ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์จับมือ "ธ.กสิกรไทย" พร้อมพันธมิตรร่วมเปิดตัวแคมเปญ "สติไฟต์เตอร์ รู้ทัน ป้องกันโกง" ช่วย ปชช.รู้ทันกลโกงมิจฉาชีพ
พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รอง ผบช.ก. ในฐานะหัวหน้าส่วนอำนวยการ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ศปอส.ตร. (ACSC)กล่าวว่าหลังจากมิจฉาชีพใช้สารพัดวิธีหลอกลวงเงินจากคนไทยจำนวนมหาศาล ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศเป็นวงกว้าง เฉพาะปี 2568 มีมูลค่าความเสียหายจากกรณีถูกมิจฉาชีพหลอกลวงกว่า 25,000 ล้านบาท และในไตรมาส 1/2569 มีมูลค่าความเสียหายกว่า 6,000 ล้านบาท ที่สำคัญ คือ มิจฉาชีพเปลี่ยนรูปแบบของกลโกง เพื่อหลอกลวงประชาชนอยู่ตลอดเวลา ทางศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ มุ่งเน้นการทำงานเพื่อปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ทุกรูปแบบอย่างจริงจัง ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้กระทำความผิด ทำให้ได้มาซึ่งแผนประทุษกรรมของคนร้าย และกลลวงในรูปแบบต่าง ๆ จนนำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึก ทำให้มีฐานข้อมูลสำคัญเป็นจำนวนมาก หากประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันตนเองจากภัยสแกมเมอร์
พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ กล่าวว่า ดังนั้นศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ จึงพร้อมสนับสนุนแคมเปญ "สติไฟต์เตอร์ รู้ทัน ป้องกันโกง" เพราะจะทำให้ได้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับวิธีการหลอกลวง ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะจะนำไปสู่การตีแผ่กลลวงของมิจฉาชีพ โดยข้อมูลเหล่านี้หากกระจายไปถึงพี่น้องประชาชนในวงกว้าง ก็จะช่วยให้รู้ทันกลโกงของมิจฉาชีพได้เป็นอย่างดี
ด้าน ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปัญหาประชาชนถูกมิจฉาชีพหลอกลวง ถือเป็นภัยที่กระทบต่อความเชื่อมั่น รวมทั้งกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศไทยในวงกว้าง ดังนั้นการรับมือกับมิจฉาชีพต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคการเงิน ภาครัฐ ภาคสื่อสารมวลชน และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อยกระดับจากการป้องกันในระดับองค์กร ให้ไปสู่ความร่วมมือระดับประเทศ เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถป้องกันการถูกหลอกลวงได้จริง
ดร.พิพัฒน์พงศ์ กล่าวต่อว่า ทางธนาคารกสิกรไทย จึงพัฒนาทั้งนวัตกรรม ระบบความปลอดภัย และเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการยกระดับความปลอดภัยของระบบ Mobile Banking ด้วยการการกำหนดวงเงินการทำธุรกรรมรายวัน เพื่อให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของลูกค้า โดยต้องมีการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าหากต้องทำธุรกรรมสำคัญ และมีระบบตรวจจับบัญชีหรือปลายทางที่น่าสงสัย ขณะเดียวกันถ้าระบบพบความผิดปกติ ธนาคารจะแจ้งเตือนลูกค้าอย่างทันท่วงที
ดร.พิพัฒน์พงศ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีการบรรเทาความเสียหายและตอบสนองอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุหลอกลวงโดยใช้ช่องทางรับแจ้งเหตุภัยทุจริตผ่านสายด่วนตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งยังเดินหน้าให้ความรู้ด้านการป้องกันภัยทุจริตผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งโซเชียลมีเดีย ATM และสาขา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจริง เข้าใจกลโกงที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้ป้องกันตัวเองในชีวิตประจำวัน โดยสามารถดาวน์โหลด LINE Sticker ‘สติไฟต์เตอร์’ เพื่อแชร์ต่อให้คนที่ห่วงใย ให้ปลอดภัยจากมิจฉาชีพ ในวันที่ 30 มิ.ย.นี้
ส่วน น.ส.ณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด LINE ประเทศไทย กล่าวว่า LINE ในฐานะแพลตฟอร์มซึ่งอยู่ในพฤติกรรมประจำวันของคนไทย พร้อมรับบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลด้านการใช้งานแพลตฟอร์มอย่างถูกต้อง และปลอดภัย ควบคู่ไปกับการเป็นช่องทางช่วยเผยแพร่ข้อมูลเตือนภัย และให้ความรู้ที่ถูกต้องสู่ประชาชนได้อย่างรวดเร็วและกว้างขึ้นผ่านช่องทางต่างๆ บนแพลตฟอร์ม LINE พร้อมแฉกลโกงใหม่ รวมไปถึงการแจ้งรายงานปัญหาไปยังช่องทางที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อช่วยสกัดและลดความเสี่ยงจากบัญชีที่มีการสื่อสารที่เค้าว่าจะเป็นอันตราย
น.ส.ณิชารัศมิ์ กล่าวด้วยว่า ฝากไปถึงผู้ใช้ LINE ในทุกแพลตฟอร์มว่า หากพบข้อความ ลิงก์ หรือบัญชีผิดปกติ หรือบัญชีต้องสงสัย อย่ารีบกด อย่ารีบเชื่อ และอย่ารีบตอบโต้ ควรตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ดังนั้นการเข้าร่วมแคมเปญ “สติไฟต์เตอร์: รู้ทัน ป้องกันโกง” ถือเป็นการแบ่งปันข้อมูลและประสานความร่วมมือ เพื่อหยุดยั้งการหลอกลวงของมิจฉาชีพ โดยหลังจากนี้ทั้ง 4 องค์กรจะร่วมกันประชุมติดตามผลเป็นประจำทุกเดือน เพื่อทบทวนสถานการณ์ และรูปแบบกลโกงล่าสุด เพื่อให้รู้เท่าทันต่อพฤติกรรมของมิจฉาชีพที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง


