ความคืบหน้ากรณี “น้องเบญ” ดราม่าเงินบริจาค ล่าสุดวันนี้ (17 เม.ย. 69) เวลา 11.31 น. นายเอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ หัวหน้าอาสามูลนิธิร่วมกตัญญู ได้ลงพื้นที่มายังบ้านพักของครอบครัว น.ส.เบญญาภา ธนกรมนพร หรือ “น้องเบญ” อายุ 15 ปี เพื่อพูดคุยรายละเอียด หลังครอบครัวมีความประสงค์จะนำเงินส่วนหนึ่งไปบริจาคให้กับมูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมถึงสถานศึกษา
นายเอกพันธ์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนไม่ทราบรายละเอียดความเป็นอยู่ของครอบครัวน้องเบญภายหลังจากที่เคยเข้าไปช่วยเหลือผ่านรายการเมื่อเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา และไม่ได้ติดตามยอดเงินบริจาคหรือการใช้ชีวิตของครอบครัวแต่อย่างใด โดยในรายการเพียงให้เลขบัญชีเพื่อเปิดรับบริจาค ไม่ทราบว่าใครโอนเงินเข้ามาบ้าง หรือยอดเงินรวมเป็นเท่าไหร่
กระทั่งเมื่อประมาณ 3 วันที่ผ่านมา นายปรเมศร์ มีสมภพ หรือ “เมศ เจ้าชายน้อย” ได้ติดต่อมาหา พร้อมส่งรูปภาพให้อีกครั้งจนจำได้ และได้อธิบายรายละเอียดทั้งหมดว่า ขณะนี้ครอบครัวมีความกังวลใจ เนื่องจากมียอดเงินบริจาคสูงกว่า 3 ล้านบาท จนเกิดกระแสดราม่าหลายประเด็น แม้ตนยังไม่ทราบรายละเอียดเชิงลึกทั้งหมด แต่ทราบเพียงว่า ครอบครัวมีความตั้งใจจะนำเงินจำนวนประมาณ 1.8 ล้านบาท ไปบริจาคให้กับมูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โรงเรียน และหน่วยงานต่าง ๆ
นายเอกพันธ์ กล่าวต่อว่า เมื่อตนสอบถามรายละเอียดว่า หากนำเงิน 1,800,000 บาทไปบริจาคทั้งหมดแล้ว ครอบครัวจะเหลือเงินใช้หรือไม่ ทาง “เมศ เจ้าชายน้อย” ชี้แจงว่า ครอบครัวตั้งใจจะเก็บเงินไว้เป็นทุนการศึกษาของน้องเบญประมาณ 1,300,000 บาท และใช้ดูแลครอบครัวประมาณ 1 ล้านบาท ทำให้ตนพิจารณาว่า แม้เงินที่ตั้งใจจะบริจาคให้มูลนิธิร่วมกตัญญูจำนวน 1 ล้านบาท จะไม่ติดขัดในการรับ แต่เกิดความกังวลว่า เงินบริจาคที่ประชาชนมอบให้มีเจตนาเพื่อช่วยด้านการศึกษา หากมีผู้อยากขอเงินคืนเพราะไม่เห็นด้วยกับการนำไปบริจาคต่อ จะส่งผลกระทบต่อเงินส่วนที่น้องเก็บไว้หรือไม่ ดังนั้น ตนจึงตัดสินใจว่า “ในวันนี้จะยังไม่ขอรับเงินบริจาค” และขอให้ชะลอเงินจำนวนดังกล่าวไว้ประมาณ 1 เดือน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริจาคที่อาจไม่พอใจหรือมีความประสงค์จะขอเงินคืน สามารถดำเนินการได้ก่อน หากพ้นระยะเวลา 1 เดือนแล้ว เงินยังคงอยู่หรือเหลือเท่าใด จึงค่อยพิจารณากันอีกครั้ง
นายเอกพันธ์ ยังกล่าวด้วยว่า ขอให้สื่อมวลชนและประชาชนหยุดกระแสดราม่า และขอให้เห็นใจเด็กที่ยังเรียนอยู่ชั้น ม.3 ซึ่งขณะนี้สภาพจิตใจได้รับผลกระทบอย่างมาก รวมถึงพ่อและแม่ที่มีความเครียดสะสม พร้อมย้ำว่า อยากให้โฟกัสเรื่องการจัดการเงินบริจาคอย่างเหมาะสมมากกว่าการซ้ำเติม
นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ที่ทำรายการและช่วยเหลือประชาชนมาแล้วกว่า 2,000 เคส ตนไม่เคยติดตามหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของผู้ที่เคยช่วยเหลือ เว้นแต่บางกรณีที่ได้รับความสนใจมาก อาจมีการลงพื้นที่เยี่ยมติดตามปีละครั้ง ซึ่งกรณีของน้องเบญยังไม่ครบระยะเวลา 1 ปี จึงยังไม่ได้กลับมาติดตามก่อนหน้านี้ สำหรับสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัว นายเอกพันธ์ ระบุว่า จากที่เคยพบก่อนหน้านี้ คุณพ่อมีอาการหนักกว่านี้ถึงขั้นติดเตียง แต่ปัจจุบันพยายามลุกขึ้นมาช่วยงาน โดยจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า หากมีงานเร่งด่วน และใช้ไม้พยุงตัวช่วยในการเคลื่อนไหว
ทั้งนี้ ในส่วนเงินบริจาค 1,800,000 บาท ที่มีการระบุว่าจะนำไปบริจาคนั้น เบื้องต้นทราบว่ามีการจัดสรรให้มูลนิธิร่วมกตัญญูประมาณ 1 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะมอบให้หน่วยงานอื่น เช่น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และโรงเรียน แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดชัดเจนว่าเป็นแห่งใด
ด้าน นายธนเดช ธนกรมนพร อายุ 59 ปี พ่อของน้องเบญ เปิดเผยว่า หลังยอดเงินบริจาคพุ่งสูงถึง 3.1 ล้านบาท และกลายเป็นกระแสดราม่า ครอบครัวได้หารือกันและเห็นว่า เงินส่วนเกินจากความจำเป็นประมาณ 1.8 ล้านบาท ควรนำไปช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
ส่วนประเด็นที่มีการกล่าวหาว่าตนมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และไม่เคยมีพฤติกรรมดังกล่าว รวมถึงไม่ดื่มแอลกอฮอล์ตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมระบุว่า กระแสข่าวต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของครอบครัวอย่างมาก นอกจากนี้ยังชี้แจงว่า สิ่งของที่ได้รับจากรายการ “ปัญญาปันสุข” ยังคงอยู่ครบ ไม่ได้นำไปขาย และเงินช่วยเหลือที่ได้รับจากรายการเป็นจำนวน 10,000 บาท ไม่ใช่ 20,000 บาทตามที่มีการเผยแพร่ พร้อมยืนยันว่า หลังจากนี้ครอบครัวจะไม่เปิดรับบริจาคอีก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากกระแสดราม่าจนเกิดความอึดอัดใจ
ขณะที่ น.ส.กฤษณา รังสีโย อายุ 49 ปี แม่ของน้องเบญ และตัวน้องเอง ต่างได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างหนัก โดยมีรายงานว่าแม่เกิดความเครียดถึงขั้นคิดสั้น ส่วนน้องเบญมีอาการเครียดลงกระเพาะ
ด้าน น.ส.เอ (นามสมมุติ) พลเมืองดี เปิดเผยว่า กรณีที่มีข้อสงสัยว่าน้องมี iPad ใช้ ยืนยันว่าเป็นผู้ซื้อให้เองเพื่อใช้ในการเรียน พร้อมยืนยันว่า น้องเบญเก็บขวดจริงเพื่อนำไปขายช่วยครอบครัว โดยบางครั้งตนจะรวบรวมขวดไปขายและมอบเงินให้น้องครั้งละ 200-300 บาท


