ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง “แอม ไซยาไนด์” ไม่ผิดคดีแม่ค้าขายผัก ชี้ พยานหลักฐานไม่เชื่อมโยงว่าเสียชีวิตจากสารพิษไซยาไนด์
ที่ห้องพิจารณา 813 ศาลอาญา เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (21 ก.ค.) ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดี แอม ไซยาไนด์ คดีที่ 5 หมายเลขดำ อ.857/2568 ที่พนักงานอัยกาฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือ แอม ไซยาไนด์อายุ 39 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
อัยการโจทก์ฟ้องว่า จำเลยใส่สารพิษไซยาไนด์ลงในอาหารเพื่อมีเจตนาฆ่า นางรสจรินทร์ นิลน้อย หรือ พี่น้อย แม่ค้าผัก ผู้ตาย โดยมีมูลเหตุมาจากการที่จำเลยต้องการฆ่าล้างหนี้ที่จำเลยยืมเงินผู้ตายจำนวน 60,000 บาท และให้สามีของผู้ตายชดใช้หนี้ในมูลค่าที่สูงกว่าที่ยืมไป ด้วยการผสมไซยาไนด์ลงในสลัดผัก ผู้ตายนำมากิน ก่อนเป็นลมชัก และเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ในข่วงเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัว นางสรารัตน์ จำเลยมาจากทัณฑสถานหญิงกลางเพื่อฟังคำพิพากษา
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า สืบเนื่องจากการมีการเสียชีวิตหลายราย ที่จำเลยเกี่ยวข้องด้วยการวางยาไซยาไนด์ ในช่วงเดือนมีนาคม 2566 ทำให้สามีของผู้เสียชีวิตสงสัยว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของนางรสจรินทร์ ภรรยา เมื่อช่วงปี 2565 สามีของผู้ตายจึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยกล่าวหาว่า เจตนาฆ่าผู้ตายโดยปลอมปนสารไซยาไนด์ลงไปในสลัดผัก ทำให้ร่างกายได้ดูดซึมเข้ากระแสเลือด เป็นเหตุให้เสียชีวิต
โจทก์มีนายแพทย์ผู้รักษาผู้เสียชีวิต เบิกความว่า เลือดของผู้ตายมีภาวะเลือดเป็นกรด จากการติดเชื้ออย่างรุนแรง หรือได้รับสารพิษ แต่พยานไม่ได้ยืนยันว่า ผู้ตายได้รับสารพิษจากสารไซยาไนด์ ไม่สามารถบอกได้ว่าสารพิษที่นำเข้าร่างกายนั้นเป็นการนำเข้าของผู้ตายเอง หรือวิธีการใด ไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ว่า มาจากสารพิษชนิดใด มีแต่ระบุว่าเลือดเป็นกรดเท่านั้น พยานหลักฐานจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนวางยาพิษไซยาไนด์ผู้ตาย
ส่วนพยานที่เป็นลูกจ้างของผู้ตาย ระบุว่า ได้พบเห็นจำเลยนำสลัดผักมาให้ผู้ตายรับประทาน โดยให้การว่าจดจำรถของจำเลยได้ เนื่องจากจำเลยมาหาผู้ตายบ่อยครั้ง แต่พยานไม่สามารถตอบคำถามค้านของทนายจำเลยได้ว่า จำเลยใช้รถยนต์ยี่ห้อใด และไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนนำสลัดมาให้ผู้ตายรับประทาน
ส่วนมูลเหตุแห่งการฆ่าที่โจทก์อ้างว่าเป็นการฆ่าล้างหนี้จำนวน 60,000 บาท แต่จากข้อเท็จจริงพบว่า ผู้ตายนำรถยนต์มาจำนำกับจำเลยในจำนวนเงิน 100,000 บาท และผู้ตายได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยไปแล้ว 50,000 บาท โดยหลังจากเสียชีวิตจำเลยอ้างกับสามีผู้ตายว่าต้องชดใช้หนี้ค่าจำนำรถยนต์จำนวน 600,000 บาท แต่มีการตกต่อรองการลดเหลือ 300,000 บาท สามีของผู้ตายยอมชดใช้เงินจนครบจำนวน 300,000 บาท และได้รถยนต์คืนไปแล้ว จึงไม่อาจเป็นมูลเหตุจูงใจให้ก่อเหตุพยาน หลักฐานของโจทก์ไม่เชื่อมโยงว่า จำเลยจะกระทำความผิดตามที่สันนิษฐานมาข้างต้น พิพากษายกฟ้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาได้พิพากษาคดี แอม ไซยาไนด์ ฐานฆ่าผู้อื่นมาแล้วรวม 4 คดี
คดีที่ 1 ศาลสั่งประหารชีวิต คดีวางยาฆ่า น.ส.ศิริพร หรือ ก้อย ขันวงษ์ เสียชีวิตบริเวณท่าน้ำ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
คดีที่ 2 คดีวางยาฆ่า พ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ หรือ สารวัตรปู ศาลพิพากษาประหารชีวิต แต่คำให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
คดีที่ 3 คดีวางยาฆ่า น.ส.นิตยา แก้วบุปผา วิศวกรสาว ที่ จ.นครปฐม ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอว่าจำเลยครอบครองไซยาไนด์ หรือประสงค์ต่อทรัพย์
คดีที่ 4 คดีวางยาฆ่า ร.ต.อ.หญิง สุกานดา วิมลมาลย์ หรือ ผู้กองนุ้ย อดีตรองสารวัตรการเงิน สภ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น โดยใส่ศาลพิษในเครื่องดื่มให้ผู้กองนุ้ยดื่มจนถึงแก่ความตาย ศาลพิพากษาประหารชีวิต ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกแอมไว้ตลอดชีวิต


