xs
xsm
sm
md
lg

ภาคประชาชนเห็นด้วยเลือกตั้งผู้ว่ามหานครนำร่อง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



ภาคประชาชนเห็นด้วยเลือกตั้งผู้ว่ามหานครนำร่อง เชียงใหม่ ภูเก็ต แนะเพิ่มอีสาน ยุบเลิก กอ.รมน.เหตุสิ้นเปลืองงบประมาณเยอะ

วันที่ 8 ก.ค.2569 นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และผู้ประสานงานเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง กล่าวว่า ผมเห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรีที่จะให้มีการศึกษาเพื่อให้เลือกตัังผู้ว่าราชการจังหวัดในมหานครใหญ่ โดยเฉพาะเชียงใหม่และภูเก็ต แต่มีแต่ภาคเหนือและภาคใต้ ขาดภาคอีสานไป ผมเสนอให้รวมขอนแก่นมหานครเป็นตัวแทนภาคอีสานด้วย การส่งเสริมต่างจังหวัดให้เป็นมหานครและกระจายอำนาจลงไป มีการเลือกผู้บริหารเมืองโดยตรงจะส่งเสริมให้เศรษฐกิจกระจายตัว ไม่ใช่มีแต่คำว่าต่างจังหวัดกับเมืองหลวงแล้ว

ความจริงต้องมีการกระจายอำนาจและภาษี ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าในจังหวัดนำร่อง เพื่อขยายตัวไปทั่วประเทศ แต่ต้องมีการศึกษาจากสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยที่น่าเชื่อถือ เพราะที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยหวงอำนาจ และราชการส่วนภูมิภาคเป็นอุสรรคในการกระจายอำนาจและการพัฒนา ปัจจุบันี้แม้แต่ผู้ว่ากทม.ก็ไม่ค่อยมีอำนาจเบ็ดเสร็จ เพราะโครงสร้างใหญ่ของประเทศกำกับหน่วยงานราชการยิบย่อยไปหมด

ผมจึงขอเสนอให้รัฐบาลศึกษาการปฏิรูปผ่าตัดระบบราชการด้วย สังคยานากฎหมายกว่าแสนฉบับให้มีน้อยลงโดยยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น ออกกฎหมายใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพสังคมสมัยใหม่ โดยให้มีสภาพัฒนาเมืองในแต่ละจังหวัด โดยให้ประชาคมจังหวัดภาคส่วนต่างๆ มาร่วมกำหนดนโยบายในการพัฒนาเมืองที่ตนเองอยู่ ไม่ใช้ผู้ว่าจากส่วนกลางที่มาแล้วก็ไปไม่กี่เดือนกี่ปี ทั้งนี้ อาจให้มีเพียงนายก อบจ. ทำหน้าที่ผู้บริหารเมืองแทนผู้ว่าก็ได้ เพราะทับซ้อนกันอยู่

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญและทำให้อำนาจการเมืองซ้ำซ้อนกันอยู่อย่างย้อนแย้ง คือ กอ.รมน.ตามกฎหมายความมั่นคงที่เพิ่งออกในปี 2551 และบังคับใช้มา 18 ปี ผมและภาคประชาชนหลายส่วนเห็นด้วยที่จะให้มีการยุบเลิก กอ.รมน. เพราะเป็นระบบราชการส่วนเกินและเปลืองงบประมาณ โดยย้ายเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.และส่วนงานไปขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทยเหมือนเก่า คนไทยอาจจะคิดว่า กอ.รมน.มีมานานแล้ว แต่จริงๆ ถูกติดปีกตามกฎหมายการรักษาความมั่นคงภายในปี 2551 และยังให้อำนาจพิเศษตามคำสั่งหัวหน้า คสช.เพิ่มขึ้นอีกในปี 2560 โดยใช้อำนาจรัฐประหารแก้ไขกฎหมายฉบับดังกล่าวจนขยายกลายเป็นอำนาจรัฐซ้อนรัฐ เพื่อใช้อำนาจครอบจักรวาลในสภาวะปกติได้ ทั้งที่มีกฎหมาย พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินฯ อยู่แล้ว

ความจริงแล้ว กอ.รมน.เป็นแหล่งงบประมาณซ้ำซ้อนให้ราชการได้งบซ้อนโดยมิชอบ เพราะองค์กรนี้แทบจะไม่มีเจ้าหน้าที่ของตนเอง ส่วนใหญ่จัดส่งเจ้าหน้าที่จากกองทัพและตำรวจมาปฏิบัติหน้าที่ใน กอ.รมน.ตามที่ผู้อำนวยการร้องขอเพื่อรับเงินซ้ำซ้อน และให้อำนาจกองทัพเหนือราชการในภาวะปกติ มี เสนาธิการทหารบกเป็นเลขาธิการ กอ.รมน. มีอำนาจหน้านี้เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างใน กอ.รมน.และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของ กอ.รมน. สร้างรัฐทหารซ้อนรัฐบาลพลเรือนมาบริหารราชการแผ่นดินอย่างแยบยล แต่คนไทยไม่ค่อยทราบ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้ง ผอ.กอ.รมน.ภาคและจังหวัดขึ้น โดยแม่ทัพภาคเป็นผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค กำกับดูแลผู้ว่าฯ รองแม่ทัพน้อยเป็น รอง ผอ.กมน.จังหวัดดูแลด้านความมั่นคง และใช้งบประมาณสิ้นเปลืองปีละเกือบหมื่นล้านบาททุกปี เป็นตัวถ่วงในระบบงบประมาณ

นอกจากนี้ยังมีการคอร์รัปชั่นในการเข้าสู่อำนาจไม่ต่างจากการจ่ายเงินในการสอบรับราชการท้องถิ่นที่เพิ่งเป็นข่าว ใน กอ.รมน.มีทั้งทหาร ตำรวจ ปกครอง แรงงาน หลายหน่วยงานถูกสั่งไปช่วยราชการเพื่องบประมาณที่ซ้ำซ้อน รวมถึงเพื่อได้การนับเวลาราชการเป็น 2 เท่าของเวลาราชการปกติ ได้วันทวีคูณข้าราชการเพิ่มเข้าไปอีกเพื่อได้เลื่อนตำแหน่งเร็วขึ้น จังหวัดหนึ่งอาจจะหลายสิบคน กลายเป็นระบบเส้นสาย-เด็กฝาก-เด็กนายเต็มไปหมด ทั้งที่ไม่ได้ไปทำงานป้องกันประเทศหรือเสี่ยงภัยใดๆ

นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับการเก็บส่วย บางท้องที่ตำรวจท้องที่ต้องเก็บส่วนแบ่งให้ กอ.รมน.ด้วยซ้ำไป ยิ่งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่หาความสงบไม่เจอก็เพราะงบประมาณพิเศษแบบนี้