"เมธา มาสขาว" เลขาธิการฯ ครป. เผยผลตรวจสอบประธาน กสทช.ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ก่อนคณะกรรมการ กสทช. ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จะจัดประชุมเพื่อพิจารณา วันที่ 17 ก.ค.นี้
นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) เปิดเผยบทความว่า ประเด็นผลการตรวจสอบ เรื่องการขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. โดยคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม (กมธ.ไอซีที) วุฒิสภา นั้น ข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนแล้ว ซึ่งคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จะจัดประชุมเพื่อพิจารณาในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นี้ และเชื่อมั่นว่ากรรมการสรรหาจะทำหน้าที่อีกครั้งเพื่อรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง โดยปัญหาการขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. นั้นมีประเด็นที่ถูกตรวจสอบ ดังนี้
1. ปมกฎหมายการไม่ลาออกจากตำแหน่งในหน่วยงานรัฐภายใน 15 วันตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 8 และมาตรา 18 ระบุว่า กรรมการ กสทช. จะต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่น ต้องไม่เป็นพนักงาน ลูกจ้าง หรือกรรมการของหน่วยงานรัฐ และหากมีลักษณะดังกล่าว จะต้องลาออกหรือแสดงหลักฐานว่าเลิกประกอบอาชีพนั้น ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับเลือก มิฉะนั้นให้ถือว่า “เป็นผู้สละสิทธิ” จึงเสมือนกับไม่เคยได้รับเลือกมาก่อน
ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบ ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเลือก นพ.สรณ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 แต่ นพ.สรณ ไม่ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยมหิดล / โรงพยาบาลรามาธิบดี) อย่างเด็ดขาดภายในกรอบเวลาดังกล่าวตามที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 18) โดยยังคงปฏิบัติหน้าที่และปรากฏหลักฐานการรับค่าตอบแทน หรือยังมีสถานะผูกพันในลักษณะผู้เชี่ยวชาญ/พนักงานรายชั่วโมง แม้เจ้าตัวจะยื่นลาออกจากตำแหน่งบริหาร (รองคณบดี) แล้วก็ตาม จึงถือว่ามีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายมาตั้งแต่ต้นตามกฎหมาย กสทช. สั่งห้ามไม่ให้เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐใดๆ
กมธ.ไอซีที วุฒิสภา ได้มีการเรียกตรวจสอบเส้นทางการเงินและบัญชีรายรับย้อนหลังของ นพ.สรณ จากหน่วยงานต้นสังกัดเดิม พบหลักฐานการจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทนพิเศษ หรือเงินประจำตำแหน่งจากมหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ยังคงมีการจ่ายให้หลังจากที่ นพ.สรณ ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. แล้ว เอกสารนี้ถูกนำมาใช้หักล้างข้อต่อสู้ที่ว่า “ไม่ได้ปฏิบัติงานแล้ว” เพราะการที่ยังมีชื่อรับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนในระบบฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ย่อมแสดงถึงสถานะความเป็นพนักงานรัฐที่ยังไม่สิ้นสุดลง
2. นพ.สรณ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็น กรรมการ กสทช. แล้ว ทราบดีว่าต้องลาออกจากทุกตำแหน่งตามกฎหมายเพื่อเข้ารับหน้าที่เป็น กสทช. แต่ต่อมากลับยินยอมรับเป็นกรรมการ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) อีก และมิได้ลาออกก่อนนายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าแต่งตั้ง จึงอาจเป็นการกระทำฝ่าฝืนพ.ร.บ.กสทช.โดยตรง ทั้งมาตรา 8 และมาตรา 18 ประกอบมาตรา 20 และมาตรา 26 และจากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ทุกกรณีในชั้นพิจารณาของคณะกรรมาธิการประกอบกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด คณะกรรมาธิการพิจารณาเห็นว่า นพ.สรณ มีลักษณะเป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 7 ข. (12) มาตรา 8 และมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 18 มาตรา 20
3. นพ.สรณ ยังคงดำรงตำแหน่งซ้ำซ้อนในหน่วยงานรัฐควบคู่ในหน่วยงานหรือองค์กรของรัฐอื่นหลังจากรับตำแหน่ง กสทช. ไปแล้ว ซึ่งขัดต่อหลักการทำงานขององค์กรอิสระที่ต้องอุทิศเวลาทำงานเต็มเวลาและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ ปรากฎหลักฐานเอกสารภาษีจากกรมสรรพากร (ภ.ง.ด.) เป็นหลักฐานชี้เห็นถึง “การขัดกันแห่งผลประโยชน์”และการทำอาชีพซ้อน เอกสารการยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งระบุรายได้ของ นพ.สรณ จากหลายแหล่ง โดยปรากฏ “รายได้จากวิชาชีพอิสระ (วิชาชีพเวชกรรม)” ในช่วงเวลาหลังจากดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ไปแล้วอีกด้วย
สำหรับประเด็นที่ขัดกฎหมาย คือ พ.ร.บ.กสทช. มาตรา 8 (2)และ(3) สั่งห้ามกรรมการ กสทช. ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอื่นใดที่มีผลประโยชน์ขัดแย้ง หรือเป็นการแบ่งเวลาไปทำกิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่การทำงานเต็มเวลาให้ กสทช. เอกสารสรรพากร
จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ทางกฎหมายว่าเจ้าตัวยังมีรายได้จากการตรวจรักษาโรคและทำเวชกรรมอยู่
นอกจากหลักฐานเอกสารทางการเงินแล้ว ยังมีหลักฐานเชิงประจักษ์ในทางปฏิบัติโดยเป็นข้อมูลตารางนัดหมายแพทย์ การออกตรวจคนไข้ และบันทึกเวรประจำวันของ นพ.สรณ ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลพระราม 9 ซึ่งระบุวันและเวลาชัดเจนว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่หลังจากรับตำแหน่งประธาน กสทช. แล้วประเด็นที่ขัดกฎหมายถูกนำมาใช้สนับสนุนข้อกฎหมายเรื่องการไม่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา (Full-time) ด้วย
ภายหลังรายงานกมธ.ไอซีที วุฒิสภา พิจารณาตำแหน่ง นพ.สรณ เป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว เมื่อมีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ นายกรัฐมนตรีไม่นำเรื่องขึ้นสู่กระบวนการทูลเกล้าเพื่อปลดออกจากตำแหน่ง แต่มีการประวิงเวลา ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ดำเนินการตามกฎหมาย ตามมาตรา 180, 182 ตามรัฐธรรมนูญ โดยควรมีผู้อำนาจหน้าที่ต้องรับผิดชอบ 3 ส่วน คือ เลขาธิการวุฒิสภา, ประธานวุฒิสภา และนายกรัฐมนตรี
สำหรับข้ออ้างเรื่องรายงานยังไม่มีการรับรองและไม่สมบูรณ์เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อช่วยเหลือกันพ้นผิดจากอำนาจหน้าที่ เนื่องจากข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ข้อ 77 ได้ระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า รายงานกรรมาธิการจะเข้าที่ประชุมวุฒิสภาชุดใหญ่หรือคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ก็ได้ และมีการนำเข้าที่ประชุมวิปวุฒิสภามีมติรับทราบไปแล้วและได้ประกาศลงเว็บไซด์ของวุฒิสภาด้วย จึงเป็นการรับรองรายงานสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ปี 2567 จึงไม่สามารถอ้างว่าไม่มีการรับรองรายงานและรายงานไม่สมบูรณ์ไม่ได้ แม้ว่าความจริงไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้าที่ประชุมวิปวุฒิสภาก็ได้เพราะถือว่ามีผลตั้งแต่กมธ.ไอซีที วุฒิสภา พิจารณาเสร็จสิ้นและมีความเห็นแล้ว “ย่อมมีผลทันที” และไม่ต้องนำเข้าที่ประชุมวุฒิสภาชุดใหญ่ ตามข้อบังคับการประชุม 98, 99 แต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ และใช้ข้อบังคับการประชุมของวุฒิสภาข้อ 77 ตั้งแต่แรก เนื่องจากข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุดคือนพ.สรณ จะขาดจากตำแหน่งหรือมีความผิดไม่อยู่ที่รายงานเท่านั้น แต่อยู่ที่ “ข้อเท็จจริง” ที่พบ ดังนั้น ผลการวินิจฉัยก็มีผลทางกฎหมายสมบูรณ์แล้ว
ที่ผ่านมานั้น ครป.ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร)ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 เพื่อให้นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายแต่ไม่ได้รับการตอบรับเพื่อทำหน้าที่และต่อมาได้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปก่อน รวมทั้งได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ตั้งแต่เป็นนายกรัฐมนตรีในวาระแรก ในวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ให้เร่งดําเนินการตามกฎหมาย กรณี นพ.สรณ ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการดํารงตําแหน่ง ภายหลัง กมธ.ไอซีที วุฒิสภา ตรวจสอบพบว่าขาดคุณสมบัติการดำรงตําแหน่ง และยื่นหนังสือทวงถามอีกครั้งในสมัยสอง วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เพื่อโปรดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ก่อนจะมีการดำเนินการทางกฎหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป แต่มิได้รับการตอบรับจากนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด โดยต่อมา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งหนังสือถึงนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการ เลขาธิการ กสทช. ขอทราบข้อเท็จจริงและขอเอกสารหลักฐาน กรณีมีผู้กล่าวหาว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อาจทุจริตต่อหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงอาจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
การที่มีหนังสือยื่นนายกรัฐมนตรีซ้ำ ขอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการตามมาตรา 20 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ตามกฎหมาย หากปล่อยไว้อาจเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง นายกรัฐมนตรีจึงควรเร่งดำเนินการส่งผลการตรวจสอบของวุฒิสภาไปยังสำนักงานองคมนตรีเพื่อพิจารณาและวินิจฉัยข้อเท็จจริงประเด็นดังกล่าวต่อไป แต่ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรียังไม่ดำเนินการใดๆ โดยปล่อยให้มีการปฏิบัติหน้าที่มากว่า 2 ปี
เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ชัดเจนแล้ว ประธาน กสทช.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที และคนที่ต้องรับผิดชอบสูงสุดคือ นายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอชื่อทูลเกล้าเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้ประธาน กสทช. พ้นจากตำแหน่งตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด แต่ที่ผ่านมานั้นได้พยายามประวิงเวลาและอาจเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 และฝ่าฝืนการปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง


