xs
xsm
sm
md
lg

ศาลสั่งห้าม “ทนายตั้ม” จ้อสื่อวิจารณ์ทำลายพยาน-กระบวนการพิจารณาคดี กำชับปฏิบัติตามเงื่อนไขเคร่งครัด มิเช่นนั้นจะถอนประกัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม รอดคุก ไม่ถูกเพิกถอนประกัน คดีฉ้อโกงเงินจ่านวน 71 ล้านบาท
ศาลอาญายกคำร้อง ไม่ถอนประกัน"ทนายตั้ม "แต่เพิ่มข้อกำหนดเพื่อให้เกิดความเหมาะสม ห้ามทนายตั้มไปออกสื่อวิพากษ์วิจารณ์ จนเกิดผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานและกระบวนการพิจารณาของศาล พร้อมกำชับให้ทนายตั้มปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้นจะถอนประกัน



เมื่อเวลา 14.30 น. วันนี้ (30 มิ.ย.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งไต่สวนคำร้อง กรณีที่อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผนดิน พร้อมด้วย น.ส อัจฉรา แสงขาว ทนายความของ นางจตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย ได้ยื่นศาร้องให้ศาลเพิกถอนประกันนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ "ทนายตั้ม" ในคดีฉ้อโกงเงินจ่านวน 71 ล้านบาท ภายหลังศาลอาญาเคยมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว แต่"ทนายตั้ม.ได้ให้สัมภาษณ์พาดพิงพยานสำคัญในคดีนี้

ศาลพิเคราะห์ตามคำร้องและคำแถลงของคู่ความในวันนี้แล้วเห็นว่า กรณียังไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งที่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวและเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1 ระหว่างอุทธรณ์ แต่เห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์เพิ่มเติมให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น

โดยห้ามมิให้จำเลยที่ 1ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือนำพยานหลักฐานในคดีออกมาวิจารณ์ในลักษณะลดทอนความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชน หรือกระทำการใดอันอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลเนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด

ส่วนที่ทนายโจทก์ร่วมขอให้ศาลไต่สวนกรณีจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือละเมิดอำนาจศาล

เห็นว่า ความผิดฐานดูหมิ่นศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 เป็นคดีอาญาที่ต้องมีขั้นตอนการร้องทุกข์กล่าวโทษ สอบสวน ฟ้องร้องและพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามปกติ มิใช่ให้ศาลมาไต่สวนเอง

สำหรับการลงโทษละเมิดอำนาจศาลนั้น เป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ 'ทั้งศาลมีหน้าที่และอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการหรือเครื่องมือบางอย่างสำหรับให้อำนาจศาลในการที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลและเพื่อควบคุมกระบวนพิจารณาคดีให้ดำเนินไปด้วยความสงบเรียบร้อย เป็นไปด้วยความเที่ยงธรรมและรวดเร็ว เพื่อให้ศาลปฏิบัติหน้าที่ได้ได้โดยไม่ถูกรบกวนหรือถูกคุกคามจากอิทธิพลภายนอกจนกระทบกับการทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระ สามารถอำนวยความยุติธรรม ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ตามความมุ่งหมายของภฎหมาย

อีกทั้งในปัจจุบันปรากฏว่ามีการกระทำความผิดเป็นการรบกวน ขัดขวาง และข่มขู่ เป็นปฏิปักษ์หรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือคำสั่งศาลมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่การที่ศาลจะใช้กฎหมายในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลในกรณีใด ศาลพึงต้องใช้อำนาจอย่างระมัดระวังและไม่ลุแก่อำนาจ

เมื่อจำเลยที่ 1 แถลงในรายงานกระบวนพิจารณาวันนี้ว่าจะไม่กระทำการใดที่สุ่มเสี่ยงจะเป็นการละเมิดอำนาจศาลและศาลได้กำหนดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์เพิ่มเติมดังกล่าวข้างต้นแล้ว จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องไต่สวนหาข้อเท็จจริงตามคำร้อง จึงให้ยกคำร้องในส่วนนี้เสียทั้งนี้ กำชับให้จำเลยที่ 1 ให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดไว้ระหว่างปล่อยชั่วคราวอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นศาลจะพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว

ด้าน น.ส.อัจฉรา แสงขาว หรือทนายปุย พอใจคำสั่งศาล ห้ามไม่ให้ข่มขู่พยาน รวมทั้งการพูดให้กระบวนการยุติธรรมเสียหาย


ภายหลังศาลอาญามีคำสั่ง นายษิทรา หรือทนายตั้ม เดินออกมาจากศาลอาญาโดยมีอาการดีใจ และชู 2 นิ้ว พร้อมกับให้สัมภาษณ์ว่า ขอบคุณผู้พิพากษาและรองอธิบดีศาลอาญาที่มีความเมตตา ทำให้ตนเองได้กลับไปหาครอบครัว แต่ก็ทำใจไว้ส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม 3 ประเด็นหลักที่มีการยื่นคำร้องนั้น อย่างแรกคือ เรื่องยื่นคำร้องถอนประกัน ศาลอาญามีคำสั่งว่ายังไม่มีเหตุผลเปลี่ยนแปลงคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว ซึ่งเมื่อช่วงเช้าตนเองได้แถลงต่อศาลว่า ยินดีที่จะไม่ไปพูดพาดพิงหรือพูดสุ่มเสี่ยง ที่จะทำให้ศาลได้รับความเสียหาย รวมทั้งเรื่องของพยานด้วย ก็จะไม่มีการไปพูดถึงหรือพูดออกสื่อในลักษณะที่ทำให้โจทก์ร่วมคิดว่ามีการข่มขู่พยาน ศาลจึงมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะถอนประกันตนเองแต่ว่ากำหนดเงื่อนไขเพิ่มขึ้นมาว่า ไม่ให้พูดพาดพิงองค์กรยุติธรรมในลักษณะที่ทำให้เสียหาย และพูดเกี่ยวกับการพิจารณาคดีนี้ รวมทั้งเรื่องของพยานด้วยที่จะไม่พูดถึงอีก เพราะอาจจะผิดเงื่อนไขการประกันตัวด้วย ที่ตนได้รับปากกับผู้พิพากษาไว้ ซึ่งจะเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนประกันได้ ซึ่งวันนี้ศาลกำหนดเงื่อนไขเพิ่มขึ้นมา

ประเด็นที่ 2 เรื่องที่บอกว่ามีการดูหมิ่นศาล นั้น ศาลท่านบอกว่าการดูหมิ่นศาล ก็ต้องไปดำเนินคดีเอง ไม่ใช่ว่าจะให้ศาลมาไต่สวนคำร้อง ประเด็นที่ 3 เรื่องละเมิดอำนาจศาลนั้น ท่านบอกว่า การที่จะใช้กฎหมายเรื่องละเมิดอำนาจศาล ศาลจะต้องใช้อำนาจอย่างระมัดระวัง ไม่ลุแก่อำนาจ เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งก็คือตนเองแถลงว่า จะไม่ทำอะไรสุ่มเสี่ยง และศาลได้กำหนดเงื่อนไขปล่อยชั่วคราวแล้ว ควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องไต่สวน ให้ยกคำร้องในส่วนนี้ด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า พอใจคำสั่งศาลอาญาครั้งนี้หรือไม่

นายษิทรา เบี้ยกำเนิด หรือทนายตั้ม กล่าวว่า พอใจในความเมตตาของศาล ก็อย่างที่ศาลท่านบอกว่าจะทำอย่างลุแก่อำนาจไม่ได้ ศาลก็ต้องพิจารณาในข้อกฎหมาย ความสมเหตุสมผลในการมีคำสั่ง ส่วนตัวเองนั้นก็ยินดีที่จะปฏิบัติตามคำสั่ง ที่ศาลออกข้อกำหนดมาใหม่ ก็คงจะไม่มีการพูดถึงเรื่องคดีอีกแล้ว จะสู้คดีในชั้นอุทธรณ์อย่างเดียว

นอกจากนี้ยังกล่าวว่า จะไปรับลูกเพราะวันนี้ลูกจะรับคุณวุฒิจบการศึกษาชั้นม.6 กับชั้น ป.6 เมื่อตอนเช้าก็พลาดไม่ได้ไปร่วมด้วย เดี่ยวเสร็จแล้วก็จะรีบไป ไม่รู้ว่าจะไปทันในช่วงบ่ายหรือเปล่า

ด้าน น.ส.อัจฉรา แสงขาว หรือทนายปุย กล่าวว่า พอใจคำสั่งในวันนี้ เพราะว่าคำร้องที่เรายื่นไปมีมูล ประเด็นที่ว่านายษิทรา ไปออกรายการต่างๆแล้วพูดถึงพยานหลักฐานต่างๆในสำนวนคดี ซึ่งเป็นการทำลายน้ำหนักพยาน ศาลก็มีคำสั่งวางข้อกำหนดห้ามมิให้นายษิทรา จำเลยที่ 1 พูดเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมในเชิงทำลาย ลักษณะนี้อีก ประเด็นที่ 2 ห้ามไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไปข่มขู่พยานทั้งสองคน ศาลก็เห็นว่าลักษณะเช่นนี้เป็นลักษณะข่มขู่พยาน ทำให้หวาดกลัว จึงวางข้อกำหนดเพิ่ม ส่วนประเด็นที่นายษิทราพูดในห้องพิจารณาคดีในวันอ่านคำพิพากษานั้น นายษิทรา จำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่ามีการพูด และยินดีที่จะไม่กระทำการเช่นนี้อีก ศาลจึงให้โอกาสอีกครั้งหนึ่งเพื่อปรับตัว ดังนั้นคำสั่งศาลในวันนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นความจริง ที่เรานำมาให้ศาลท่านพิจารณา และสิ่งที่ศาลท่านวางข้อกำหนดมาก็เป็นประโยชน์กับสังคมว่า เมื่อฟังคำพิพากษาแล้ว ในฐานะนักกฎหมายควรปฏิบัติตัวอย่างไร รวมทั้งนักกฎหมายที่ค่อยให้คำแนะนำนายษิทรา ว่าการสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ศาลท่านไม่นำมาพิเคราะห์ถึงประเด็นเรื่องการข่มขู่พยานอีก ก็เห็นแล้วยังว่าผลของคำสั่งในวันนี้ปรากฏชัดแล้ว ในเรื่องการพิสูจน์ความยุติธรรมว่าเราสามารถนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเหล่านี้ นำขึ้นสู่ศาลได้ แล้วศาลก็ได้วางข้อกำหนด และกำชับให้มีการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด



รายละเอียดคำสั่งคำร้องขอให้เพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวของจำเลยที่ ๑ ในระหว่างอุทธรณ์


วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๙ ห้องพิจารณา ๗๑๐


พิเคราะห์ตามคำร้องและคำแถลงของคู่ความในวันนี้แล้วเห็นว่า กรณียังไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งที่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวและเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ ๑ ระหว่างอุทธรณ์ แต่เห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์เพิ่มเติมให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยห้ามมิให้จำเลยที่ ๑ เข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือนำพยานหลักฐานในคดีออกมาวิจารณ์ในลักษณะลดทอนความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชนหรือกระทำการใดอันอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาล เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด


ส่วนที่ทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดฐานดูหมิ่นศาล หรือละเมิดอำนาจศาล เห็นว่า ความผิดฐานดูหมิ่นศาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๘ เป็นคดีอาญา ต้องมีขั้นตอนการร้องทุกข์ กล่าวโทษ สอบสวน ฟ้องร้องและดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามปกติ มิใช่ให้ศาลมาไต่สวนเอง สำหรับการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลนั้น เป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ ทั้งมีหน้าที่และอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตราหรือเครื่องมือทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระสามารถอำนวยความยุติธรรม ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยรวดเร็ว ตามความมุ่งหมายของกฎหมาย อีกทั้งในปัจจุบันปรากฏว่ามีการกระทำความผิดอันเป็นการรบกวน ขัดขวาง และข่มขู่ เป็นปฏิปักษ์หรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือคำสั่งศาลมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่การที่ศาลใช้กฎหมายในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลในกรณีใด ศาลพึงจะต้องใช้อำนาจอย่างระมัดระวัง ไม่ลุแก่อำนาจ


เมื่อจำเลยที่ ๑ แถลงในรายงานกระบวนพิจารณาวันนี้ว่าจะไม่กระทำการที่สุ่มเสี่ยงจะเป็นการละเมิดอำนาจศาล และศาลได้วางข้อกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์เพิ่มเติมดังกล่าวข้างต้นแล้ว จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ ๑ อีกครั้ง โดยไม่ต้องไต่สวนคำร้องข้อเท็จจริงตามคำร้อง จึงให้ยกคำร้องในส่วนนี้เสีย


ให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลปล่อยตัวอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้น ศาลจะเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว