ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 นางวาริน วีระสุนทร หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่จาก สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนนทบุรี (พม.) ลงพื้นที่ไปยังห้องเช่าที่ครอบครัวของ “น้องเบญ” เด็กหญิงวัย 15 ปี ที่ต้องเก็บขยะขายช่วยเลี้ยงครอบครัว อาศัยอยู่ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมพูดคุยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในส่วนที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้น รวมทั้งสอบถามยอดเงินบริจาคที่มีผู้โอนช่วยเหลือเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยทางเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ครอบครัวเตรียมปิดรับบริจาคในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากปัจจุบันยอดเงินบริจาคอยู่ที่ประมาณ 800,000 บาท ซึ่งคาดว่าเพียงพอต่อการใช้จ่ายและสนับสนุนให้น้องได้เรียนต่อในอนาคตตามความฝัน
นางวาริน เปิดเผยว่า หลังได้รับแจ้งเรื่องราวของน้องเบญจึงได้ลงพื้นที่มาตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าน้องมีการเก็บขยะจริงเพื่อช่วยหารายได้เลี้ยงครอบครัว ส่วนอาการป่วยของคุณพ่อก็เป็นไปตามที่ปรากฏในข่าว โดยรายได้หลักของครอบครัวมาจากคุณแม่ ซึ่งทำงานเป็นแม่บ้านมีรายได้วันละประมาณ 300 กว่าบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายของครอบครัวต่อวันอยู่ที่ประมาณ 200 บาท ส่วนที่เหลือจะเก็บไว้ใช้ในวันถัดไป เนื่องจากเป็นรายได้รายวัน หากวันไหนไม่ได้ทำงานก็จะไม่มีรายได้เข้ามา
นอกจากนี้น้องเบญยังอยู่ในวัยเรียน จึงทำให้ครอบครัวมีภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเพิ่มขึ้น ซึ่งข้อมูลบางส่วนที่เผยแพร่ในข่าวก่อนหน้านี้อาจมีความคลาดเคลื่อนบ้าง เบื้องต้นพบว่าครอบครัวยังไม่เข้าใจเรื่องสิทธิการเข้าถึงสวัสดิการของภาครัฐอย่างครบถ้วน แม้ว่าที่ผ่านมาจะเคยได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐบางส่วน และทางภาครัฐเองก็เคยลงพื้นที่มาตรวจสอบและช่วยเหลือไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
ในส่วนของการช่วยเหลือเบื้องต้น ขณะนี้ทาง พม. ได้ช่วยเหลือเงินฉุกเฉินโดยนำเข้าบัญชีเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว ขณะที่เรื่องการศึกษาของน้องเบญ ทางเจ้าหน้าที่กำลังประสานขอการสนับสนุนค่าเทอมทั้งหมด หากโรงเรียนสามารถช่วยเหลือบางส่วนได้ ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวลงได้อีก
อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องสุขภาพของคุณพ่อ ซึ่งน้องเบญมีความกังวลใจมาก เนื่องจากคุณพ่อต้องใช้ถุงปัสสาวะทุกวันและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง หากมีหน่วยงานหรือมูลนิธิใดสามารถช่วยเหลือในเรื่องอุปกรณ์ทางการแพทย์ดังกล่าวก็จะเป็นประโยชน์กับครอบครัวอย่างมาก
สำหรับเรื่องสวัสดิการในพื้นที่ ขณะนี้ได้แจ้งให้องค์การบริหารส่วนตำบลรับทราบแล้ว ซึ่งทาง อบต. จะเข้ามาดูแลในส่วนของเงินผู้สูงอายุที่คุณพ่อจะมีสิทธิได้รับในปีหน้าเมื่อมีอายุครบ 60 ปี ส่วนเงินช่วยเหลือผู้พิการนั้นคุณพ่อได้รับอยู่แล้ว และครอบครัวก็เริ่มเข้าใจกระบวนการสิทธิของรัฐมากขึ้น หากภายหลังมีปัญหาอื่น ๆ ก็จะประสานไปยังหน่วยงานในพื้นที่และติดตามช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
นางวาริน กล่าวอีกว่า กรณีของน้องเบญแตกต่างจากบางกรณีที่เด็กอยู่เพียงลำพังหรือจำเป็นต้องมีการแต่งตั้งผู้ปกครองชั่วคราว เนื่องจากครอบครัวยังมีศักยภาพในการดูแลกันเอง และจากการตรวจสอบพบว่าไม่ได้มีพฤติกรรมใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแต่อย่างใด ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างให้คำแนะนำเรื่องการวางแผนการใช้จ่ายเงิน รวมทั้งติดตามสถานการณ์ยอดเงินบริจาคที่เข้ามา โดยยอดเงินบริจาคล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 800,000 กว่าบาท และคาดว่าจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากช่วงนี้จำนวนผู้บริจาคเริ่มลดลง อย่างไรก็ตามเงินจำนวนดังกล่าวถือว่าเพียงพอที่จะช่วยสนับสนุนให้น้องสามารถเรียนต่อในระดับปริญญาตรีได้ทั้งนี้ น้องเบญมีความฝันอยากเป็น พยาบาล เพราะเป็นห่วงเรื่องสุขภาพของคุณพ่อ และต้องการนำความรู้ไปช่วยดูแลผู้อื่นในสังคมต่อไป
นางวาริน กล่าวทิ้งท้ายว่า ทาง พม. ได้แจ้งกับครอบครัวแล้วว่าจะเข้ามาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในการดูแลครอบครัว และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในอนาคต ส่วนการตัดสินใจต่าง ๆ ยังเป็นหน้าที่ของครอบครัว เบื้องต้นได้มีการพูดคุยกันว่า หากยอดเงินบริจาคถึง 1 ล้านบาท ก็จะทำการปิดรับบริจาคทันที และเมื่อมีการปิดรับบริจาคแล้วก็จะแจ้งให้เจ้าหน้าที่รับทราบเพื่อดำเนินการติดตามดูแลครอบครัวต่อไป
ความคืบหน้าล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.00 น. ที่ผ่านมา ทางครอบครัวของน้องเบญได้ปิดรับบริจาคแล้ว หลังยอดบริจาคทะลุกว่า 1 ล้านบาท โดยน้องเบญได้ขอบคุณหน่วยงาน และพี่น้องประชาชนทุกคนที่มีส่วนช่วยเหลือ สัญญาว่าจะตั้งใจเรียน ใช้เงินทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่าเพื่อการศึกษา โดยมีความฝันอยากเป็นพยาบาลเพื่อจะได้มาดูแลพ่อที่พิการและช่วยเหลือสังคมต่อไป


