เลขาธิการ ครป.-ผู้แทนจากสภาองค์กรของผู้บริโภค เข้าร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าประเด็นการร้องเรียนคุณสมบัติประธาน กสทช. เพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดเพิ่ม
เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569 เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร โดย นายเมธา มาสขาว เลขาธิการ ครป.และผู้แทนจากสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้เข้าร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าในประเด็นการร้องเรียนคุณสมบัติประธาน กสทช. ชี้แจงเพิ่มเติมต่อที่ประชุม ดังนี้
กรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติของประธาน กสทช. (นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์) ความสมบูรณ์ของหลักฐาน ยืนยันว่าข้อร้องเรียนต่าง ๆ ในรายงาน ICT ของวุฒิสภามีเนื้อหาครบถ้วนชัดเจนแล้ว และการที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. ขยายเวลาและกรรมาธิการเรียก นพ.สรณ มาให้ข้อมูล ถือเป็นเรื่องดีที่จะได้เอกสารตรงจากหน่วยงานรัฐ
ประเด็นการขาดคุณสมบัติ เครือข่ายภาคประชาชนมองว่าหลักฐานการขาดคุณสมบัติมีความเด่นชัด (เช่น การดำรงตำแหน่งอื่นหรือประกอบวิชาชีพเวชกรรมควบคู่) ซึ่งหากคณะกรรมการสรรหาชี้ขาดว่าผิดจริง อาจมีผลย้อนหลังไปถึงขั้นที่ต้องถือว่า "สละสิทธิ์การดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่แรก" ซึ่งจะส่งผลต่อจำนวนองค์ประชุมของบอร์ด กสทช. และต้องมีมาตรการเยียวยาตามมา
การเรียกร้องให้ผู้รับผิดชอบโดยตรงรับผิด:
1.นายกรัฐมนตรี - ได้มีการร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีทั้งในอดีตและปัจจุบัน (เนื่องจากเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ) ว่าหากพบการขาดคุณสมบัติแล้วมีหน้าที่ต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง หากเพิกเฉยอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157
2.ประธานวุฒิสภา - มีการยื่นเรื่องให้ตรวจสอบเช่นกัน แต่ที่ผ่านมามีการส่งหนังสือ "โยนกันไปมา" ระหว่างสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาและสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี
การโต้แย้งข้อมูลของมหาวิทยาลัยมหิดลตามที่เป็นข่าวใหม่นั้น ข้อมูลล่าสุดที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อว่า ม.มหิดลยืนยันว่า นพ.สรณ ไม่ขาดคุณสมบัตินั้น เป็นข้อมูลเก่า (ปี 2565) ที่นำมาเป็นข่าวใหม่เพื่อโฆษณาและในรายงานข่าวมีการตัดคำว่า "อาชีพเวชกรรม" ออก ทั้งที่ในหนังสือตอบรับของมหิดลระบุว่า นพ.สรณ ยังคงประกอบอาชีพเวชกรรมอยู่ (แม้จะอ้างว่าเป็นงานอาสาหรือไม่ได้ทำประจำ) ซึ่งตาม พ.ร.บ. กสทช. มาตรา 8 วรรคสาม ระบุชัดเจนว่าห้ามประกอบวิชาชีพกฎหมายหรือวิชาชีพอื่นใด (ซึ่งรวมถึงวิชาชีพเวชกรรมด้วย)
ประเด็นที่ประธานกสทช.ขาดคุณสมบัติตามที่มีการตรวจสอบคือ
1. ประเด็นหนังสือตอบรับของมหาวิทยาลัยมหิดล
2. การรับตำแหน่งเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ
3. การยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์เววรในโรงพยาบาลหลัก 2 แห่ง หลังจากดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. แล้ว
การอภิปรายและมติของคณะกรรมาธิการฯ ในกรณีประธาน กสทช. มีการเสนอใช้อำนาจเรียกเอกสารและบุคคล ที่ประชุมกรรมาธิการฯ มีมติเป็นรายบุคคล (เห็นชอบเป็นเอกฉันท์) ให้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คำสั่งเรียก เพื่อเรียกเอกสารสำคัญ เช่น หนังสือด่วนที่สุดจากโรงพยาบาลรามาธิบดี, มหาวิทยาลัยมหิดล, กรมสรรพากร (แบบ พ.ง.ด. 90/91 และข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพื่อดูข้อมูลรายได้และการเข้าเววร) เพื่อเป็นการขอข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ นอกจากเอกสารที่ได้มาจากกรรมาธิการ ICT ว และสำนักเลขาธิการวุฒิสภา
นอกจากนี้ จะเชิญบุคคลมาสืบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมโดยมีมติเชิญ ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ (อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล) และนายประพจน์ มิตรสงเคราะห์ (เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยมหิดลผู้ทำหนังสือชี้แจงต่อวุฒิสภา) มาให้ถ้อยคำ รวมถึงจะเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และปลัดกระทรวง อว. มาร่วมชี้แจงในครั้งต่อไปด้วย
ด้วยกรอบเวลาที่กระชั้นชิด ประธานกรรมาธิการฯ ย้ำว่าต้องเร่งสรุปเรื่องนี้ เนื่องจากกรรมการสรรหาจะมีการประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นในช่วงวันที่ 10, 17 ของเดือนกรกฎาคม ซึ่งหากพ้นช่วงนี้ไป เมื่อผลพิจารณาเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ตำแหน่งดังกล่าวอาจจะผูกพันยาวและทบทวนได้ยากขึ้น
การมีส่วนร่วมต่อเนื่อง ที่ประชุมมีมติให้คุณเมธา มาสขาว และสภาองค์กรของผู้บริโภค เข้าร่วมสังเกตการณ์และให้ข้อมูลในการประชุมครั้งต่อไป


