"พระคึกฤทธิ์"ส่งทนายความหอบหลักฐานพบ ปปป. โต้ปม"เงินโบนัส-สถานะเจ้าอาวาส"ยันไม่ใช่เจ้าพนักงานรัฐ ย้ำจ่ายเงินรายปีตามค่าแรงขั้นต่ำ
วันนี้ (10 มิ.ย.) ที่ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นายนันทน อินทนนท์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากวัดนาป่าพง และพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปปป. เพื่อยื่นเอกสารหลักฐานและชี้แจงเพิ่มเติมในคดีที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการเปิดบัญชีวัดและการนำเงินวัดไปจ่ายเป็นโบนัสให้แก่คนงาน
นายนันทน เปิดเผยว่า การเข้าพบพนักงานสอบสวนในครั้งนี้เป็นการชี้แจงใน 2 ประเด็นหลัก ทั้งในแง่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างละเอียด เพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหาที่ระบุว่า พระอาจารย์คึกฤทธิ์กระทำความผิดในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้งนี้ตนได้ยื่นเอกสารทางวิชาการและประมวลกฎหมายคณะสงฆ์ เพื่อชี้แจงว่า "เจ้าอาวาส" ไม่ถือเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (16) และไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ป.ป.ช. เนื่องจากเจ้าอาวาสมีอำนาจปกครองและบริหารจัดการเฉพาะภายในวัดของตนเท่านั้น ไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์ เช่น เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ หรือเจ้าคณะจังหวัด
นายนันทน กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเกิดความคลาดเคลื่อนในการตีความข้อกฎหมายจากคำพิพากษาศาลฎีกาในอดีต ซึ่งมักเป็นกรณีที่พระรูปนั้นดำรงตำแหน่งควบทั้งเจ้าอาวาสและเจ้าคณะปกครอง การต่อสู้ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเพื่อพระอาจารย์คึกฤทธิ์รูปเดียว แต่ต้องการสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องให้กับพระสงฆ์ทั่วประเทศ เพราะหากตีความว่าเจ้าอาวาสทุกคนเป็นเจ้าพนักงานรัฐ จะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติทันที เนื่องจากวัดไม่มีระเบียบราชการรองรับ เช่น พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ หรือเกณฑ์การห้ามรับของขวัญเกิน 3,000 บาทของ ป.ป.ช.
"หากพระสงฆ์ทำผิดจริง เช่น ยักยอกหรือฉ้อโกงเงินวัด กฎหมายอาญาทั่วไปยังมีบทลงโทษรองรับอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องนำกฎหมายว่าด้วยหน้าที่ราชการมาบังคับใช้ ซึ่งขณะนี้ฝ่ายนิติบัญญัติและกรรมาธิการศาสนาฯ ของทั้งสองสภาก็จัดทำแนวทางพิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ในประเด็นนี้อยู่เช่นกัน" นายนันทน กล่าว
นายนันทน กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นการเปิดบัญชีและการจ่ายเงินที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นโบนัสนั้น ตนได้นำหลักฐานสมุดบัญชีวัดทั้ง 4 เล่ม รวมถึงภาพถ่ายและรายละเอียดการทำงานของคนงานมาแสดงต่อพนักงานสอบสวน โดยยืนยันว่า บัญชีทั้งหมดเปิดในนามของวัดอย่างถูกต้องตั้งแต่ปี 2556 เป็นไปตามกฎกระทรวงฯ ส่วนเงินที่ถูกมองว่าเป็นโบนัส แท้จริงแล้วเป็น "เงินตอบแทนรายปี" เนื่องจากวัดไม่มีกระแสเงินสดเพียงพอที่จะจ่ายเป็นรายเดือน เมื่อมีเงินก้อนใหญ่เข้ามาจึงคำนวณจ่ายเป็นรายปีให้กับคนงาน 4 คน ซึ่งเป็นผู้ดูแลระบบน้ำ-ไฟ กิจนิมนต์ ขับรถ และงานทั่วไป โดยทั้ง 4 คนเคยทำงานทุ่มเทให้วัดโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนเลยตั้งแต่ปี 2543-2545 จนกระทั่งปี 2556 วัดจึงเริ่มคำนวณจ่ายเงินชดเชยให้ตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ
สถิติการจ่ายเงินตอบแทนรายปี (ปี 2556 - 2559 โดย ปี 2556 จ่ายคนละ 336,000 บาท, ปี 2557 จ่ายคนละ 360,000 บาท ปี 2558 จ่ายคนละ 480,000 บาท และ ปี 2559 จ่ายคนละ 500,000 บาท
นายนันทน กล่าวด้วยว่า เมื่อนำยอดเงินดังกล่าวมาหารเฉลี่ยเป็นรายวัน จะตกอยู่ที่ประมาณวันละ 300 ถึง 400 กว่าบาทเท่านั้น ซึ่งเมื่อคำนวณรวมกับการทำงานวันละ 8 ชั่วโมง การทำงานล่วงเวลา (OT) อีกวันละ 6 ชั่วโมง รวมถึงการทำงานในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำด้วยซ้ำ จึงไม่มีลักษณะของการจ่ายเกินสมควรหรือมีเงินทอนใด ๆ ทั้งสิ้น และที่ผ่านมาได้มีการรายงานงบประมาณนี้ไปยังเจ้าคณะอำเภอและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสมอ โดยไม่มีการท้วงติง นอกจากนี้ การจ่ายเงินเป็นการโอนตรงเข้าบัญชีของคนงาน สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ชัดเจน ไม่มีการใช้บัญชีม้า
นายนันทน กล่าวต่ออีกว่า พระอาจารย์คึกฤทธิ์ไม่ได้มีความกังวลใด ๆ และมองว่าเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย ชี้แจงทุกอย่างด้วยความอดทนมาโดยตลอด ซึ่งกรณีนี้เคยถูกตรวจสอบและชี้แจงเสร็จสิ้นไปแล้วรอบหนึ่งในช่วงปี 2559–2562 แต่กลับมีการนำประเด็นเดิมมาขุดคุ้ยร้องเรียนใหม่ในปี 2568 อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ทางกลุ่มลูกศิษย์วัดได้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่เข้ามากล่าวหาและสร้างความเสียหายแล้วมากกว่า 10 คดี ทั้งในข้อหาหมิ่นประมาท, ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ ส่วนกรณีคดีแพ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเยอรมนีนั้น ปัจจุบันมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และทางวัดกำลังพิจารณาเตรียมดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยต่อไป


