xs
xsm
sm
md
lg

ครป.เสนอ นายกฯ จัดเวทีรับฟังภาคประชาชนและแรงงาน หลังจากฟัง 38 เจ้าสัว ชี้รัฐมนตรีบางคนไม่เข้าใจปมผลประโยชน์ทับซ้อน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



ครป.เสนอ นายกฯ จัดเวทีรับฟังภาคประชาชนและแรงงาน หลังจากฟัง 38 เจ้าสัว ชี้รัฐมนตรีบางคนไม่เข้าใจปมผลประโยชน์ทับซ้อน 

วันนี้(16 พ.ค.) นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ กล่าวว่า จากกรณ๊นายกรัฐมนตรีเชิญ 38 เจ้าสัว ทั้งนายทุนผูกขาดและเอกชนยักษ์ใหญ่ ร่วมหารือแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น ในทางสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่ดีที่จะให้กลุ่มทุนแบ่งปันสนับสนุนการพัฒนาประเทศร่วมกัน มิใช่การแสวงหากำไรแต่ฝ่ายเดียว แต่ต้องคืนมูลค่ากำไรส่วนเกินแก่สังคมด้วย เพราะประเทศไทยไม่มีภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้าแบบในยุโรป ดังนั้น ประเทศไทยจึงเหลื่อมล้ำมาก

คุณอนุทิน ชาญวีรกูล อาจได้ไอเดียมาจากแมตซ์หยุดโลกในการพบกันของปักกิ่งและวอชิงตัน ดีซี ซึ่งนำนักธุรกิจแนวหน้าของโลกจากมหาอำนาจทั้งสองมาพบกัน ซึ่งเป็นเรื่องการแบ่งปันและพัฒนา เพื่อสร้างสรรค์สันติภาพที่ดี และการพูดคุยของนักธุรกิจไทยก็ยังมีแนวโน้มที่ดีด้านการส่งเสริม สนับสนุนพลังงานสะอาด การแก้ปัญหาคอรัปชั่น การพัฒนาทรัพยากรเพื่อส่วนรวม รวมถึงการรักษาความเป็นกลางในภูมิรัฐศาสตร์โลกใหม่

แต่ปัญหาประเทศไทยที่ยังไม่มีการพูดถึงกันอย่างจริงใจและเปิดอก คือการผูกขาดทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนผูกขาดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการผูกขาดพลังงาน น้ำมัน ไฟฟ้า ที่มีการทำสัญญาซื้อขายที่ไม่เป็นธรรมและไปลดการผลิตของรัฐลงเพื่อซื้อจากเอกชนแทน ทำให้นายทุนกำไรมหาศาลจากงบประมาณจากกระเป๋าคนไทย ประเทศไทยมาไกลแล้ว จากยุคผลประโยชน์ทับซ้อน มาสู่ทุนนิยมประชารัฐ ระบอบแนวทางนี้รัฐบาลเป็นผู้รับใช้นายทุนผูกขาด ที่พยายามยึดรัฐ (State Capture) ผ่านนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล แทนที่รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดนโยบายประเทศให้กลุ่มทุนต่างๆ ปฏิบัติตาม เพื่อรักษาโครงสร้างของรัฐ พิทักษ์ผลประโยชน์สาธารณะของประชาชน

รวมทั้งปัญหาคอร์รัปชั่นที่รุนแรงกว่าเดิม มีการกินส่วนแบ่งใต้โต๊ะถึง 40-50% ของการจัดซื้อจัดจ้างทั่วไปซึ่งเลวร้ายกว่าอดีตมาก จากผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐล่าสุด
จึงต้องมีการแก้ปัญหาการผูกขาดเศรษฐกิจแก้ปัญหาทางโครงสร้างครั้งใหญ่ ผมจึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลจัดเวทีรับฟังเสียงภาคประชาชนบ้าง จาก 38 ผู้แทนภาคประชาชนและแรงงาน ที่ไม่ใช่เจ้าสัว เพื่อฟังเสียงคนชั้นล่างของประเทศบ้าง ที่เป็นกรรมกรขับเคลื่อนประเทศไทยให้ยังมีลมหายใจอยู่ในปัจจุบัน ก่อนที่แกนนำเหล่านี้จะออกมาขับไล่รัฐบาลแทน เพราะไม่สนใจฟังเสียงประชาชนและจริงใจในการแก้ปัญหาสังคมที่ลงรากลึกแห่งวิกฤต

เพราะแม้แต่วันนี้ รองนายกฯ พิพัฒน์ ก็ยังไม่เข้าใจคำว่าผลประโยชน์ทับซ้อนเลย หลังตอบคำถามว่าน้องชายไปกว้านซื้อที่ดินเกี่ยวอะไรกับผม เรื่องนี้เป็นเรื่องความผิดจริยธรรมร้ายแรง ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นและการทุจริตเชิงนโยบาย ติดคุกมาหลายรายแล้ว

คำว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) หมายถึง การที่นักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้มีอำนาจตัดสินใจ มีประโยชน์ส่วนตัวมาขัดแย้งกับประโยชน์ส่วนรวม จนส่งผลกระทบต่อการใช้ดุลยพินิจที่ควรจะเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม โดยเฉพาะการจัดทำโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐที่มีผลประโยชน์มหาศาล ส่วนการทุจริตเชิงนโยบาย (Policy Corruption) คือการอาศัยอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย กฎหมาย หรือระเบียบต่าง ๆ ของรัฐ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเอง พวกพ้อง หรือกลุ่มทุน โดยทำให้ดูเหมือนว่ากระบวนการเหล่านั้นถูกกฎหมาย

ปัจจุบันมีการคอร์รัปชั่นที่ทันสมัยมากขึ้นซึ่งแนบเนียนและตรวจสอบยากขึ้นด้วย มักจะผ่านขั้นตอนของสภาหรือคณะรัฐมนตรีอย่างถูกต้องตามระเบียบ แต่ไส้ในของนโยบายถูกออกแบบมาเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ตัวอย่างเช่นการออกกฎหมายลดภาษีในธุรกิจเฉพาะทางที่นักการเมืองผู้ออกกฎหมายถือหุ้นอยู่ หรือการกำหนดสเปกโครงการเมกะโปรเจกต์ให้มีเพียงไม่กี่บริษัทที่ทำได้ ซึ่งคนบางคนในรัฐบาลถนัดเรื่องนี้มาก

ถ้ารัฐบาลจะฟังแต่เจ้าสัว ก็ไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาลกลางแล้ว เพราะกลไกรัฐปัจจุบันอ่อนแออย่างยิ่งจนทุนเทาเข้าประเทศหมดแล้ว ที่อยู่รอดในปัจจุบันเพราะโชคช่วย คงถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องใช้ระบบเศรษฐกิจผสม และควบคุมเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรสาธารณะและทรัพย์สมบัติของชาติและสังคมอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความถี่ โทรคมนาคม อากาศ ดิน น้ำ ป่า น้ำมัน และพลังงาน

ปัญหาความขัดแย้งในสังคมการเมืองไทยในปัจจุบันนั้น ปฏิเสธยากยิ่งว่าไม่เกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำทางการเมืองและเศรษฐกิจ อันมีฐานที่มาจากความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน การผูกขาดอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของชนชั้นนำไทยที่ผ่านมา นำมาสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความยากจน และปัญหาต่างๆ นานัปการ ท่ามกลางสถานการณ์ประจักษ์ของปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา