"ทราย สก๊อต" ขึ้นศาลไกล่เกลี่ยคดีลูกเนรคุณ ขอบคุณแฟนคลับที่มาให้กำลังใจ พร้อมมอบหมาย"อ.ปานเทพ" และทนายความร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
วันนั้ (10 มิ.ย.) ศาลแพ่งพระโขนง นัดไกล่เกลี่ยคดีที่ นายสิรณัฐ สก๊อต หรือ"ทราย สก๊อต" ถูกมารดาอย่างนางจีรนุช ภิรมย์ภักดี ฟ้องเพื่อเอาสมบัติที่ถูกคุณตายกให้คืน
ในวันนี้นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และน.ส.อัจฉรา แสงขาว หรือทนายปุย ได้รับมอบอำนาจจากนายสิรณัฐให้มาเจรจาไกล่เกลี่ย
นายปานเทพ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้มอบอำนาจให้ร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยตามคำแนะนำจากผู้พิพากษาโดยให้ตนเป็นผู้รับมอบอำนาจอันดับที่ 1 และน.ส.อัจฉรา เป็นผู้รับมอบอำนาจลำดับที่ 2 วัตถุประสงค์ในวันนี้เมื่อศาลนัดไกล่เกลี่ยแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของโจทก์และจำเลย ถ้าฝั่งโจทก์อย่างนางจีรนุชจะเข้ามาหรือไม่หรือส่งตัวแทนมา ขณะที่ฝั่งจำเลยมาด้วยตัวเองพร้อมกับคณะเจรจา เราจะไม่ตัดสินอะไรล่วงหน้าจนกว่าจะทราบว่าฝั่งโจทก์มีความประสงค์เจรจาอย่างไร
เมื่อถามวันนี้ นายสิรณัฐมีธงในใจหรือไม่ว่าจะให้จบแบบไหน
นายปานเทพ กล่าวว่า ไม่มีใครรู้จนกว่าจะถึงการเจรจา เพราะว่าฝั่งจำเลยมาทั้งตัวนายสิรณัฐและทีมคณะเจรจา ส่วนที่เหลืออยู่ที่ความประสงค์ของฝั่งโจทก์ว่ามีความประสงค์จะเจรจาหรือจะดำเนินคดีต่อ แต่ทางฝั่งจำเลยมีความพร้อมในทุกด้านและเตรียมทีมทนายความไว้แล้ว 20 คนทั้งทีมของนายสิรณัฐและกลุ่มที่มาช่วยในครั้งนี้ และปรึกษาทุกรายละเอียดจนมั่นใจว่าสามารถรองรับทุกสถานการณ์ได้ ส่วนนายสิรณัฐมีความกังวลใจไหม อันนี้ต้องถามเจ้าตัวเอง
เมื่อถามว่าทนายความได้ให้คำแนะนำอย่างไรบ้าง
นายปานเทพ กล่าวว่า เมื่อ 2 วันก่อนหน้าก็ได้ประชุมร่สมกันอีกครั้ง ยอมรับว่าการเตรียมการครั้งนี้เป็นไปอย่างมั่นคงและชัดเจน พร้อมรับทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน
เมื่อถามว่าทางกฎหมายจะช่วยอย่างไรให้นายสิรณัฐได้รับความยุติธรรมมากที่สุด นางสาวอัจฉรา กล่าวว่า ในทางกฎหมายได้มีการปรึกษาทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา แต่ต้องยืนยันตามเจตนารมณ์ของนายสิรณัฐ ว่าวันนี้ที่มาไกล่เกลี่ยคดีแพ่งฝ่ายโจทก์จะมาเจรจาฝ่ายโจทก์จะเจรจาด้วยหรือไม่ เพราะทางจำเลยเตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว ส่วนการดำเนินคดีอาญาก็ต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของเจ้าตัวต่อไป
เมื่อถามว่าหากวันนี้โจทก์ไม่มาไกล่เกลี่ยจะทำอย่างไร
นายปานเทพ กล่าวอีกว่า วันนี้จะต้องรอดูหน้างานจะไม่คาดการณ์อะไรล่วงหน้า การประชุมกันเมื่อ 2 วันที่แล้วทำให้เราได้ทราบว่าคุณยายได้เขียนพินัยกรรมให้นายสิรณัฐว่าด้วยเรื่องเงินในตู้เซฟ และอาจจะมีทรัพย์สินอย่างอื่นอย่างอัญมณีที่ติดชื่อคนอื่น ตามกระบวนการจะต้องมีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ถ้ามีรายชื่อผู้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเหล่านั้นการเปิดตู้เซฟจะเปิดไม่ได้ ถ้ามีทรัพย์สินหายไปซึ่งตอนนี้จากพยานหลักฐานเราเชื่อว่ามีการหายไปทั้งเงินสดและอัญมณี ตนเชื่อว่านายสิรณัฐได้ตัดสินใจที่จะดำเนินคดีอาญาแล้ว และเจ้าตัวก็เพิ่งรู้ว่าคุณยายได้มอบมรดกให้ด้วย แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเปิดตู้เซฟ
เมื่อถามว่าในวันนี้ถ้ามารดาของนายสิรณัฐไม่มาอาจจะทำให้การสู้คดียากขึ้น
นายปานเทพ กล่าวว่า ถ้าไม่มาอาจจะแปลความว่าฝั่งโจทก์อาจจะไม่ไกล่เกลี่ย แต่ทั้งนี้ต้องรอดูอีกที และการดำเนินการตอนนี้ไปเป็นอย่าางมีเอกภาพ
ด้านนายสิรณัฐ กล่าวสั้น ๆ ก่อนขึ้นศาลว่า ตนไม่เครียดและพร้อมรับทุกสถานการณ์เพราะมาถึขนาดนี้แล้วและไม่มีอะไรจะพูดนอกจากขอขอบคุณแฟนคลับทุกคนที่มาให้กำลังใจ
ภายหลังการไกล่เกลี่ยคดีหมายเลขดำที่ พ 101/2568 เมื่อเวลา13.00 น.ระหว่าง นางจีรานุช ภิรมย์ภักดี โจทก์ กับ นายสิรณัฐ สก๊อต จำเลยเ รื่อง เพิกถอนการให้ ซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวัที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 และจำเลยยื่นคำให้การแล้ว
ศาลแพ่งพระโขนงนำคู่ความเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยผลปรากฏว่าการเจรจาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คู่ความประสงค์จะขอเวลาเจรจากันอีกครั้ง โดยนัดไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในวันที่ 16 มิ.ย. นี้ เวลา 09.00 น.
โดยนายสิรณัฐ เปิดเผยว่า ตนได้นำสัญญาที่ทำไว้เมื่อปี 2023 โดยเป็นสัญญาที่ทำขึ้นมาเพื่อปิดปากตัวเอง ตอนที่ตนโดนพี่เลี้ยงข่มขืน ทั้งที่ตนเองไปขอความช่วยเหลือ ขอความรักจากครอบครัว แต่กลับได้สัญญาปิดปาก ห้ามไม่ให้พูดเนื้อหาที่โดนกระทำ เพื่อรักษาเกียรติยศของครอบครัว มองว่าเป็นสัญญาปิดปากที่ซื้อความเป็นมนุษย์ของตน โดยในสัญญาระบุว่าจะให้ปีละ 5 ล้านบาท และมีข้อระบุชัดเจนว่าผู้รับสัญญาจะตกลงรักษาไว้ซึ่งชื่อเสียงของตระกูลภิรมย์ภักดี ซึ่งเรื่องนี้คนในครอบครัวก็รับรู้ ในวันเดียวกันตนก็ได้เล่าเรื่องที่ถูกพี่ชายกระทำให้ครอบครัวได้รับรู้ ซึ่งในสัญญานี้ระบุไว้ด้วยว่าหากทำผิดสัญญาจะหยุดให้เงิน โดยวันนั้นตนได้เซ็นสัญญาไปด้วยความไม่รู้ พอโตขึ้นมาจึงรู้ว่าไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงิน ความจริงไม่มีวันตาย
ก่อนที่นายสิรณัฐจะทำการฉีกสัญญาฉบับดังกล่าว พร้อมบอกว่าตนไม่เล่นแบบนี้ ความเป็นมนุษย์ซื้อไม่ได้ และหลังจากที่ฉีกสัญญาใบนี้แล้ว จะนำไปใส่ถังขยะรีไซเคิล เพื่อทำประโยชน์ให้มากกว่านี้
นายสิรณัฐ กล่าวอีกว่า เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ตนไปเจอพินัยกรรมของคุณตาและคุณยายที่ทนายความช่วยคัดให้ จึงได้พบเอกสารดังกล่าว ซึ่งตนไม่เคยเห็นมาก่อน พอไปถามคนในครอบครัว เขาบอกว่าไม่ได้มีอะไร แต่จากการตรวจสอบพบว่ามีทรัพย์สินหลายอย่างที่ไม่เคยรู้เลยว่าคุณยายทิ้งไว้ให้ และไม่เคยรู้ว่า “นา” ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของตน มีชื่อเป็นพยานอยู่ในพินัยกรรมฉบับนั้น ส่วนรายละเอียดนอกเหนือจากนี้ ตนจะโพสต์ใน Facebook ส่วนตัวอีกครั้ง ส่วนรายละเอียดในคดี ตนไม่สามารถให้ข้อมูลได้ คู่กรณีก็ไม่สมควรที่จะพูดอะไร นอกจากเรื่องที่มีการนัดไกล่เกลี่ยกันในอาทิตย์หน้า
เมื่อถามว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง นายสิรณัฐ เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ตอนนี้ไม่มีคำบรรยายใดมาแทนความรู้สึกได้ ไม่สามารถมีใครมาซื้อเสียงของตนเองได้ ไม่ว่าเงินหรืออำนาจจะมากแค่ไหนก็ตาม
ขณะที่ ดร.ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูรทีมทนายความฝั่งคุณแม่ของ "ทราย สก๊อต" เปิดเผยว่า วันนี้เป็นขั้นตอนในการไกล่เกลี่ยยังไม่มีใครแพ้หรือชนะ และแม่มีความประสงค์ที่จะเดินทางมาร่วมไกล่เกลี่ยแต่มาไม่ได้เนื่องจากเครียดรับประทานยาเข้าไปโดยขั้นตอนในการพิจารณาไกล่เกลี่ยในวันนี้ไม่ให้เปิดเผย รายละเอียด โดยจะมีการพิจารณาไกล่เกลี่ยกันอีกครั้งในวันที่ 16 มิถุนายนเวลา 09:00 น. ส่วนคุณแม่จะเดินทางมาด้วยหรือไม่นั้นยังไม่ทราบ ส่วนทางแม่จะมีความยืดหยุ่นมากแค่ไหนนั้น ระบุว่าส่วนตัวไม่รู้ แต่มีแนวโน้มที่ดีในการไกล่เกลี่ย เพราะทั้งสองฝั่ง จะนำข้อเสนอของแต่ละฝั่งไปพิจารณากัน ทนายยังระบุด้วยว่าแม่ของนายสิรณัฐขณะนี้มีความเครียด และต้องทานยาเพราะเรื่องที่เกิดเกี่ยวข้องกับคนที่แม่รัก และยืนยันว่าไม่มีแม่คนไหนไม่รักลูก


