xs
xsm
sm
md
lg

เปิดโปรไฟล์ 4 แคนดิเดต "แม่ทัพสีกากี" คนที่ 16

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



เป็นประเด็นร้อนในแวดวงสีกากี หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. นัดประชุมก.ตร.ในวันที่ 22 กรกฎาคม นี้ เพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร. คนที่ 16 ต่อจาก “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน นี้

สำหรับการแต่งตั้ง "ผบ.ตร." ตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 77 ระบุว่า "ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอก ซึ่งดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ หรือ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ"

ขณะที่มาตรา 78 ระบุว่า "ให้นายกรัฐมนตรีคัดเลือกรายชื่อข้าราชการตำรวจผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 71 (1) โดยคำนึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน" โดยเฉพาะประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปราม เสนอ ก.ตร. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน แล้วให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

หากพิจารณาตามหลักเกณฑ์ข้างต้นมีผู้ที่มีคุณสมบัติที่จะได้รับการเสนอชื่อ 4 ราย ไล่เรียงตามอาวุโส ดังนี้

พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร.
1. พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ด้านกฎหมายและคดี

สำหรับ พล.ต.อ.นิรันดร ชื่อเล่น "ไมค์" เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2510 ปัจจุบันอายุ 59 ปี เกษียณอายุราชการในปี 2571 จบมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล เป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 27 และนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 43 โดยจบปริญญาตรีสาขารัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต และเพิ่งได้รับมอบปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานวัตกรรมภาวะผู้นำ ประจำปี พ.ศ.2568 จากวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย ผ่านการอบรมหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 58

เส้นทางชีวิตราชการ พล.ต.อ.นิรันดร เริ่มจากรองสารวัตรสอบสวน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก่อนเลื่อนขึ้นสารวัตรไปปฎิบัติหน้าที่ Civilian Police (CIVPOL) ในภารกิจของสหประชาชาติ (UNTAET) ขยับเป็นรองผู้กำกับฝ่ายปฎิบัติการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ติดยศพ.ต.อ.ในตำแหน่ง ผู้กำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ก่อนโยกเป็นผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเศรษฐกิจและเทคโนโลยี จากนั้นเลื่อนเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 4 ก่อนโยกเป็นรองผู้บังคับการกองบัญชาการตำรวจสันติบาล และรองผู้บังคับการกองสวัสดิการ

ติดยศพล.ต.ต.ครั้งแรกในตำแหน่งนายเวร (สบ 6) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.ในขณะนั้น ก่อนย้ายเป็นผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เลื่อนเป็นรองผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง ติดยศพล.ต.ท.ครั้งแรกในตำแหน่ง จเรตำรวจ (สบ 8) ก่อนได้โยกเป็น ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และผู้บัญชาการการศึกษา เลื่อนขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบงานกฎหมายและคดี

เนื่องจากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและระเบียบของตำรวจ ตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่ดำรงตำแหน่งรองผบ.ตร. พล.ต.อ.นิรันดร จึงได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานกฎหมายและคดี เพียงหน้างานเดียว ขณะที่งานศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ ในปี 2567 พล.ต.อ.นิรันดร ได้รับหมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมและความมั่นคงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะที่ใน ปี 2568 เป็นผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมและความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศูนย์ปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ล่าสุดยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้อํานวยการศูนย์บริหารและพัฒนางานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาระบบงานสอบสวนทั้งหมด โดยได้ผลักดันแผนงาน Quick Win ยกระดับคุณภาพชีวิตพนักงานสอบสวน ดันให้ตำแหน่งเลื่อนไหลได้เป็นครั้งแรก, จัดหาโน้ตบุ๊ก, ทำระบบห้องสมุดกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Smart E-Library) และใช้เงินกองทุนสืบสวนฯ สนับสนุนคดีออนไลน์ Case ID ละ 500 บาท

ในมิติงานปราบปราม พล.ต.อ.นิรันดร ยังเป็นผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการร่วมกับ สคบ. และกรมศุลกากร เดินหน้ากวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าอย่างหนัก กวาดล้างครบวงจรตั้งแต่รอบโรงเรียนไปถึงแหล่งทุนใหญ่ จับกุม 5,149 คดี มูลค่าของกลางกว่า 1,055 ล้านบาท

ขณะเดียวกันยังเดินหน้าตอบโจทย์ยุคดิจิทัลด้วยการพัฒนาแอป Police Care ซึ่งรวบรวมข้อมูลกฎหมายและบริการประชาชนเพื่อป้องกันภัยมิจฉาชีพโดยไม่ใช้งบประมาณรัฐ ซึ่งมียอดดาวน์โหลดแล้วกว่า 2 แสนราย รวมไปถึงการจับมือบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี กับกรมการขนส่งทางบก ในการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้ขอใบอนุญาตขับรถสาธารณะทางอิเล็กทรอนิกส์ และร่วมมือกับกรมศุลกากรส่งข้อมูลผู้กระทำผิดฐานลักลอบขนเงิน ทองคำ และกัญชา ให้ ตม. สกัดกั้น ซึ่งติดแบล็กลิสต์ และเฝ้าระวังไปแล้วกว่า 114 ราย

ด้วยอาวุโสและประวัติการทำงานทั้งงานปราบปรามและกฎหมาย ควบคู่ไปกับแนวคิดการนำระบบเทคโนโลยีและวิธีการบริหารสมัยใหม่มาปรับใช้ในองค์กร ทำให้ พล.ต.อ.นิรันดร เป็นแคนดิเดตผบ.ตร.ที่ถูกจับมาตามองที่สุด


2.พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม

สำหรับ พล.ต.อ.ธัชชัย ชื่อเล่น "หวาน" เกิดเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2510 เกษียณอายุราชการในปี 2570 จบมัธยมปลายจากโรงเรียนสวนกุหลาบ รุ่น 103 ก่อนเข้าเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 26 และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 42 ปริญญาโท Public Administration, Kentucky State University ปริญญาเอก Criminal Justice, Sam Houston State University พร้อมผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงวิทยาลัยตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 24 หลักสูตรการบริหารงานตำรวจในยุคดิจิทัล Police Administration in Digital Age : PADA หลักสูตรตำรวจอาเซียน

เริ่มรับราชการตำแหน่ง รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองฉะเชิงเทรา อาจารย์ (สบ 2) จนมีตำแหน่งทางวิชาการระดับรองศาสตราจารย์ (สบ 5) ภาควิชาอาชญาวิทยาและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ติดยศพล.ต.ต.ครั้งแรกในตำแหน่ง ผบก.ตม.6 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รับผิดชอบพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ก่อนโยกเป็นผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 รับผิดชอบท่าอากาศยานนานาชาติ จากนั้นโยกเป็น ผบก.ภ.จว.นครนายก ขยับเป็นรอง ผบช.ภ.2 ติดยศพล.ต.ท.ครั้งแรกในตำแหน่ง ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ก่อนเลื่อนขึ้นเป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ติดยศพล.ต.อ.ครั้งแรกในตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ ปีถัดมาสไลด์มาดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม จนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัย ยังได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อเนื่องถึง 2 ปี นอกจากนี้ยังเป็นผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกด้วย

ในปี พ.ศ. 2557 พล.ต.อ.ธัชชัย ได้เป็นผู้บุกเบิกและลงดาบกวาดล้างเครือข่ายค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา ทั้งระบบอย่างจริงจัง สามารถทลายเครือข่ายและดำเนินคดีกับกลุ่มผู้สั่งการที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งพบว่ามีทั้งข้าราชการและนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาพัวพัน ผลจากการปราบปรามอย่างเด็ดขาดในครั้งนั้น ทำให้นานาชาติให้การยอมรับและนำไปสู่การพิจารณา ยกระดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ (Tier) ของประเทศไทย ให้ดีขึ้นในเวลาต่อมา

พล.ต.อ.ธัชชัย ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานระบบป้องกันภัยไซเบอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเริ่มต้นตั้งแต่สมัยดำรงยศ “พล.ต.ท.” ในตำแหน่ง รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์และวิธีรับมือกับกลโกงรูปแบบใหม่ๆ จนกระทั่งปัจจุบัน ยังได้รับมอบหมายให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์ฯ รับผิดชอบสั่งการและขับเคลื่อนนโยบายกวาดล้างมิจฉาชีพทางเทคโนโลยี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัย ยังเป็นผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศตคม.ตร.)

ด้วยตระหนักว่าปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีความซับซ้อน โยงใยหลายหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ และคาบเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ พล.ต.อ.ธัชชัย จึงได้บูรณาการความร่วมมือครั้งใหญ่ โดยร่วมมือกับกองทัพ ในฐานะผู้อำนวยการหน่วยเฉพาะกิจ 88 (ผอ.ฉก.88) ร่วมมือกับหน่วยงานระดับโลก โดยเฉพาะ UNODC (สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ)

นำร่องหน่วยเฉพาะกิจนานาชาติ โดยได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ (Specialized Cyber Scam and Trafficking in Persons for Forced Criminality Taskforce) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและพยานหลักฐานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ

จัดตั้งวอร์รูม (War Room) เป็นศูนย์กลางปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการค้ามนุษย์ ทำหน้าที่รายงานและวิเคราะห์สถานการณ์แบบรายวัน (Daily) ช่วยให้ตำรวจสามารถปรับยุทธวิธีให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยระบบ War Room ดังกล่าวยังคงถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถแกะรอย สืบสวนเส้นทางความผิด และจับกุมคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว

ตลอดเส้นทางการรับราชการ พล.ต.อ.ธัชชัย ได้รับรางวัลที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ทั้งในด้านการทำงานและศักยภาพส่วนตัวที่โดดเด่น โดยเฉพาะด้านภาษาอังกฤษ ดังนี้ รางวัลบุคคลต้นแบบด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ประจำปี พ.ศ. 2568 รางวัล “คนดีศรีสวน” จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ประจำปี พ.ศ. 2563 รางวัลเกียรติยศจักรดาว สาขาพัฒนาสังคม ประจำปี พ.ศ. 2561 รับมอบจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คะแนนสอบ TOEIC 950/990 ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ประจำปี พ.ศ. 2557 สอบได้ลำดับที่ 1 ด้านภาษาอังกฤษ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2553

ด้วยประสบการณ์และผลงานที่ครอบคลุมทั้งงานปราบปราม งานบริหาร และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำให้ พล.ต.อ.ธัชชัย เป็นนายตำรวจที่มีคุณสมบัติและประสบการณ์เหมาะสมสำหรับการเป็นผู้นำองค์กรตำรวจ จึงเป็นแคนดิเดตอีกคนที่มองข้ามไม่ได้

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร
3.พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ด้านมั่นคงและกิจการพิเศษ

พล.ต.อ.สำราญ ชื่อเล่น "ราญ" เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2516 ปัจจุบันอายุ 53 ปี เกษียณอายุราชการปี 2576 จบระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี เป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 34 และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 50โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และยังศึกษาต่อในหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยิ่งไปกว่านั้น ยังผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมระดับหัวกะทิมากมาย ทั้งหลักสูตรสารวัตรที่สามารถสอบได้อันดับที่ 1 หลักสูตร VIP Protection หลักสูตรนเรศวร 261 ไปจนถึงการบินลัดฟ้าไปฝึกฝนยุทธวิธีระดับโลกในหลักสูตรยิงปืน SIG SAUER ACADEMY และหลักสูตรรับมือเหตุกราดยิง (FBI-ALERT Active Shooter Response) จากสหรัฐอเมริกา

ชีวิตราชการของ พล.ต.อ.สำราญ เริ่มต้นรับราชการในตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สน.พระโขนง ในปี 2540 ก่อนจะขยับเข้าสู่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (191) และติดยศผู้กำกับการที่ สน.ดอนเมือง และ ผกก.สายตรวจ บก.สปพ. จากนั้นผลงานได้ผลักดันให้เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับผู้นำ ทั้งผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (ผบก.สปพ.) ในปี 2561 ขยับขึ้นรองผู้บัญชาการตำรวจนคนบาล และติดยศพล.ต.ท.ในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ในปี 2564 ก่อนจะเลื่อนขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบงานมั่นคงและกิจการพิเศษ ในเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สำราญ ยังได้รับมอบหมายให้หน้าที่ให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นอกจากนี้ยังเป็นผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า ดูแลความสงบเรียบร้อย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในจ.สงขลา

เมื่อกล่าวถึงผลงานสำคัญของ พล.ต.อ.สำราญ คือผู้อยู่เบื้องหลังการทลายเครือข่ายอาชญากรรมใหญ่ๆ ของประเทศมานับไม่ถ้วน ในด้านยาเสพติดเป็นผู้สั่งการสกัดจับลอตใหญ่และยึดทรัพย์สินมหาศาล อาทิ การบุกยึดทรัพย์เครือข่าย “ตั้ม เขาชี” ที่มีเงินหมุนเวียนกว่า 1,200 ล้านบาท การขยายผลร่วมกับ ป.ป.ส. อายัดทรัพย์สินเครือข่ายนายทุนจีน “มินมินอู” รวมมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท และการสกัดกั้นยาบ้ากว่า 4 ล้านเม็ดก่อนส่งลงใต้ให้เครือข่าย “อ้วน เซียงตึง” ตลอดจนคดีดังในอดีตอย่างการจับกุมอดีตนักร้อง “วงเพาเวอร์แพท” และนางเอกสาว “เอมี่” รวมถึงการตามจับแกนนำแก๊งยากูซ่า “ซูมิโยชิ” ที่กบดานในพัทยาได้สำเร็จ

อีกหนึ่งผลงานด้านความมั่นคงที่กำลังเป็นที่จับตา คือการเป็นผู้นำเปิดปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” ทลายเครือข่าย “พ่อทิพย์” ซึ่งเป็นคดีอาชญากรรมขบวนการสวมสิทธิแจ้งเกิดเท็จเพื่อมอบสัญชาติไทยให้กับลูกของกลุ่มทุนจีนสีเทา โดยขบวนการนี้ใช้วิธีการจ้างวานชายสัญชาติไทยให้มาเซ็นชื่อรับรองเป็นบิดาในสูติบัตร เพื่อให้เด็กต่างด้าวได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ล่าสุดจากความร้ายแรงและผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ปัจจุบันหน่วยงานความมั่นคงกำลังเร่งขยายผลเส้นทางการเงินและผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด พร้อมเตรียมยกระดับคดีนี้ขึ้นเป็น “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” เพื่อจัดการขั้นเด็ดขาด

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สำราญ ยังเป็นคีย์แมนคนสำคัญในการเปิดปฏิบัติการเช็กบิลกลุ่มทุนเทานอมินีต่างด้าวผิดกฎหมายในเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั้งสมุย-พะงัน ภูเก็ตและชลบุรี จนสามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งชาวไทยและต่างชาติ หลายร้อยราย ยึดคืนที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มูลค่านับหมื่นล้านบาท

ส่วนในมิติการบริหาร พล.ต.อ.สำราญ ได้สร้างชื่อตั้งแต่สมัยเป็น ผกก.สน.ดอนเมือง ด้วยการพาสถานีคว้ารางวัลโรงพักดีเด่นอันดับ 2 และเมื่อขึ้นเป็น ผบช.น. กองบัญชาการตำรวจนครบาลก็เป็นหน่วยงานเดียวของ ตร. ที่ได้คะแนนประเมินความโปร่งใส (ITA) ในระดับ “ผ่านดีเยี่ยม” และยังให้ความสำคัญกับสวัสดิการของลูกน้อง โดยผลักดันการจัดหาเสื้อเกราะกันกระสุนกว่า 14,000 ตัว พร้อมจัดซื้ออุปกรณ์สืบสวนล้ำสมัย เช่น โดรนตรวจจับความร้อนและกล้องมองกลางคืน มูลค่ากว่า 49 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้ปฏิบัติงาน

ฉะนั้นถึงแม้อาวุโสจะน้อยกว่า 2 รายแรก แต่จากประวัติการศึกษา ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และผลงานด้านการปราบปรามอาชญากรรม การบริหาร และการพัฒนาศักยภาพองค์กรตำรวจ ทำให้ พล.ต.อ.สำราญ เป็นแคนดิเดตอีกคนมาแรงชนิดมองข้ามไม่ได้

พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ
4.พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.อ.อิทธิพล ชื่อเล่น "แมน" เกิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2512 ปัจจุบันอายุ 57 ปี จบมัธยมปลาย โรงเรียนมัธยมสาธิตวัดพระศรีมหาธาตุ ก่อนเข้าเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 27 และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 43 จบปริญญาโทสังคมศาสตร์มหาบัณฑิต (อาชญาวิทยาและงานยุติธรรม) มหาวิทยาลัยมหิดล

หลักสูตรเฉพาะทางระดับสากล อาทิ หลักสูตรการรวบรวมข่าวกรองหลังเหตุระเบิด ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 65 หลักสูตรบริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.) รุ่นที่ 24 หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (หลักสูตร วตท.) รุ่นที่ 25 หลักสูตรการบริหารการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมภาครัฐร่วมเอกชน (บรอ.) รุ่นที่ 5 หลักสูตรบริหารงานตำรวจชั้นสูง (บตส.) รุ่นที่ 35 หลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 14 หลักสูตรการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารมืออาชีพทางการกีฬาสู่ความเป็นเลิศ รุ่นที่ 6

พล.ต.อ.อิทธิพล ถือเป็นนายตำรวจเติบโตมากับสายงานสืบสวนเป็นที่ยอมรีบในแวดวงสีกากี โดยเริ่มต้นชีวิตราชการในปี 2533 เป็นรองสารวัตรสอบสวนสภ.เชียงยืน ก่อนจะขยับเข้าสู่หน่วยสืบสวนระดับแนวหน้าอย่างกองปราบปราม และสั่งสมประสบการณ์ในหลากหลายพื้นที่ ทั้งการเป็นหัวหน้าชุดสืบสวน สภ.เมืองสมุทรปราการ และผู้กำกับการด่านตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ต ก่อนโยกข้ามหน่วยเข้ากรุงมาเป็นผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาล 8 ไปจนถึงตำแหน่งสำคัญอย่าง ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล และรอง ผบช.น. ก่อนจะขยับขึ้นดำรงตำแหน่งระดับสูงในฐานะจเรตำรวจ (สบ 8) และผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ผู้ช่วย ผบ.ตร.และรองจเรตำรวจแห่งชาติ ในเดือนตุลาคม 2568 ขึ้นเป็น จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.อ.อิทธิพล เป็นมือสืบสวนที่มีชื่อชั้นได้รับการยอมรับในแวดวงสีกากี สามารถปิดแฟ้มคดีประวัติศาสตร์ของไทยมานับไม่ถ้วน ทั้งด้านคดีความมั่นคงและอาชญากรรมร้ายแรงพล.ต.อ.อิทธิพล ผู้อยู่เบื้องหลังการแกะรอยคดีลอบวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า (ปี 2560) จนจับกุมนายวัฒนา ภุมเรศได้สำเร็จ

รวมถึงการคลี่คลายคดีระเบิดป่วนกรุงในปี 2562 นอกจากนี้ ยังเป็นขุนพลนำทีมไขคดีสะเทือนขวัญ ทั้งคดีฆ่ายกครัว 8 ศพที่จังหวัดกระบี่ จนสามารถจับกุมบังฟัตมือก่อเหตุ , คดี "ผอ.กอล์ฟ" กราดยิงชิงทองลพบุรี, คดี พ.ต.ท.บรรยิน อุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา ไปจนถึงการลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานในโศกนาฏกรรมไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษาจนนำไปสู่การดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง

ปฏิบัติการไล่ล่า “เสี่ยแป้ง นาโหนด” พล.ต.อ.อิทธิพล เป็นหนึ่งในคีย์แมนสำคัญที่ลงพื้นที่บัญชาการชุดปฏิบัติการพิเศษและหน่วยสืบสวน ปูพรมไล่ล่าและปิดล้อมเทือกเขาบรรทัด เพื่อกดดันนักโทษชายคดีอุกฉกรรจ์ที่หลบหนีการควบคุม ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านยุทธวิธีและการสืบสวนในภูมิประเทศที่ยากลำบาก

ไม่เพียงแต่งานอาชญากรรมทั่วไป ในด้านการปราบปรามยาเสพติด พล.ต.อ.อิทธิพล ได้นำทีมทลายเครือข่ายใหญ่ยึดยาบ้าลอตมหึมากว่า 10.3 ล้านเม็ดที่บางพลี จับกุมแก๊ง “ดอนช่า” และสกัดการซุกซ่อนยาเสพติดในรูปแบบต่างๆ ขณะเดียวกันยังเดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์สูญเงินกว่า 100 ล้านบาท ทลายโรงงานผลิตยาปลุกเซ็กซ์เถื่อน และที่สร้างเสียงฮือฮาคือการเป็นแกนนำสืบสวนจับกุมขบวนการล้มบอลไทยลีก และคดีจ้างล้มมวย ซึ่งช่วยล้างบางวงการกีฬาไทยให้โปร่งใสขึ้น

พล.ต.อ.อิทธิพล ยังมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานการปราบปรามอาชญากรรมระดับนโยบาย โดยเป็นคณะทำงานในศูนย์ปฏิบัติการสำคัญ ทั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ศปปง.ตร.) เพื่อสกัดกั้นท่อน้ำเลี้ยงคนร้าย นอกจากนี้ยังริเริ่มโครงการ Siam CSI Challenge เพื่อพัฒนาศักยภาพตำรวจพิสูจน์หลักฐานและนักสืบยุคใหม่ให้เทียบเท่าสากล ซึ่งความทุ่มเททั้งหมดนี้ได้รับการการันตีด้วยโล่ผู้นำองค์กรดีเด่น CEO LEADER AWARD 2017 และโล่ผลงานยอดเยี่ยมจาก ป.ป.ส.

แม้ลำดับอาวุโสจะรั้งท้าย แต่ด้วยประสบการณ์ที่เติบโตจากสายงานสืบสวนโดยตรง ผ่านการคลี่คลายคดีสำคัญระดับประเทศ การบริหารหน่วยงานด้านสืบสวนและพิสูจน์หลักฐาน ตลอดจนบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายปราบปรามอาชญากรรม ทำให้ พล.ต.อ.อิทธิพล เป็นนายตำรวจที่มีคุณสมบัติและประสบการณ์โดดเด่น จึงเป็นหนึ่งในแคนดิเดตที่ได้รับการจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

จากโปรไฟล์ข้างต้นผู้ที่จะตัดสินเลือกขั้นสุดท้ายจึงอยู่ที่ "นายกฯ อนุทิน" ว่าจะเลือกให้ใครก้าวขึ้นมากุมบังเหียนองค์กรสีกากีที่มีขุมกำลังกว่า 2 แสนนาย หากเลือกอาวุโส เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและบริหาร พล.ต.อ.นิรันดร แนววิชาการและงานต่างประเทศ พล.ต.อ.ธัชชัย เน้นปราบปรามและบริหาร พล.ต.อ.สำราญ และแนวสืบสวน พล.ต.อ.อิทธิพล ซึ่งแน่นอนว่า 22 กรกฎาคม นี้ จะได้รู้กัน!