นายกสภาทนายความ ชี้ทนายความถูกพิพากษาจำคุก ยังไม่สิ้นสุดสภาพทันที
วันนี้ ( 11 มิ ย.) ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ โพสต์เฟซบุ๊กประเด็นดังในสังคม ว่า ทนายความถูกจำคุก ต้องพ้นจากการเป็นทนายความทันทีหรือไม่
โดยระบุว่า ในช่วงที่สังคมให้ความสนใจคดีความของบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ มักมีคำถามตามมาว่า หากทนายความถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกแล้ว จะต้องพ้นจากการเป็นทนายความทันทีหรือไม่
คำตอบคือ “ไม่เสมอไป” เพราะกฎหมายกำหนดขั้นตอนและหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528
หลักการสำคัญประการแรก คือ คดีต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อน กล่าวคือ ต้องเป็นคดีที่สิ้นสุดกระบวนการพิจารณาแล้ว ไม่ว่าจะเพราะไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกา หรือได้ใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมครบถ้วนแล้ว หากคดียังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์หรือฎีกา ทนายความผู้นั้นยังคงมีสถานะเป็นทนายความตามกฎหมาย
มาตรา 69 บัญญัติว่า เมื่อทนายความผู้ใดต้องรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด เว้นแต่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ให้ศาลชั้นต้นที่อ่านคำพิพากษาถึงที่สุดแจ้งการต้องโทษดังกล่าวไปยังประธานกรรมการมรรยาททนายความ
อย่างไรก็ตาม การมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกไม่ได้หมายความว่าทนายความผู้นั้นจะถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความโดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายเปิดโอกาสให้คณะกรรมการมรรยาททนายความได้พิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีเป็นรายกรณี
เมื่อได้รับแจ้งจากศาลแล้ว ประธานกรรมการมรรยาททนายความจะต้องเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการมรรยาททนายความเพื่อพิจารณา โดยคณะกรรมการมีอำนาจสั่งลบชื่อทนายความออกจากทะเบียนทนายความ แต่กฎหมายก็ให้อำนาจใช้ดุลพินิจได้เช่นกัน
หากคณะกรรมการเห็นว่าการกระทำความผิดนั้นมิใช่การกระทำที่ชั่วร้าย ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต และไม่เป็นการกระทำที่เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพทนายความ คณะกรรมการอาจมีมติไม่ลบชื่อทนายความผู้นั้นออกจากทะเบียนก็ได้
หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายทนายความของไทยมิได้มุ่งลงโทษผู้ประกอบวิชาชีพเพียงเพราะมีคำพิพากษาให้จำคุกเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงลักษณะของความผิด เจตนา พฤติการณ์แห่งคดี และผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของวิชาชีพทนายความด้วย
ดังนั้น การพิจารณาสถานะของทนายความที่ถูกพิพากษาจำคุก จึงเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยทั้งหลักนิติธรรมและหลักความเป็นธรรม กล่าวคือ ต้องเคารพคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดโอกาสให้มีการพิจารณาถึงความเหมาะสมในการคงไว้หรือเพิกถอนสถานะความเป็นทนายความเป็นรายกรณี
ท้ายที่สุด มาตรา 69 มิใช่เพียงบทบัญญัติว่าด้วยการลงโทษทางวิชาชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกที่สร้างดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพทนายความ กับการรักษาหลักความเป็นธรรมในการพิจารณาสิทธิของผู้ประกอบวิชาชีพอีกด้วย


