภาพอยู่บ้าง ซึ่งการต่ออายุสัมปทานของแหล่งที่ใกล้สิ้นสุดอายุเป็นเรื่องเร่งด่วน จึงมีการพูดถึงการแก้ไขมาตรา 26 ถึงเงื่อนไขในการต่อระยะเวลาผลิต หรือหากไม่สามารถรอให้การแก้กฎหมายทั้งฉบับเสร็จสิ้นก่อนได้เพราะมีความเร่งด่วน ก็อาจพิจารณาใช้กลไกตามมาตรา 23 เป็นมาตรการเฉพาะหน้า ภายใต้หลักเกณฑ์ทางเทคนิคและความโปร่งใสให้สามารถทำได้

รศ.ดร.ปิติ ยังชี้ถึงช่องว่างสำคัญระหว่างสิทธิในทรัพยากรใต้ดิน (Subsurface Rights) กับสิทธิในการเข้าพื้นที่ (Surface Rights) เพราะสิทธิปิโตรเลียมใต้ดินไม่สามารถทำให้เข้าพื้นที่ได้โดยอัตโนมัติ จึงควรเชื่อมการให้สิทธิ การอนุญาตและความรับผิดชอบของหน่วยงานให้ชัดเจนด้วย

ทั้งนี้บนเวทีเสวนาซึ่งดำเนินรายการโดย ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการ PEIT และผู้ร่วมเสวนาต่างเห็นด้วยว่า กรอบกฎหมายและเงื่อนไขการลงทุนควรสอดคล้องกับสภาพธรณีวิทยา ความเสี่ยง และช่วงอายุของแต่ละแหล่งปิโตรเลียม ไม่ควรใช้กติกาเดียวกันทุกพื้นที่ โดย Dr. A. Pedro H. van Meurs, President บริษัท Van Meurs y Asociados S.A. เสนอให้พิจารณาปรับระบบการคลัง (Fiscal Regimes) ในกฎหมายให้สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งในการดึงเงินลงทุน โดยแยกตามลักษณะของทรัพยากร เช่น ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน แหล่งน้ำลึก และแหล่งปลายอายุ

สอดคล้องกับนายรณรงค์ ชาญเลขา อดีตผู้บริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ที่เตือนถึงผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนว่า ความไม่แน่นอนของการต่ออายุสัมปทานปิโตรเลียมเป็นต้นทุนแฝงที่นักลงทุนจะประเมินความเสี่ยงในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงท้ายของสัมปทาน ดร.คุรุจิต ยังได้กล่าวเชื่อมโยงภาพใหญ่ของประเทศว่า ก๊าซธรรมชาติในประเทศไทยไม่ใช่แค่เรื่องของการผลิตไฟฟ้า แต่เป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลาสติก และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง การดูแลกฎหมายจึงหมายถึงการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและการจ้างงานของคนไทยทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจ

เช่นเดียวกับนายกนก อินทรวิจิตร อดีตผู้บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ที่เน้นย้ำถึงความเร่งด่วนในการนำทรัพยากรในประเทศมาใช้ ก่อนที่จะสูญเสียโอกาส ซึ่งการรักษากำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศยังเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้า LNG ที่มีราคาและมีความผันผวนสูง

อนึ่งสถาบัน PEIT และ BGA จะทำการสรุปและรวบรวมข้อเสนอแนะจากวงเสวนา และจัดทำเป็นรายงานเชิงนโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม เพื่อสนับสนุนภาครัฐในการวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศต่อไป