xs
xsm
sm
md
lg

"บิ๊กเต่า"นำกำลังกว่า 200 นาย บุกยึดคืนพื้นที่ป่าสงวนฯ 754 ไร่ จากวัดร่มโพธิธรรม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



รอง ผบช.ก.นำกำลังกว่า 200 นาย เปิดปฏิบัติการ"ฟ้าสางที่หนองหิน" เข้าบังคับคดีขอคืนพื้นที่ป่าสงวนฯ กว่า 754 ไร่ จากวัดร่มโพธิธรรม จ.เลย หลังศาลฎีกาพิพากษาให้ย้ายออกจากพื้นที่ แต่วัดยังดื้อแพ่งมานานกว่า 8 ปี

วันนี้ ( 25 มิ.ย. ) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พร้อมด้วย นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ นายกฤษกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และนายกิตติคุณ บุตรคุณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย นำกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายและบังคับคดี เกือบ 200 นาย ลงพื้นที่วัดร่มโพธิธรรม อ.หนองหิน จ.เลย เพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาให้วัดและผู้เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่พิพาท

ทั้งนี้ปฏิบัติการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกา ตั้งแต่ปี 2560 ที่มีคำสั่งให้จำเลย คือ วัดร่มโพธิธรรม และบริวาร ออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เนื้อที่รวมกว่า 754 ไร่ พร้อมส่งคืนพื้นที่ให้แก่กรมป่าไม้ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ทางวัดยังไม่ยินยอมออกจากพื้นที่ ส่งผลให้การดำเนินการยืดเยื้อมานานกว่า 8 ปี

โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าหารือและเจรจากับพระสิทธิชัย กิตติวัณฑโน รองเจ้าอาวาสวัดร่มโพธิธรรม และคณะสงฆ์ เพื่อขอความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล โดยใช้ชื่อปฏิบัติการว่า “ฟ้าสางที่หนองหิน”

สำหรับการดำเนินงานในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้แบ่งกำลังออกเป็น 9 ชุด เข้าติดตั้งป้ายประกาศของกรมป่าไม้ตามจุดต่าง ๆ ภายในพื้นที่วัด ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและพื้นที่ ส.ป.ก. โดยมีเนื้อหาให้บุคคลที่ครอบครองหรืออยู่อาศัยในพื้นที่พิพาท ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา และออกจากพื้นที่โดยทันที

ทั้งนี้ การปฏิบัติการตลอดทั้งวันเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทางวัดและคณะสงฆ์ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ไม่พบการขัดขวางหรือการต่อต้านแต่อย่างใด ส่งผลให้การดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายเป็นไปอย่างราบรื่น


ต่อมา นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. นายกิตติคุณ บุตรคุณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการฟ้าสางที่หนองหิน ที่วัดร่มโพธิธรรม อ.หนองหิน จ.เลย ว่า ปฏิบัติการครั้งนี้แบ่งออกเป็น 9 โซน โดยมีกำลังหลักคือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และ กอ.รมน. เข้าร่วมด้วย ส่วนภารกิจหลัก คือ การไปติดประกาศ ซึ่งประกาศนี้ไม่ใช่ประกาศใหม่ แต่เป็นประกาศแจ้งย้ำเตือนสิทธิ์ว่า ท่านที่อยู่ที่นี้เป็นบริวารของวัดหรือไม่ หากไม่ได้เป็นบริวาร ศาลก็มีคำสั่งให้ออกไป โดยจะให้เวลาในการจัดเตรียมสิ่งของสัมภาระสักระยะหนึ่ง เบื้องต้นได้ตกลงกันว่าเวลาที่เหมาะสมคือประมาณ 1 สัปดาห์ จึงได้ไปแจ้งเตือนไว้

นอกจากนี้ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทั้งหมดไปตรวจสอบเรื่องสิ่งปลูกสร้าง ว่ามีลักษณะแบบไหน จำนวนเท่าใด และหากพบตัวบุคคลก็ให้สอบถาม จดรายละเอียดข้อมูลพูดคุยและทำประวัติไว้ ซึ่งวันนี้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีการต่อต้าน และได้รับความร่วมมือจากทางวัดเป็นอย่างดี

ในเรื่องของการทำบัญชีสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ นั้น ทำเพื่อความสะดวกในการดำเนินการ เช่น ในพื้นที่ป่าสงวน ทางกรมป่าไม้ก็มีอำนาจในการรื้อถอน แต่ก็ต้องรอการดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน การรวบรวมข้อมูลเหล่านี้จะนำมาเก็บไว้เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินใจ ส่วนในพื้นที่ ส.ป.ก. เรามีข้อมูลอยู่แล้ว เพียงแต่ให้เจ้าหน้าที่ไปดูเพิ่มเติมว่ามีสิ่งปลูกสร้างใดเพิ่มขึ้นมาหรือไม่

สำหรับเรื่องบุคคลก็มีการเก็บข้อมูลจาก ตม. และฝ่ายปกครองไว้ส่วนหนึ่งแล้ว หากพบเจอก็จะถ่ายรูปและเก็บข้อมูลไว้เพื่อความสะดวกต่อการวิเคราะห์ หากผู้ใดเดินทางออกจากพื้นที่ไปแล้วก็สะดวกต่อการดำเนินการ แต่หากยังไม่ออกไป ก็ต้องมาดำเนินการตามขั้นตอน โดยต้องนำเอารายชื่อมาดำเนินการบังคับคดีต่อไป

ด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นข้อขัดแย้งที่มีมานานนับ 10-20 ปีแล้ว การจะมาแก้ไขให้จบภายในวันเดียวเป็นเรื่องยาก จึงต้องทำความเข้าใจ พูดคุยกับท่านเจ้าอาวาสและประธานสงฆ์ เราได้ขอให้ท่านเจ้าอาวาสและท่านประธานสงฆ์ ไปแจ้งกับบุคคลที่อาศัยอยู่ในวัดว่า พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ป่า ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จะต้องออกจากพื้นที่ หากไม่ออก ทางเราต้องนำเรียนพี่น้องประชาชนและพระสงฆ์ว่า เราคงอนุโลมให้เวลา 7 วันในการอยู่ในพื้นที่ตรงนี้

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวต่อว่าช่วงนี้จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดที่ได้มา เพื่อใช้ในการบังคับคดีต่อไป จึงขอนำเรียนทุกท่านที่อยู่ในพื้นที่ว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้คิดจะมีปัญหาหรือข้อขัดแย้งกับท่าน ขอให้ท่านร่วมมือและอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ด้วย เมื่อสิ้นสุดระบบที่เราจะบังคับใช้กฎหมาย ทางป่าไม้ก็ไม่ได้ปิดประตูตายในการที่จะเจรจา แต่ ณ ตอนนี้ ระบบนิติรัฐต้องมาก่อน เราต้องใช้กฎหมายเพื่อให้รู้ว่าพื้นที่ป่าไม้หรือที่ดินของรัฐ ใครจะมาครอบครองไม่ได้ จึงขอสื่อไปยังทุกคนที่อยู่ตรงนี้ ทั้งพระสงฆ์ ฆราวาส และผู้ที่มารับจ้าง ว่าทุกคนต้องออกจากพื้นที่ หากไม่ออก สัปดาห์หน้าเราจะเริ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย เราไม่อยากเห็นภาพความขัดแย้งเหล่านั้น แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องทำ

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวอีกว่าส่วนประเด็นพระต่างชาติเข้ามาจำวัดอยู่เป็นจำนวนมากนั้น ทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองรับไปดำเนินการแล้ว จะมีการตรวจสอบเรื่องการเข้ามาอยู่ว่าใช้หลักเกณฑ์อะไร อยู่ได้นานเท่าไหร่ ต้องไปต่อวีซ่าหรือไม่ จะตรวจสอบอย่างละเอียดและรายงานให้ที่ประชุมทราบ

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่พยายามให้เกียรติวัดและหลีกเลี่ยงพื้นที่พิพาท ทำให้ไม่ค่อยมีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ แต่ที่กังวลคือ คนต่างประเทศที่เข้ามาอยู่ เป็นอาชญากรหนีคดีมาหรือไม่ หรือเอาพื้นที่นี้เป็นที่พักพิงในการก่ออาชญากรรมหรือเปล่า เพราะตามที่ได้ประเมินดู พื้นที่นี้เหมาะสำหรับการหลบซ่อนตัว เนื่องจากเจ้าหน้าที่เข้าไม่ถึง หากเป็นนักโทษหนีหมายจับหรือเอาตรงนี้เป็นที่พักพิงเพื่อทำผิดกฎหมายก็สามารถทำได้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องสแกนพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการดำเนินการควบคู่ไปกับการฟ้องร้องของทางกรมป่าไม้