xs
xsm
sm
md
lg

ปปป.นำสำนวนคดี "บิ๊กโจ๊ก-สมุน" ติดสินบนทองคำ ป.ป.ช. ส่งให้อัยการพิจารณา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



ตำรวจ ปปป.หอบสำนวนคดี"บิ๊กโจ๊ก" พร้อมพวกติดสินบนทองคำ 246 บาทให้ ป.ป.ช.ช่วยล้มคดีส่งอัยการพิจารณาดำเนินการ


วันนี้ (8 เม.ย.)ที่ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เมื่อเวลา 09.30 น. พ.ต.อ.ภานุมาศ แสงส่ง ผกก.1 บก.ปปป. พร้อมด้วยพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปปป. นำสำนวนการสอบสวน พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล หรือ "บิ๊กโจ๊ก" พร้อมกับพวกที่เกี่ยวพันในคดีติดสินบนทองคำ 246 บาท ส่งมอบให้กับสำนักงานอัยการสูงสุด พิจารณาตามขั้นตอนกฎหมาย โดยสำนวนรวมทั้งหมด 45 แฟ้ม บรรจุอยู่ในกล่องกระดาษ 23 กล่อง

สำหรับคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากมีการตรวจสอบพบพฤติการณ์ของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ และ พวก มีการทองคำน้ำหนักรวมกว่า 246 บาท ไปมอบให้แก่เจ้าพนักงาน ป.ป.ช. เพื่อหวังผลในการช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์ในทางคดี ซึ่งพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่องจนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง และนำสำนวนมาส่งมอบให้อัยการพิจารณาในวันนี้

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต จะดำเนินการตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจพิจารณาสำนวนโดยละเอียด ว่าพยานหลักฐานมีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะสั่งฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางหรือไม่ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งคดีใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้าราชการตำรวจระดับสูงและวงเงินสินบนที่มีมูลค่ามหาศาล


ที่สำนักงานอัยการปราบปรามการทุจริต ถ.รัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปปป. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ โจ๊ก อดีตผบ.ตร.ผู้ต้องหาคดีสินบนทองคำ 246 บาท ได้เดินทางมาพบอัยการ และเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกภายหลังจากที่อดีตนายตำรวจลูกน้องคนสนิทออกมาเปิดโปงเบื้องหลังการติดสินบนทองคำให้แก่กรรมการป.ป.ช. เพื่อให้ช่วยเหลือคดีที่ถูกป.ป.ช.สอบสวนเกี่ยวกับเรื่องฟอกเงินและเว็บพนันออนไลน์

ภายหลังจากที่เข้าพบกับพนักงานอัยการเสร็จสิ้นพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้เดินทางกลับทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และมอบหมายให้นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความส่วนตัวเป็นผู้ให้สัมภาษณ์

นายสัญญา กล่าวว่า ในวันนี้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้เดินทางเข้ามาพบอธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งสำนวนคดีดังกล่าวมาให้ และได้ยื่นเรื่องการโต้แย้งอำนาจการสอบสวนและพิจารณาสั่งไม่รับสำนวนการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้มีคณะกรรมการป.ป.ช.เป็นผู้ถูกกล่าวหา อยู่ในความรับผิดชอบของคณะผู้ไต่สวนอิสระที่แต่งตั้งโดยประธานศาลฎีกา โดยข้อกฎหมายมาตรา 45 ตามที่คณะกรรมการป.ป.ช.ได้มีความเห็นมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการดำเนินการเกี่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้องจะเป็นข้อกฎหมาย มาตรา 45 วรรค 2 ทั้งหมดจะต้องเป็นสำนวนที่ไปด้วยกัน แต่ตามที่มีการส่งเรื่องมาคณะกรรมการป.ป.ช.มีความเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีการกระทำความผิดโดยการกล่าวหาว่าร่วมกันกระทำความผิด จะมีการแยกสำนวนกันไม่ได้ ส่วนขั้นตอนในวันนี้เป็๋นขั้นตอนตามปกติที่พนักงานสอบสวนส่งเรื่องมาให้อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามทุจริต หลังจากนี้จะมีความเห็นอย่างไรก็จะมีการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 12 พฤษภาคม เวลา 10.00 น.

นายสัญญาภัชระ กล่าวอีกว่า ในวันนี้ยังไม่มีการยื่นประกันตัว มีแค่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้กับอธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามทุจริต พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็ได้มีการยื่นหนังสือขอโต้แย้งอำนาจการสอบสวน ส่วนผลหลังจากยื่นคงทราบในไม่ช้า แต่จะยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมในระหว่างก่อนถึงวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจสอบสวนที่เรามองว่าเรื่องนี้ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ถ้ามีการ

กระทำความผิดที่คณะกรรมการป.ป.ช.ร่วมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ก็ต้องเป็นเรื่องที่ดำเนินการไปพร้อมกัน แต่ตอนนี้มีการดำเนินการโดยคณะผู้ไต่สวนอิสระ เส้นทางจะไปจบที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่องในวันนี้ก็จะต้องไปในเส้นทางเดียวกันด้วย จึงโต้แย้งว่าการที่ดำเนินการสอบสวนของพนักงานสอบสวนต่าง ๆ เป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบ จึงเป็นหน้าที่ของอธิบดีอัยการปราบปรามการทุจริตวินิจฉัยว่าจะสั่งฟ้องได้หรือไม่จากกระบวนการสอบสวนที่ไม่ชอบตั้งแต่แรก

ผู้สื่อข่าวถามว่า สภาพจิตใจของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ในตอนนี้เป็นอย่างไร 

นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่าตัวพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีสภาพจิตใจเป็นอย่างไร เพราะเท่าที่ได้เจอกันก็ยังพูดคุยปกติ แต่ที่ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพราะเคยพูดเอาไว้แล้วว่าไม่อยากนำเรื่องกระบวนการผ่านสื่อ และขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของทนายความ อยากให้เป็นเรื่องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายไปดีกว่า ซึ่งพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ไม่ได้กลัวการพิจารณาแต่กลัวการพิจารณาที่ไม่ชอบ ส่วนที่เดินทางเข้ามายื่นก่อนหน้านี้เพราะตั้งข้อสังเกตุว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบ และตนยืนยันว่าที่ก่อนหน้านี้ได้ยื่นฟ้องไปไม่ได้เป็นการยื่นเพื่อถ่วงเวลา ขอให้ผู้มีอำนาจหรือได้พิจารณาได้ดูเพราะมีตั้งแต่ความเห็นของกฤษฎีกา และความเห็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ตอนนี้ตนเกรงว่ากระบวนการพิจารณาจะเกิดการลักลั่นจึงเข้ามานำเรียนเพื่อไม่ให้การดำเนินการขัดกับรัฐธรรมนูญไม่งั้นก็จะเป็นปัญหาในอนาคต เป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ด้วย หลังจากนี้จะมีการพิจราณาไปทิศทางไหนสุดท้ายผลอยู่ที่คำพิพากษา อาจจะเป็นที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือถ้าคณะผู้ไต่สวนอิสระมองว่าไม่มีมูลก็จบเรื่อง แต่ถ้าไม่จบก็จะเสนออัยการสูงสุดเพื่อนำเสนอกลับมายังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง