xs
xsm
sm
md
lg

ป.ป.ส. ค้น 2 จุดเครือข่ายยาเสพติดส่งเฮโรอีนข้ามชาติโยงคดีแอร์สาว ประสานดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



MGR Online - เลขาฯ ป.ป.ส. เผยบุกค้นเครือข่ายซุกซ่อนเฮโรอีนส่งต่างประเทศพัวพันคดีแอร์สาวถูกจับที่ออสเตรเลีย รับแบ่งหน้าที่เป็นขบวนการ เร่งล่าตัวผู้บงการ

วันนี้ (2 ก.ค.) เวลา 13.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย นายอภิกิต ฉ. โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และ น.ส.ขวัญกมล ศรีชัยวรรณ รักษาการนักสืบสวนสอบสวนเชี่ยวชาญ ร่วมแถลงความคืบหน้าขยายผลกรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงชาวไทยนำกระเป๋าซุกซ่อนเฮโรอีน ก่อนถูกทางการออสเตรเลียจับกุม เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2569

พ.ต.ต.สุริยา เปิดเผยว่า สำนักงาน ป.ป.ส. อยู่ระหว่างเร่งขยายผลเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ เพื่อเข้าถึงผู้บงการและผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการทั้งหมด จึงยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อ-นามสกุลจริงของบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีและการสืบสวน ซึ่งได้ติดตามข้อมูลข่าวสารของเครือข่ายผู้ลักลอบส่งยาเสพติดไปยังประเทศออสเตรเลียมาอย่างต่อเนื่อง โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องมีประวัติการกระทำความผิดมาตั้งแต่ปี 2568 และอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลมาโดยตลอด

พ.ต.ต.สุริยา เผยว่า ต่อมา เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. อยู่ระหว่างการปฏิบัติการติดตามเครือข่ายดังกล่าว และพบว่ามีการส่งพัสดุเข้ามายังพื้นที่กรุงเทพฯ บริเวณย่านบางเขน-หลักสี่ จึงเข้าตรวจพิสูจน์ทราบและตรวจยึดของกลางเป็นเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 8 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในผ้าลักษณะเป็นกระเป๋าผ้าสำหรับแขวนผนัง ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขยายผลในคดีนี้ รวมถึงภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนมาอย่างต่อเนื่องถึงรูปแบบการลำเลียงยาเสพติดของเครือข่าย จนกระทั่งคืนวันที่ 1 ก.ค.2569 ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติด พร้อมกัน 2 จุด ได้แก่ พื้นที่ซอยรางน้ำ และย่านรามคำแหง กรุงเทพฯ

“ผลการตรวจค้นจุดแรกที่ซอยรางน้ำ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ภายในเสื้อกันหนาว โดยมีปลายทางส่งไปยังประเทศออสเตรเลีย สามารถตรวจยึดของกลางได้เกือบ 10 กิโลกรัม ส่วนจุดที่สองในพื้นที่รามคำแหง เจ้าหน้าที่ตรวจพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ภายในเสื้อผ้าสีชมพูแบบผ้าไทย ซึ่งมีความแตกต่างจากจุดอื่น เนื่องจากปลายทางของการลำเลียงไม่ได้ส่งไปยังประเทศออสเตรเลีย แต่มีปลายทางเป็นประเทศไต้หวัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำร่วมกับดีเอสไอ”


พ.ต.ต.สุริยา เผยอีกว่า จากการสืบสวนพบว่าเครือข่ายดังกล่าวลำเลียงยาเสพติดเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทราบตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังฝั่งประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดแล้ว และได้บูรณาการกำลังร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าตรวจค้นและควบคุมตัวผู้ที่ทำหน้าที่ส่งพัสดุจากพื้นที่ อ.เชียงคาน จ.เลย เข้าสู่กรุงเทพฯ พร้อมขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติม

พ.ต.ต.สุริยา เผยต่อว่า ในส่วนของปลายทางประเทศออสเตรเลีย ขณะนี้ ป.ป.ส. ทราบตัวผู้ที่วางแผนและเตรียมรับพัสดุที่บรรจุเฮโรอีนแล้ว และได้ประสานข้อมูลไปยังตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) เพื่อดำเนินการ ขณะที่ปลายทางประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นเป้าหมายอีกจุดหนึ่งในการลำเลียงยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ประสานหน่วยงานด้านการข่าวของไต้หวันที่มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับไทย โดยทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างติดตามผู้เกี่ยวข้อง

เลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ติดตามความคืบหน้าคดีนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรก พร้อมให้คำแนะนำในการดำเนินคดี และในช่วงเช้าวันนี้ได้เชิญกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าร่วมประชุม ก่อนประสานรับคดีนี้ไว้เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีการดำเนินการเป็นระบบ ครอบคลุมทั้ง ผู้หลอกลวง ผู้ร่วมขบวนการ ผู้ทำหน้าที่โอนเงิน ผู้ลำเลียง ผู้บรรจุเฮโรอีนลงในบรรจุภัณฑ์ และผู้ประสานงานในหลายประเทศ ซึ่งดีเอสไอมีความเชี่ยวชาญด้านการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณี น.ส.มีนา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงชาวไทย ว่าอาจถูกหลอกให้นำพัสดุขึ้นเครื่องบินหรือไม่ พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่มีโอกาสพูดคุยกับแอร์สาวและทนายความ จึงต้องเปิดโอกาสให้ตำรวจออสเตรเลียดำเนินการตามกระบวนการสอบสวน หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า น.ส.มีนา ไม่มีเจตนาเกี่ยวข้องก็อาจมีผลต่อการพิจารณาไม่สั่งฟ้อง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าแอร์สาว มีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ จากข้อมูลการสืบสวนของสำนักงาน ป.ป.ส. พบว่า ขบวนการดังกล่าวมีการคัดเลือกบุคคลหลายกลุ่ม ทั้งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บุคคลทั่วไป นักเรียน นักศึกษา รวมถึงผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ โดยใช้วิธีชักชวนให้ ขายน้ำหนักกระเป๋าเพื่อรับจ้างขนสัมภาระ ซึ่งอาจเป็นสิ่งผิดกฎหมายไปยังต่างประเทศ


เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทยบางส่วนมองว่าไม่ได้สร้างความเสียหายให้ใคร ทั้งที่การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และอาจตกเป็นเหยื่อของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยผู้ที่เชิญตัวมาสอบปากคำทั้ง 3 จุด ที่จับกุมได้พร้อมของกลาง ต่างปฏิเสธว่าไม่ทราบว่าพัสดุมีสิ่งผิดกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่เห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้รับจ้างหิ้วสัมภาระควรตระหนักถึงความเสี่ยง เนื่องจากมีข่าวการจับกุมลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกรณี น.ส.มีนา เดินทางไปประเทศออสเตรเลีย 2 ครั้ง โดยครั้งแรกลงที่นครซิดนีย์ และครั้งที่สองลงที่นครเมลเบิร์น พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า ตามข้อเท็จจริง น.ส.มีนา เป็นลูกเรือที่มีภารกิจต้องเดินทางไปประเทศออสเตรเลียเป็นประจำ จังหวะเวลาจึงตรงกับช่วงที่เครือข่ายต้องการลำเลียงยาเสพติด โดยขบวนการจะเลือกบุคคลที่พร้อมขายน้ำหนักกระเป๋า อย่างไรก็ตาม ป.ป.ส. ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า น.ส.มีนา ทราบหรือมีเจตนาเกี่ยวข้อง เนื่องจากยังไม่ได้เห็นพยานหลักฐานทั้งหมด และต้องรอผลการสอบสวนจากทางการออสเตรเลีย

เลขาธิการ ป.ป.ส. อธิบายว่า ผู้รับจ้างหิ้วสัมภาระมักโพสต์แจ้งน้ำหนักกระเป๋าที่เหลือในสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนจะมีผู้ติดต่อเข้ามาขอฝากของ ซึ่งเครือข่ายยาเสพติดจะเฝ้าติดตามและติดต่อผ่านช่องทางดังกล่าว สำหรับกลุ่มที่เคยร่วมขบวนการมาก่อน จะมีความคุ้นเคยและเชื่อใจกัน ทำให้การว่าจ้างดำเนินการได้ง่ายขึ้น โดยผู้ที่เจ้าหน้าที่เชิญตัวมาสอบสวนทั้งสองเป้าหมาย ล้วนเป็นกลุ่มที่เคยรับจ้างลำเลียงของในลักษณะเดียวกันมาก่อน

ส่วนการเดินทางไปประสานงานกับทางการออสเตรเลียนั้น ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็น เนื่องจากสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันได้อย่างต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำลายโครงสร้างเครือข่าย และติดตามตัวหัวหน้าขบวนการที่อยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการออกหมายจับร่วมกับดีเอสไอ สำหรับผู้รอรับยาเสพติดในประเทศออสเตรเลีย ขณะนี้เจ้าหน้าที่พบรายชื่อผู้เกี่ยวข้องแล้ว 2-3 ราย ซึ่งยังเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย โดยอยู่ระหว่างสืบสวนเชื่อมโยงทั้งเครือข่าย

จากการสืบสวนยังพบว่า เมื่อพัสดุเดินทางถึงปลายทาง ขบวนการจะนัดหมายให้ผู้รับมารับของที่โรงแรม หรือให้นำพัสดุไปฝากไว้ตามร้านรับฝากของ ก่อนจะมีผู้มารับต่อ โดยกลุ่มคนไทยในประเทศออสเตรเลียมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่เคยถูกจับกุมในจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิงเทรา และกลุ่มลำเลียงยาเสพติดจากอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังกล่าวถึงคดีที่ ป.ป.ส. เคยจับกุมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาชาวไทยได้ก่อนขึ้นเครื่องบิน พร้อมตรวจยึดเฮโรอีน รวมกว่า 20 กิโลกรัม โดยพบในกระเป๋าเดินทาง 10 กิโลกรัม และตรวจค้นที่พักพบเพิ่มเติมอีก 10 กิโลกรัม ซึ่งรูปแบบการซุกซ่อนมีลักษณะคล้ายกับคดีปัจจุบัน คือซ่อนอยู่ภายในผ้าพรม หากดูจากภายนอกจะไม่สามารถสังเกตเห็นได้ และจากการสืบสวนพบว่าคดีดังกล่าวเป็นเครือข่ายรูปแบบเดียวกับการลำเลียงยาเสพติดให้ น.ส.มีนา โดยมีการพูดคุยเกี่ยวกับการใช้แอร์โฮสเตสเป็นผู้ลำเลียง

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบว่า บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซุกซ่อนยาเสพติดมีการดัดแปลงมาจากต่างประเทศ ทั้งเสื้อผ้า โถ แจกัน และสิ่งของประเภทต่างๆ ก่อนส่งเข้ามาในประเทศไทยในรูปแบบพัสดุ จากนั้นจะมีผู้รับช่วงนำไปฝากกับกลุ่มรับจ้างหิ้ว ก่อนส่งต่อไปยังผู้รับปลายทาง ขณะที่ผู้บงการตัวจริงยังอยู่เบื้องหลังการดำเนินการทั้งหมด ซึ่ง ป.ป.ส. กำลังเร่งติดตามตัว


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในอดีตมีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินไทยบางส่วนตกเป็นเครื่องมือของเครือข่ายหรือไม่ พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า ใน 3 คดี เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้องพบว่ามีพนักงานสายการบินเกี่ยวข้องหลายราย รวมถึงคดีที่เคยจับกุมซึ่งผู้ต้องหาก็เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโอนเงินชำระค่าสินค้า รวมถึงการว่าจ้างผู้รับหิ้วของจากพื้นที่ซอยรางน้ำไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนร่วมกับดีเอสไอ

เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังฝากประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนว่า หากมีพัสดุตกค้าง หรือได้รับการว่าจ้างให้นำสิ่งของไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศออสเตรเลีย ไต้หวัน และนิวซีแลนด์ และมีความสงสัย ขอให้แสดงตัวต่อพนักงานสอบสวนในสถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เนื่องจากหลังจากนี้ หากเจ้าหน้าที่ตรวจค้นและพบว่าพัสดุดังกล่าวมียาเสพติด จะไม่สามารถอ้างว่าไม่ทราบหรือกระทำโดยสุจริตได้ โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกคนที่เข้ามาแสดงตัวก่อน

นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ยังอยู่ระหว่างติดตามชายต้องสงสัยที่นำกล่องพัสดุไปส่งให้ น.ส.มีนา ที่คอนโดมิเนียม โดยใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลสีดำขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายรถอีโคคาร์ คาดว่าอาจเป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า แต่ไม่สามารถมองเห็นหมายเลขทะเบียนได้ชัดเจน ผู้ต้องสงสัยเป็นชาย สวมเสื้อฮู้ดสีเข้ม เดินทางมาเพียงคนเดียว มีความสูงประมาณ 160-170 เซนติเมตร ซึ่งจากการตรวจสอบบันทึกของคอนโดมิเนียม ระบุว่าผู้ส่งแจ้งว่าเป็นพนักงานส่งของของแกร็บ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ และกำลังเร่งตรวจสอบในทุกประเด็น เนื่องจากผู้ต้องสงสัยจอดรถในจุดห่างจากอาคารและไม่ได้แจ้งทะเบียนรถไว้กับนิติบุคคล

ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบยังพบว่า มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ชื่อ “Rose” เป็นผู้ติดต่อกับ น.ส.มีนา โดยแจ้งว่าพัสดุส่งถึงแล้ว พร้อมให้ถ่ายภาพและส่งกลับเพื่อยืนยันการรับของ ส่วนค่าจ้างรับหิ้วจำนวน 8,800 บาทนั้น แอร์สาวยังไม่ได้รับเงิน เนื่องจากมีการตกลงกันว่าจะจ่ายค่าจ้างหลังจากพัสดุถึงปลายทางเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม คดีนี้นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจ และสั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยในวันพรุ่งนี้ (3 ก.ค.) จะมีการประชุมคดีดังกล่าวร่วมกับ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำเนียบรัฐบาลในเวลา 14.00 น.