จากคดีบิ๊กบอสจีน จาง หยางยิงตำรวจห้วยใหญ่ ถึงคดี “ตี๋ซีโฟร์”หมิงเฉิน ซัน เมื่อบริษัทนอมินี ธุรกรรมฟอกเงินและเครือข่ายอำนาจนอกระบบกำลังเบ่งบานจนกลายเป็นมณฑลพัทยา
มีกลุ่มคนจีนแฝงตัวเข้ามา เปิดบริษัท ที่เป็นลักษณะนอมินีมากถึง 14,000 เคสทั้งที่ทำธุรกิจปกติและไม่ปกติ แต่มีบางส่วนเข้ามาเปิดบริษัทเพื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะและเรื่องนี้สามารถตรวจสอบได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านช้าง เดอะเลค ส่วนธุรกิจเรื่องทัวร์ก็เป็นลักษณะผูกขาด
ทำให้คนไทย ประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากส่วนนี้
คำถามคือ ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค2 ทำอะไรกันบ้าง หรือเพราะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้กว้างขวางที่คอยเปิดทางอยู่เบื้องหลังจึงปล่อยให้แก๊งอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ยังลอยนวลอยู่ในพื้นที่ได้อย่างสุขสบาย
ถ้าย้อนไปดูคดีใหญ่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม2564 เจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดตำรวจภูธรภาค 2 รวม 15 นาย นำหมายค้นศาลจังหวัดพัทยาเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 113/76 หมู่ 9 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี แต่กลับถูก จาง หยาง ฉายา ลีโอ ยิงสวนออกมาหลายสิบนัดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บ 2 นาย
แต่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ ใครจะรู้บ้างว่า มันมีจุดเริ่มต้นจากความขัดแย้งกันเองของเครือข่ายจีนเทา จนทำให้ผู้ต้องหาเข้าใจผิดและตัดสินใจยิงใส่เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้น
ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นว่าข้านี่แหละ“ใหญ่ขับพัทยา”เพราะมีแบ็กดีคอยหนุนหลังเคลียร์ทุกอย่างให้ทำให้เขาชะล่าใจ คิดว่าจะรอดพ้นได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
จาง หยาง ถือเป็นบอสระดับหัวจ่ายในแก๊งนอมินีจีน และมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ ฟอกเงินผ่านอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ภาคตะวันออก ชลบุรี พัทยา ระยอง ซึ่งขณะนั้นกำลังมีปัญหากับ นายเฉิน เจิ้นไฉ เกี่ยวกับการว่าจ้างก่อสร้างหรือดำเนินงานด้านอสังหาริมทรัพย์มูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท แต่กลับถูก“เฉิน”เบี้ยว ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย
วันนั้น หยาง ลีโอ ฉุนจัดจึงนัดหมายให้เฉิน ไปหาเพื่อเคลียร์ปัญหา แต่มันจบไม่ลงเลยสลิ้งแตกควักปืนออกมาตบขู่สั่งสอนไปเต็มแรง แล้วบังคับให้เฉินเซ็นยอมรับสภาพหนี้จนความบาดหมางยิ่งบานปลายเพิ่มขึ้นไปอีก
ทั้งคู่จึงต่างไปแจ้งความดำเนินคดีกันเอง โดยมีบันทึกไว้ที่สภ.ห้วยใหญ่และอีกคดีที่สภ.นาจอมเทียนก่อนส่งไปที่ สภ.ห้วยใหญ่ ท้องที่เกิดเหตุดำเนินการต่อ และนั้นคือต้นต่อของปัญหาทั้งหมด
ระหว่างนั้น“จาง หยาง”เอง ก็ระแวงจะถูกอุ้มขู่รีดทรัพย์เช่นกันเพราะตัวเองชิงไปเปิด“เฉิน”เอาไว้ก่อนจึงเก็บตัวอยู่ในบ้านพักเกือบตลอดเวลา และเขาก็ไม่ว่ารู้ภัยกำลังมาถึงตัว
ความกร่างของเขาที่เคยไปอุ้ม“เฉิน”เมื่อครั้งก่อนทำให้ตำรวจทำการขยายผลการสืบสวน ก่อน
ทำการขอหมายค้นของศาลจังหวัดพัทยา
ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเขาตรวจค้น แต่หยางกลับเข้าใจผิด คิดว่าตนคงถูกเฉินเล่นงานกลับจึงตัดสินใจยิงสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดที่มาตรวจค้นในวันดังกล่าว
แต่ส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาตามมา เพราะมั่นใจว่าตนเองมีคนหนุนหลังที่สามารถเคลียร์ปัญหาเหล่านี้ได้
บุคคลที่ว่าคือนายหมิง เชา หัวหน้าสายตรงของ “จาง หยาง”และเป็นนายทุนระดับบิ๊กเบิ้มของกลุ่มคนจีนที่มาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเขตพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เพราะสนิทกับเสี่ยใหญ่และเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงในพื้นที่ เป็นอย่างดี
“หมิง”จะคอยเคลียร์ทุกอย่างในพื้นที่ และมักจะเข้ามาปรากฏตัว ติดต่อ เจรจา กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกครั้งที่มีปัญหาโดยเฉพาะกับคนสนิทในแก๊งอย่างเฮียลีโอ
คดีนี้ถึงแม้“จาง หยาง”จะถูกดำเนินคดีข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน และมีอาวุธปืน-เครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่สุดท้ายด้วยการวิ่งเต้นของ“หมิง”กลายเป็นว่า ทุกอย่างติดขัด คดีไม่คืบ ฟ้องไม่ทันจนศาลต้องปล่อยตัวหยางและยอมให้เขาเดินทางออกนอกประเทศพร้อมได้รับทรัพย์สินที่ตรวจยึดมาในตอนแรกคืนไปอีกด้วย
“นี่แหละครับสุดท้ายมันก็มีเจ้าหน้าที่มาเกี่ยวข้อง พวกนี้ทำธุรกิจแบบผูกขาดหมด แม้แต่รถเข็นผลไม้ที่ไปเจาะตามข้างรถบัส ให้นักท่องเที่ยว รอลงเรือไปเล่นกีฬาทางน้ำยังเตรียมเอาไว้เลย คำว่ามาเฟียชาวต่างชาติ มาเฟียจีน เกาหลี รัสเซีย ผู้คนเหล่านี้ล้วนเริ่มตั้งแต่การรู้จักเจ้าที่หรือข้าราชการของรัฐ ได้มีโอกาสไปช่วยงานแล้วถ่ายรูป จากนั้นก็คอยช่วยเหลือเพื่อนหรือญาติพี่น้องในประเทศของตัวเอง ให้เข้ามา พักอาศัยที่พัทยา แต่พอทำไปทำมาเริ่มเรียกรับผลประโยชน์กันเอง ซึ่งถ้ามันไม่มีคนของรัฐหนุนหลังมันจะทำได้อย่างไร“
แล้วสุดท้ายใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลัง เปิดทาง คอยเคลียร์ปัญหา และทำให้เครือข่ายเหล่านี้ลอยนวลได้ในเมืองพัทยา?


