"บิ๊กโจ๊ก"เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมคดีถูก 2 อดีตลูกน้องแจ้งความตบบ้องหู พร้อมหอบเอกสาร-เชิญแพทย์ผู้รักษามาให้ข้อมูลตำรวจด้วย
วันนี้ (7 พ.ค.)ที่ ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)เมื่อเวลา 10.30 น. พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร. เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม กรณีถูกอดีตลูกน้องคนสนิทเข้าแจ้งความกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกาย
พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในคดีที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ อดีตลูกน้องคนสนิท เข้าแจ้งความกล่าวหาว่าถูกทำร้ายร่างกายด้วยการ “ตบบ้องหู” โดยครั้งนี้ได้นำพยานหลักฐานเอกสารต่าง ๆ มามอบให้พนักงานสอบสวนเพิ่มเติม รวมถึงเชิญแพทย์ผู้รักษาเข้ามาให้ข้อมูลประกอบสำนวนคดีด้วย
"ต้องการให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดปรากฏอย่างชัดเจน พร้อมยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนอย่างเต็มที่" พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่มาปรากฏตัวในวันเดียวกับ"โทน บางแค"เซียนพระชื่อดัง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวสั้น ๆ ว่า "ไม่ทราบมาก่อนว่าสื่อมวลชนมารอทำข่าวของโทน บางแค และยืนยันว่าส่วนตัวไม่เคยรู้จักกับโทนมาก่อน การมาในวันนี้เป็นการมาดำเนินคดีส่วนตัวที่เป็นคดีค้างเก่าเพียงเท่านั้น
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ พร้อมทนายความ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมในคดีเดียวกันเช่นกัน
ต่อมาเมื่อเวลา 14.10 น. วันเดียวกัน ภายหลังการสอบปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมง พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาเพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมในคดีที่อดีตลูกน้องแจ้งความดำเนินคดีตน ส่วนรายละเอียดให้สอบถามทางทนายความส่วนตัว
ขณะที่ นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ เปิดเผยว่า วันนี้ บิ๊กโจ๊ก เดินทางมาให้การเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวน กรณีที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ แจ้งความคดีทำร้ายร่างกาย และ พ.ต.อ.อาริศ แจ้งความคดีทำร้ายจิตใจ โดยครั้งนี้มีพยานจากภายนอกเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมประมาณ 3-4 ปาก ซึ่งเป็นพยานด้านการแพทย์ เพื่อประกอบการร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานสอบสวน
นายสัญญาภัชระ กล่าวอีกว่า ลูกความของตนยืนยันว่าไม่เคยทำร้ายผู้ใด พร้อมขอให้การพิจารณาเป็นไปตามข้อเท็จจริง โดยเฉพาะประเด็นความเห็นทางการแพทย์ที่มองว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ขณะนี้ในชั้นพนักงานสอบสวนถือว่าให้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว ส่วนหากพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง ก็อาจยื่นขอความเป็นธรรมต่อในชั้นอัยการอีกครั้ง อีกทั้งก่อนหน้านี้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า บิ๊กโจ๊ก ให้ข้อมูลไม่ตรงกันเรื่องการมาแจ้งความ โดยยืนยันว่าเดิมตั้งใจเดินทางมาทั้งเพื่อให้การและแจ้งความกลับ แต่เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเวลา จึงดำเนินการเพียงเข้าพบพนักงานสอบสวนก่อน และจะแจ้งความในภายหลัง ไม่ได้หมายความว่าจะไม่แจ้งความกลับ
นายสัญญาภัชระ กล่าวด้วยว่า ส่วนแนวโน้มของคดี ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินทิศทางได้ เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและดุลพินิจของพนักงานสอบสวน แต่ยืนยันว่าฝ่ายของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เน้นการชี้แจงตามความจริง โดยเฉพาะประเด็นความเห็นทางการแพทย์ที่มองว่าเป็นข้อเท็จจริงซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ส่วนกรอบเวลาของคดี ยังมีนัดเข้าพบพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการเพิ่มเติมภายในวันที่ 20 พฤษภาคม ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะมีความเห็นในสำนวนต่อไป


