ตำรวจ ปส.คุมตัว “อุทัย-นันทวัฒน์” ขบวนการซุกเฮโรอีนฝากแอร์สาวหิ้วขึ้นเครื่องไปออสเตรเลีย ส่งศาลอาญาฝากขัง เจ้าตัวส่ายหน้าไม่ตอบคำถามสื่อ ศาลไม่ให้ประกัน 2 ผู้ต้องหาค้าเฮโรอีนมือส่งของให้เเอร์สาว
วันนี้ (6 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ได้ควบคุมตัวนายอุทัย อายุ 42 ปี และนายนันทวัฒน์ อายุ 59 ปี ผู้ต้องหาในคดีขนและซุกซ่อนเฮโรอีนในกล่องพัสดุ ส่งให้น.ส.มีนา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินลักลอบนำออกไปยังประเทศออสเตรเลีย ออกจากห้องควบคุมผู้ต้องขัง ภายในกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เพื่อนำตัวไปฝากขังต่อศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก
โดยนายนันทวัฒน์ สวมหน้ากากอนามัย เดินออกมาเป็นคนแรก ก่อนที่นายอุทัย ซึ่งสวมหน้ากากอนามัยและสวมเสื้อฮู้ดคลุมศีรษะ จะเดินตามออกมา
ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามทั้งสองคนว่า ต้องการจะชี้แจงหรือพูดอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ รวมถึงมีสิ่งใดอยากฝากถึง น.ส.มีนา หรือไม่ แต่ผู้ต้องหาทั้งสองเพียงส่ายหน้าปฏิเสธ ไม่ตอบคำถามใดๆ ก่อนจะขึ้นรถควบคุมผู้ต้องขังของ บช.ปส. ทันที โดยครั้งนี้เจ้าหน้าที่ใช้รถควบคุมผู้ต้องหาแบบ 6 ล้อ นำตัวไปยังศาลอาญา
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้จัดระเบียบสื่อมวลชนให้อยู่เพียงฝั่งเดียว เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการควบคุมตัวผู้ต้องหาขึ้นรถเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เนื่องจากมีผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายอื่นถูกควบคุมตัวออกไปพร้อมกับผู้ต้องหาในคดี น.ส.มีนาด้วย
ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด1
ได้นำตัวนายอุทัย คณาภิวัฒน์ อายุ 47 ปี และ นายนันทวัฒน์ ยิ่งพัฒนาวงศ์ อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาฐานร่วมจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทหนึ่ง(เฮโรอีน)โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า มาฝากขังครั้งแรก ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพ
คำร้องระบุพฤติการณ์ว่าสืบเนื่องจากสำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลียประจำกรุงเทพมีหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแจ้งกรณีจับกุม น.ส.มีนา คอนโด่ะพนักงานลูกเรือสายการบินไทยซึ่งเดินทางถึงสนามบินเมลเบิร์น ด้วยเที่ยวบิน TG 465 จากกรุงเทพเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนและถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานพิทักษ์พรมแดนออสเตรเลียพบกระเป๋าผ้า 12 ใบในสัมภาระมีความผิดปกติสองใบตรวจพบสารสีขาวที่ซุกซ่อนในซับกระเป๋า ราว 9 กิโลกรัม โดยเบื้องต้นให้การว่ารับขนสินค้าจาก Facebook และขนกระเป๋าดังกล่าวให้ผู้ใช้บัญชี Rose Rose และกระเป๋าถูกส่งมาให้ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน เพื่อนำไปมอบให้กับบุคคลที่ชื่อเดียร์ที่โรงแรมในเมลเบิร์น โดยปฏิเสธไม่ทราบว่าเป็นยาเสพติด หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้สืบสวนขยายผลพบชายต้องสงสัยผู้ส่งพัสดุ ทราบชื่อภายหลังคือนายอุทัย ผู้ต้องหา ไปวางไว้อาคารของน.ส.มีนา จากการซักถามพิสูจน์ทราบความเกี่ยวข้องในคดีนายอุทัยให้การว่านำยาเสพติดเฮโรอีนที่เหลือไปซุกซ่อนไว้ที่ห้องพักในจ.พระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นห้องของเพื่อน ชื่อ นายนันทวัฒน์ ยิ่งพิพัฒนาวงศ์ อายุ 47 ปีโดยนายนันทวัฒน์ ยอมรับว่าเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายอุทัย นำถุงดำภายบรรจุถุงผ้าลายช้างไทยจำนวน6ใบซึ่งบรรจุยาเสพติดมาฝากกับตนจริง ต่อมานายอุทัยได้ติดต่อให้ตนจัดการกับยาเสพติด ตนจึงตัดสินใจทำลายกระเป๋าผ้าและนำยาเสพติดที่ซุกซ่อนอยู่ภายในไปเทใส่ชักโครก ห้องพักของตนและยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้น ผลการตรวจไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย แต่นายนันทวัฒน์รับว่าหลังจากทำลายยาเสพติดแล้วได้นำถุงผ้าและเศษผ้าที่มีผงยาเสพติดออกไปทำลายและทิ้งจุดต่างๆ 3 จุด
เหตุเกิดที่บริเวณหน้าหอพักแห่งหนึ่ง ต.กะมัง อ. พระนครศรีอยุธยา
การกระทำของผู้ต้องหาทั้งสองเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาอฃ มาตรา 1,29(1),90,134,145 วรรคแรก ,145 วรรคสอง(1),152 ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 1 พ.ศ.2565
ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนระบุว่าเนื่องจากเป็นคดีที่สืบสวนสอบสวนขยายผลเครือข่ายข้ามชาติจากคดีแอร์โฮสเตสสายการบินไทยที่ถูกทางการออสเตรเลียจับกุมหลังลักลอบนำเข้าเฮโรอีนซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทาง ซึ่งพนักงานสอบสวนยังต้องสอบสวนพยานอีก 10ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง รอผลการตรวจลายนิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหาทั้งสอง จึงขอหมายขังผู้ต้องหาทั้งสองไว้ระหว่างสอบสวนมีกำหนด 12 วันตั้งแต่วันที่ 6-17 ก.ค.2569
หากผู้ต้องหาขอปล่อยชั่วคราวพนักงานสอบสวนขอคัดค้านเนื่องจากคดีมีอัตราโทษซูงหากผู้ต้องหาทั้งสองได้รับการปล่อยชั่วคราวเกรงว่าจะหลบหนีและยากแก่การติดตามตัวมาดำเนินคดีภายหลัง
อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวน ได้ทำคำร้องฝากขัง ที่ ยฝ 1584/2569 ของนายอุทัย ในความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อีกสำนวนด้วย
ศาลพิเคราะห์คำร้องแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังได้
ต่อมาผู้ต้องหาทั้งสองยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฝากขัง
ศาลพิเคราะห์ความหนักเบาของข้อหาและ พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติดในลักษณะขบวนการข้ามชาติ นับว่าร้ายแรงมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากปล่อยตัวไปผู้ต้องหาจะหลบหนี ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวยกคำร้อง


