MGR Online - “ดีเอสไอ” รับหลักฐาน “ทีมสุดซอย” ตรวจสอบใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือ กว่า 166 ฉบับ คลังน้ำมัน 6 แห่ง “ระยอง-ชลบุรี” ส่งผู้ค้าภาคใต้ ส่อพิรุธ
วันนี้ (27 เม.ย.) เวลา 16.00 น. ณ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ อดีต สส.กทม. ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมชุดสุดซอย) พร้อมด้วยทีมฝ่ายกฎหมาย นำเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือที่พบความผิดปกติ ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เข้ามอบหลักฐานต่อ พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีดีเอสไอ, พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกดีเอสไอ, พ.ต.ต.เกรียงไกร สืบสัมพันธ์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค และ พ.ต.ท.เสกสรร ศรีตุลาการ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าศูนย์การดําเนินคดีเกี่ยวกับน้ํามันเชื้อเพลิง เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษแก่บริษัทคลังน้ำมันที่มีพฤติการณ์ความผิดเกี่ยวข้องกับใบขนส่งน้ำมันกว่า 100 รายการ ซึ่งเป็นของบริษัทคลังน้ำมันหลายแห่งที่มีการส่งน้ำมันไปยังผู้ค้าในพื้นที่ภาคใต้
น.ส.ฐิติภัสร์ เปิดเผยว่า วันนี้นำใบขนส่งน้ำมันจากผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 มาตรวจสอบ โดยเฉพาะใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ ในช่วงเดือน มี.ค. 69 จำนวน 166 ฉบับ ซึ่งเป็นของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ทั้งสิ้น 6 ราย ที่ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมาย โดยมีอัตราโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
น.ส.ฐิติภัสร์ เผยว่า ใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือเหล่านี้ เป็นใบกำกับการขนส่งทางเรือ จากบริษัทคลังน้ำมัน จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี โดยน้ำมันเหล่านี้จะขนส่งทางเรือไปยังปลายทางคลังน้ำมันที่ จ.สุราษฎร์ธานี ชุมพร และสงขลา แต่เมื่อใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทั้ง 166 ฉบับ ไม่เป็นไปตามประกาศ จึงเป็นความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ทั้งนี้ ส่วนการดำเนินการเชิงลึกต่างๆ ก็เป็นส่วนของกระทรวงยุติธรรม และดีเอสไอดำเนินการขยายผลต่อไป
น.ส.ฐิติภัสร์ เผยอีกว่า สำหรับ 1 ใบขนส่ง ต้องประกอบด้วย รายละเอียด 8 หัวข้อสำคัญ คือ 1. ชื่อผู้ค้าน้ำมันที่จ่ายและสถานที่จ่ายต้นทาง 2. วันที่ออกและเลขที่ใบกำกับการขนส่ง 3. ชื่อผู้รับและสถานที่ส่งมอบปลายทาง 4. ชื่อและที่อยู่ของผู้ขนส่ง 5. เลขทะเบียนพาหนะที่ใช้ขนส่ง ในกรณีขนส่งทางเรือให้ระบุชื่อเรือที่ใช้ในการขนส่ง 6. วันที่ออกเดินทางจากสถานที่จ่ายต้นทาง 7. ชนิดและปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขนส่ง และ 8. ระบุหมายเลขประจำตรา (SEAL) หรือรหัส ELECTRONIC SEAL หรือระบบที่ใช้ในการควบคุมและติดตามยานพาหนะในการขนส่ง
“ปรากฏว่า ในใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง บางใบข้อมูลไม่ครบถ้วน อาทิ ขาดการระบุวันที่ออกใบกำกับการขนส่งทางเรือ หรือไม่ระบุถึงหมายเลขประจำตราซีลนัมเบอร์เรือ หรือไม่ระบุเรือ หรือไม่ระบุต้นทางที่ไปรับน้ำมันออกมา เป็นต้น ดังนั้น เมื่อไม่ครบถ้วนก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนจะเป็นการปลอมแปลงเอกสารหรือไม่ ต้องให้ดีเอสไอไปสืบสวนสอบสวนขยายผล อย่างไรก็ตาม ปลายทางของน้ำมันบางส่วนพบความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับบริษัทคลังน้ำมัน จ.สุราษฎร์ธานี ตามที่ดีเอสไอสืบสวนสอบสวนอยู่ในปัจจุบัน”
น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวเสริมว่า ประกาศของกรมธุรกิจพลังงานฯ กระบวนการขนส่งน้ำมันจากผู้ค้ารายหนึ่งไปสู่ผู้รับซื้อจะต้องมีใบกำกับการขนส่ง ไม่ว่าขนส่งทางเรือหรือรถก็ตาม และตามหลักการแล้ว เมื่อมีการซื้อขายกันแล้ว ทางฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายต้องเก็บเอกสารไว้ 60 วัน หากเจ้าหน้าที่มีข้อสงสัยหรือมีข้อพิรุธก็สามารถเรียกขอตรวจสอบได้ ทั้งนี้ กรณีหากพบคนกระทำความผิดในการกักตุนน้ำมันจริง จนมีผลต่อการต้องนำเอาเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปใช้อุดหนุน ทำให้ประชาชนเสียหาย และต้องมีการเรียกคืนเงินชดเชยเหล่านั้น ก็ขอให้เป็นไปตามนโยบายของ รมว.พลังงาน ตามที่ท่านเคยแจ้งไว้
“ส่วนใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือทั้ง 166 ฉบับเหล่านี้จะไปเชื่อมโยงกับบริษัทเรือขนส่งน้ำมันรายใด หรือเรือกี่เที่ยว กี่ลำ ที่แล่นอยู่ในทะเลสุราษฎร์ธานีนั้น ก็ต้องให้ดีเอสไอไปขยายผลตรวจสอบ เพราะดีเอสไอมีข้อมูลเชิงลึกอยู่แล้ว”
ด้าน พ.ต.ท.อนุรักษ์ ระบุว่า ตามที่กรมธุรกิจพลังงานได้มาร้องทุกข์ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่ไม่ปฏิบัติตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งดีเอสไอก็จะรับข้อมูลไว้พิจารณาว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ เพราะต้องทำตามขั้นตอน และในการพิจารณารับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ ก็ต้องพิจารณาตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษวันที่ 9 เม.ย. 69 ที่ได้มีมติไว้ว่าเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ ส่วนกรณีว่าเป็นข้อมูลที่ขยายผลมาจากคลังน้ำมัน จ.สุราษฎร์ธานี อย่างไรก็ต้องนำรายละเอียดไปตรวจสอบดูอีกครั้ง และจะได้นำเสนออธิบดีดีเอสไอพิจารณาตามขั้นตอน
“ทั้งนี้ การสืบสวนสอบสวนก็จะต้องเรียกคลังน้ำมัน 6 แห่ง ที่ผู้ร้องทุกข์มาร้องไว้ มาสอบสวนปากคำในฐานะพยานก่อน ส่วนจะเชื่อมโยงกับบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 8 เจ้าที่ดีเอสไอสืบสวนอยู่หรือไม่นั้น คงต้องขอเวลาดูรายละเอียดของกรมธุรกิจพลังงานก่อน”
พ.ต.ท.อนุรักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสำนวนคดีบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ล่าสุด ได้มีการรับไว้เป็นคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ ก็ต้องเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบถามปากคำในฐานะพยาน


