xs
xsm
sm
md
lg

“คปท.” บุก ก.ยุติธรรม ค้านพักโทษ “ทักษิณ” ชี้อาจเห็นเมืองไทย นายกฯ มี 2 คน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



MGR Online - คปท. ยื่นหนังสือ รมว.ยุติธรรม ระงับพักโทษ "ทักษิณ" จี้กรมราชทัณฑ์พิจารณาหลักเกณฑ์ไม่รอบด้าน เข้าข่ายผิด ม.157 จับตาพักโทษเกรงแทรกแซงการเมือง

วันนี้ (7 พ.ค.) เวลา 10.00 น. ณ กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ยับยั้งคณะกรรมการพิจารณาพักการลงโทษ 3 คณะ ในประเด็นการพิจารณาการกระทำผิดวินัยหรือผิดอาญาระหว่างถูกคุมขังของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมี นายกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับมอบเรื่องแทน

นายพิชิต เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ คปท. เคยมายื่นหนังสือทักท้วงไปแล้วเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พ.ค.69 กรมราชทัณฑ์ได้ออกเอกสารชี้แจงเกี่ยวกับการพักโทษนายทักษิณ โดยอ้างว่าไม่ได้กระทำความผิดซ้ำในเวลา 5 ปี ตามเงื่อนไขกฎหมายอาญามาตรา 92 และ 93 ซึ่งทาง คปท. มองว่ากรมราชทัณฑ์อ้างข้อกฎหมายผิด เหมือนการนำคดีแพ่งมาอธิบายคดีอาญา ทั้งที่ควรศึกษาว่าระหว่างที่นายทักษิณโดนหมายขังสั่งจำคุกตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค.2567 นั้นว่ามีพฤติการณ์อย่างไร

นายพิชิต เผยว่า ตามคณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษระดับเรือนจำกลางคลองเปรม ระดับกรมราชทัณฑ์ และระดับกระทรวง มีมติให้พักโทษนายทักษิณโดยติดกำไล EM นั้น ต่อมา กรมราชทัณฑ์ยืนยันว่ากระบวนการเป็นไปตามกรอบกฎหมาย โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยเฉพาะคำชี้แจงข้อ 3 ที่ระบุว่านายทักษิณต้องโทษ 3 คดี ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปี และศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่าไม่อาจนำช่วงเวลาที่อยู่โรงพยาบาลตำรวจมาหักเป็นวันคุมขังได้ การบังคับโทษ 1 ปี จึงมิใช่การกระทำผิดซ้ำ ตามมาตรา 92 หรือ 93 และไม่ใช่กรณีนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษแล้วกลับมากระทำผิดอีกภายใน 5 ปี ทำให้นายทักษิณมีคุณสมบัติครบตาม พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องในฐานะนักโทษเด็ดขาดชั้นกลา


“อย่างไรก็ตาม ทาง คปท. เห็นว่าการพิจารณาตามคำชี้แจงข้อ 3 ของกรมราชทัณฑ์ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และอ้างระเบียบกฎหมายไม่ถูกต้อง โดยขาดการนำเอาคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แต่กลับนำมาอ้างบิดเบือนทำลายข้อเท็จจริง ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาออกคำสั่งคือ 1. การส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 55 และกฎกระทรวงฯ 2. การบังคับโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยทราบดีว่าตนไม่ได้ป่วยวิกฤตฉุกเฉิน และ 3. จำเลยมีส่วนตัดสินใจปฎิเสธการผ่าตัดโรคหัวใจและกระดูกคอ แต่เลือกผ่าตัดนิ้วล็อคและเอ็นไหล่ขวาซึ่งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เป็นผลให้การรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจขยายเวลาออกไป”

นายพิชิต ย้ำว่า คำสั่งศาลฎีกาทั้ง 3 ประเด็นชัดเจนว่านายทักษิณรับรู้และอยู่ในขบวนการบังคับโทษมิชอบ ซึ่งอาจมีโทษอาญาตามมาและเป็นการกระทำผิดวินัยระหว่างต้องขัง ซึ่งผู้ผิดวินัยจะไม่ได้รับการพักโทษตามลักษณะต้องห้ามในการนำตัวออกไปกักขังนอกเรือนจำ ตามประกาศกรมราชทัณฑ์ ข้อ 3 (2) (ข) และ (ค) คือมีประวัติกระทำผิดวินัย หรือเคยกระทำผิดเงื่อนไขหรือผิดอาญาระหว่างถูกกุมขังในสถานที่อื่น ดังนั้น คณะกรรมการพักโทษทั้ง 3 คณะต้องนำประเด็นนี้มาพิจารณา ไม่ใช่ไปอ้างเรื่องการไม่กระทำความผิดซ้ำตามมาตรา 92 และ 93 ซึ่งการกระทำของกรมราชทัณฑ์อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157

สำหรับการมายื่นหนังสือในช่วงเวลาที่ใกล้จะมีการปล่อยตัวนายทักษิณนั้น นายพิชิต ระบุว่า ไม่กังวล เพราะ รมว.ยุติธรรม สามารถใช้อำนาจพิจารณาและสั่งประชุมใหม่ได้ ส่วนความกังวลหากนายทักษิณออกมาแล้วจะมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกหรือไม่นั้น มองว่าแม้เจ้าตัวจะเคยบอกว่าจะออกมาเลี้ยงหลาน แต่สิ่งที่ทำกลับตรงกันข้ามมาโดยตลอด เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยที่มีนายทักษิณเป็นแรงบันดาลใจจะถูกแทรกแซงและมีบทบาทมากขึ้นภายใต้การควบคุมของนายทักษิณ จนอาจทำให้เมืองไทยมีนายกฯ สองคน โดยอีกคนอยู่บุรีรัมย์และอีกคนอยู่บ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งจะทำให้บารมีของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยลดลงจนคล้ายกับมีตำแหน่งแต่ไม่มีอำนาจจัดการจริง และต้องรอดูว่านายทักษิณจะทำให้พรรคโตแบบเดิมหรือโตในแบบที่หัวหน้าพรรคพยายามผลักดัน ดังนั้น คปท.จึงขอให้ รมว.ยุติธรรม พิจารณาทบทวนยับยั้งมติดังกล่าวอย่างรอบด้านต่อไป