xs
xsm
sm
md
lg

“เมธา มาสขาว” ผู้ประสานงานคณะทำงานสันติภาพโลก ชี้ช่องโหว่ขนาดใหญ่ในระบบข่าวกรองและความมั่นคงของไทย คดีจับกุม หมิงเฉิน ซัน “บอสจีนเทา”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



“เมธา มาสขาว” ผู้ประสานงานคณะทำงานสันติภาพโลก และเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง ชี้ช่องโหว่ขนาดใหญ่ในระบบข่าวกรองและความมั่นคงของไทย ขาดประสิทธิภาพ จากคดีจับกุม หมิงเฉิน ซัน “บอสจีนเทา” เจอระเบิด-อาวุธปืนสงคราม แนะให้จับตาบริษัท รปภ.ต่างชาติในไทย ที่เปิดจำนวนมาก และส่งคนที่มีทักษะการใข้อาวุธ ไปปฏิบัติงานในพื้นที่สีเทา-การฟอกขาวธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

นายเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานคณะทำงานสันติภาพโลก และเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง ให้ความเห็นกรณีบทเรียนข่าวกรองจากคดีจับกุม นายหมิงเฉิน ซัน “บอสจีนเทา” ระดับสั่งการในพื้นที่ฝั่งกัมพูชา เจออาวุธปืนสงครามและระเบิดจำนวนมาก ว่า

อุบัติเหตุรถพลิกคว่ำกลางสายฝนที่ชลบุรี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ไม่ได้จบลงที่รายงานอุบัติเหตุทั่วไป แต่กลับเปิดประตูสู่การค้นพบคลังอาวุธสงครามขนาดย่อมที่ซ่อนอยู่ในบ้านพักของ หมิงเฉิน ซัน ชาวจีนวัย 31 ปี เจ้าหน้าที่พบระเบิด C4 กว่า 7 กิโลกรัม ปืน M4 2 กระบอก ระเบิดมือ 10 ลูก และเสื้อเกราะที่ถูกดัดแปลงเป็นชุดพลีชีพ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เล็ดรอดหน่วยข่าวกรองทั้งหลายไปได้อย่างไร

การจับกุมที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญครั้งนี้ ได้เปลือยให้เห็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ในระบบข่าวกรองและความมั่นคงของไทยที่ขาดประสิทธิภาพ ขาดการบูรณาการงานข่าว แม้ว่าจะมีทั้งสำนักข่าวกรองแห่งชาติ หน่วยข่าวกรองทหารทั้ง 3 เหล่า ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) กองบัญชาการตำรวจสันติบาล และหน่วยงานในสภาความมั่นคงแห่งชาติ แต่ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ เราจะรู้หรือไม่ว่ามีจีนเทาสะสมอาวุธ และมีบัตรประชาชนไทย?

คำตอบที่แท้จริงไม่ใช่ว่าเราโชคดีแค่ไหนที่จับได้ แต่คือ ระบบข่าวกรองที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันประเทศกำลังทำงานอยู่จริงหรือเปล่า หรือต่างคนต่างทำอย่างขาดประสิทธิภาพ ก่อนหน้านี้ นายวีระ สมความคิด ก็เคยออกมาเตือนว่า ให้ระวัง BHQ เข้ามาก่อวินาศกรรมในไทย แต่ก็ไร้ความกระตือรือร้นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ภัยคุกคามในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้มาในเครื่องแบบอย่างเดียวแล้ว ความเข้าใจเรื่องภัยความมั่นคงในระบบราชการไทย ยังฝังรากอยู่กับกรอบความคิดแบบเดิม ภัยคือกองทัพข้ามชายแดน ภัยคือกลุ่มก่อการร้ายที่มีธงชัด ภัยคือศัตรูที่สวมเครื่องแบบและมาพร้อมแถลงการณ์ แต่คดี หมิงเฉิน ซัน บอกเราว่า ภัยในยุคนี้สวมวีซ่า Thailand Elite ถือพาสปอร์ต 2 เล่ม จ่ายค่าที่พักผ่านแอปพลิเคชัน และซื้ออาวุธผ่านกลุ่ม LINE

สิ่งที่เรียกว่า “จีนเทา” ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจผิดกฎหมายหรือคอลเซ็นเตอร์อีกต่อไป มันกำลังขยายตัวเป็นชั้นของกิจกรรมที่ซ้อนทับกันอย่างซับซ้อน ตั้งแต่ทุนสีเทาที่ฟอกผ่านอสังหาริมทรัพย์ บริษัทรักษาความปลอดภัยที่จดทะเบียนอย่างถูกกฎหมาย แต่มีบุคลากรที่มีภูมิหลังทางทหารหรือกึ่งทหาร ไปจนถึงบุคคลที่เดินทางเข้าออกชายแดนหลายสิบครั้งโดยไม่ถูกตั้งคำถาม

บริษัทรักษาความปลอดภัยต่างชาติในไทย ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หลายแห่งดำเนินงานในพื้นที่เทาที่การกำกับดูแลของรัฐเข้าไม่ถึง บุคลากรของบริษัทเหล่านี้บางส่วนมีทักษะการใช้อาวุธและยุทธวิธีที่ก้าวหน้ากว่าตำรวจท้องที่ และโครงสร้างความสัมพันธ์กับเครือข่ายข้ามชาติยังคงเป็นพื้นที่มืดที่ฝ่ายข่าวกรองไม่ได้ทำแผนที่ไว้อย่างเป็นระบบ การประเมินภัยคุกคามของไทยจึงต้องถูกปรับใหม่ตั้งแต่ฐานราก โดยรวมมิติเหล่านี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของภาพภัยหลัก ไม่ใช่ประเด็นรอง

หน่วยข่าวกรองต้องปฏิรูปในเชิงรุกก่อน ไม่ใช่วิ่งไล่ตามและรับมือเท่านั้น หรือไม่ใช่ส่งเสริมแต่ปฏิบัติการข่าวสาร หรือ io ทางการเมืองกับประชาชนภายในชาติอย่างเดียวแบบที่เคยถนัดตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ซึ่งสมควรเลิกได้แล้ว สงครามข่าวสารสมัยใหม่ไปไกลมาก แต่รัฐบาลยังคงทำงานกันแบบเก่าอยู่

วิธีที่ หมิงเฉิน ซัน ถูกจับคือโชค ไม่ใช่ระบบ และนั่นคือ ปัญหาที่แท้จริง หน่วยข่าวกรองชั้นนำของโลกอย่าง CIA หรือ Mossad ไม่ได้รอให้รถคว่ำแล้วค่อยออกตรวจค้น พวกเขาสร้างภาพในห้องทำงานก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น กระบวนการที่เรียกว่า predictive intelligence หรือการข่าวเชิงพยากรณ์ ทำงานบนฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงพฤติกรรมผิดปกติเข้ากับสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า แต่ในประเทศไทยเต็มไปด้วยข่าวบิดเบือน

ในกรณีนี้ หมิงเฉิน ซัน เข้า-ออกชายแดนไทย-กัมพูชา หลายสิบครั้ง เข้ารับการฝึกใช้อาวุธกับหน่วยรบพิเศษในกัมพูชา ถือพาสปอร์ต 2 เล่ม และใช้วีซ่าประเภทที่ให้สิทธิพำนักระยะยาว สัญญาณเหล่านี้มีอยู่ในระบบ แต่ไม่มีใครเชื่อมโยงมันเข้าหากัน เรามีหน่วยข่าวกรองมากมาย มี กสทช. มีกระทรวงดิจิทัล แต่รัฐบาลไทยมัวแต่ทำอะไรกันอยู่?

ความแตกต่างระหว่างหน่วยข่าวกรองที่ทรงประสิทธิภาพกับที่ล้มเหลวไม่ได้อยู่ที่ความกล้าหาญของเจ้าหน้าที่ แต่อยู่ที่สถาปัตยกรรมของระบบที่ออกแบบมาเพื่อเห็นรูปแบบในข้อมูล ก่อนที่รูปแบบนั้นจะกลายเป็นเหตุการณ์จริง ไทยยังคงทำงานแบบแยกส่วน ข้อมูลตรวจคนเข้าเมือง ข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน ข้อมูลโซเชียลมีเดีย และข้อมูลพฤติกรรมชายแดนอยู่คนละฐาน ไม่มีกลไกที่บูรณาการให้มองเห็นภาพรวมได้แบบเรียลไทม์ ถึงเวลาที่รัฐบาลไทยจะต้องสังคายนาเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้ว

ปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่อนาคต มันคือปัจจุบันที่ไทยยังวิ่งตามไม่ทัน หมิงเฉิน ซัน ใช้ AI เพื่อค้นหาข้อมูลอานุภาพระเบิด นั่นหมายความว่า ภัยคุกคามได้ใช้เทคโนโลยีเดียวกับที่ฝ่ายข่าวกรองควรใช้ในการตรวจจับ แต่ฝ่ายป้องกันยังไม่ได้นำมันมาใช้อย่างเต็มศักยภาพ หน่วยข่าวกรองที่ทันสมัยในยุคนี้ใช้ AI เพื่อคัดกรองสัญญาณผิดปกติจากข้อมูลมหาศาล ทั้งรูปแบบการเดินทาง ธุรกรรมทางการเงิน การสื่อสารบนแพลตฟอร์มที่เข้าถึงได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และข่าวกรองสัญญาณที่ไหลเวียนในพื้นที่ดิจิทัล

หน่วย Unit 8200 ของอิสราเอล หรือ GCHQ ของอังกฤษไม่ได้รอให้ระเบิดดัง พวกเขาสร้างระบบที่ฟังก่อน แต่ประเทศไทยยังคงดำเนินงานข่าวกรองส่วนใหญ่บนกระบวนทัศน์ยุคสงครามเย็น ที่ให้น้ำหนักกับการสร้างเครือข่ายมนุษย์และรายงานแบบลำดับชั้น ในขณะที่ภัยคุกคามสมัยใหม่เคลื่อนที่เร็วกว่าลำดับชั้นการรายงานหลายเท่า ระบบข่าวกรองที่ยังติดอยู่กับความสำเร็จในยุคที่ผ่านมากำลังตอบสนองต่อโลกที่ไม่มีอยู่แล้ว

ปัจจุบันนี้ประชาชนไม่ใช่แค่ผู้ชม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกัน และควรมีส่วนร่วมกับการจัดการข้อมูลข่าวสารสมัยใหม่ ประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดแต่สำคัญที่สุดในการปฏิรูปข่าวกรองไทยคือคำถามว่า ใครตรวจสอบผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ?

ในสหรัฐอเมริกา คณะกรรมาธิการข่าวกรองวุฒิสภา (Senate Select Committee on Intelligence) ทำหน้าที่กำกับดูแล CIA, NSA และหน่วยงานข่าวกรองอื่นๆ ในนามของประชาชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลับและตั้งคำถามต่อผู้บริหารหน่วยงาน กลไกนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเปิดเผยความลับ แต่เพื่อสร้างความรับผิดชอบในระบบที่ปิดโดยธรรมชาติ

ในกรณีของไทย ระบบตรวจสอบจากภายนอกนั้นแทบไม่มีในทางปฏิบัติ สาธารณชนรู้เพียงว่า “หน่วยงานกำลังทำงาน” แต่ไม่มีกลไกที่ช่วยให้ประชาชนประเมินได้ว่างานนั้นมีประสิทธิภาพเพียงใด คดีหมิงเฉิน ซัน ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการถกเถียงในรัฐสภาว่าระบบคัดกรองวีซ่า Thailand Elite ทำงานอย่างไร เหตุใดบุคคลที่มีพฤติกรรมชายแดนผิดปกติจึงไม่ถูกตั้งธงเตือน และข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ถูกบูรณาการในระดับใด

การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและผู้แทนของพวกเขาตรวจสอบระบบข่าวกรองไม่ใช่การทำลายความมั่นคง แต่เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับมัน เพราะระบบที่ไม่มีการตรวจสอบมีแนวโน้มสะสมความล้มเหลวไว้ภายในโดยไม่มีใครรู้ โชคไม่ใช่ยุทธศาสตร์ รถคว่ำที่ชลบุรีช่วยชีวิตไว้ได้อาจนับร้อย บางทีนับพัน แต่ไม่มีนโยบายความมั่นคงในโลกนี้ที่สร้างบนฐานของโชคชะตา หากบุคคลเดียวสามารถลักลอบนำคลังแสงระดับนี้เข้ามาผ่านระบบที่รัฐออกแบบไว้ มีบุคคลอื่นอีกกี่คนที่ยังอยู่ในระบบเดียวกัน รอคอยจังหวะที่ไม่มีรถคว่ำโดยบังเอิญอีก

ประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดในภูมิภาค ล้อมรอบด้วยประเทศที่มีพลวัตความมั่นคงสูง มีเศรษฐกิจที่ดึงดูดทุนจากทั่วโลกทั้งขาวและเทา และมีโครงสร้างการท่องเที่ยวที่เปิดกว้างซึ่งกลายเป็นทั้งจุดแข็งทางเศรษฐกิจและจุดอ่อนทางความมั่นคงพร้อมกันในภูมิรัฐศาสตร์โลกใหม่

การปฏิรูปที่จำเป็นไม่ได้เป็นเรื่องของงบประมาณหรือกำลังพล แต่เป็นเรื่องของกระบวนทัศน์ ระบบข่าวกรองที่ทันโลกต้องมองภัยคุกคามในรูปแบบที่ภัยคุกคามมีอยู่จริง ไม่ใช่ในรูปแบบที่สะดวกต่อการจัดการตามสายบังคับบัญชา ต้องบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงาน ต้องใช้เทคโนโลยีในการวิเคราะห์ก่อนเหตุการณ์ และต้องมีกลไกตรวจสอบที่ทำให้ระบบพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง

ผมเห็นว่า นอกจากต้องตั้งคณะกรรมาธิการข่าวกรอง สภาผู้แทนราษฎร เพื่อตรวจสอบการจัดการและปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของฝ่ายความมั่นคงแล้ว ถึงเวลาผ่าตัดรัฐราชการและปฏิรูปหน่วยงานการข่าวกรองทั้งหลายโดยด่วน อย่าปล่อยให้ประเทศอยู่ในสถานการณ์แบบ No country for old man แบบในปัจจุบัน!