"นายกฯ ประเมินต่ำ นานวันสงครามยิ่งบานปลาย วิกฤตน้ำมันเข้าขั้นขาดแคลน ซ้ำแถมราคาแพง ความจริงวันนี้ไม่มีน้ำมันเข้าประเทศ ช่องแคบฮอร์มุซยังปิดตาย ไทยส่อเข้ากลียุค แนะยืนด้วยอธิปไตยตัวเอง อย่าผูกติดสหรัฐ เปิดเจรจากับอิหร่าน"
เมื่อ 6 เม.ย. 2569 นายนิติธร ล้ำเหลือ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ รายการประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า ไทยกำลังเผชิญหน้าวิกฤตขาดแคลนน้ำมันอย่างจริงจัง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ แถลงข่าวยอมรับความจริงในสิ่งนี้เป็นครั้งแรก
ภายหลัง นายกฯ นำ ครม.ถวายสัตย์ฯ กับในหลวง และประชุมนัดพิเศษ เพื่อประเมินปัญหาน้ำมันราคาแพง แต่ที่สำคัญคือ ไทยไม่ได้เตรียมหาน้ำมันนำเข้าได้ เพราะสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยังไม่ยุติ
อย่างไรก็ตาม การแถลงข่าวของนายกฯ มีขึ้นขณะที่ผลโพลล์รายงานว่า ประชาชนให้ความเชื่อมั่นน้อยมากกับรัฐบาลและรัฐมนตรีมีภาพลักษณ์ความหวัง ซึ่งเรียกว่าความเชื่อมั่นอยู่ในขั้นเปราะบางและถดถอยสู่วิกฤตศรัทธา ดังนั้น การแถลงข่าวของนายกฯ ได้ยอมรับความจริงจึงแสดงว่า เพิ่งตื่นตัวกับปัญหาไม่มีน้ำมันนำเข้ามาเติมของเติมที่ร่อยหรอและอาจอยู่ได้แค่พฤษภาคมนี้เท่านั้น
“หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางบานปลายยิ่งขึ้น การหาน้ำมันของไทยที่ตกลงซื้อจากสหรัฐนั้นยังต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน เหตุนี้การนำเข้าน้ำมันจึงไม่มีความแน่นอน ดังนั้น ที่ผ่านมานายกฯ ไม่ได้บริหารวิกฤตน้ำมันเลย แต่บริหารเพียงปัญหาราคาน้ำมันแพงในไทยเท่านั้น ในที่สุดแนวโน้มจะยกเลิกเงินกองทุนสนับสนุนกำไรให้โรงกลั่น ยิ่งทำให้ราคาลอยตัว และกระทบกับรายได้ประเทศก็ลดน้อยลง”
อีกทั้งกล่าวว่า นายอนุทิน ผูกติดความสัมพันธ์กับสหรัฐ แล้วประเมินสงครามตะวันออกกลางต่ำเกินความเป็นจริง โดยคาดจะยุติเร็ว จึงไม่ได้เตรียมการหาน้ำมันเข้าประเทศ เมื่อสงครามยืดเยื้อออกไป ราคาน้ำมันยิ่งแพงขึ้น และรัฐบาลไม่ได้วางแผนหาน้ำมันใหม่เข้ามา จึงยอมรับความจริงว่า ไทยจะไม่มีน้ำมัน ดังนั้นจึงอยู่ที่ประชาชนจะจัดการอย่างไร เมื่อฝากชะตากรรมไว้กับรัฐบาลไม่ได้แล้ว
นายนิติธร กล่าวว่า สิ่งที่นายกฯ ควรทำขณะนี้ คือกล้าใช้อธิปไตยของตัวเอง ซึ่งจะทำให้ไทยไปรอดได้ในการแสวงหาน้ำมัน อีกอย่างสถานการณ์แย่ที่สุดขณะนี้ เป็นเพราะโลกเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงการจับขั้วอำนาจใหม่ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ การค้าขาย และระบบการเงิน จะเกิดขึ้น ส่วนไทยยังหลับหูหลับตาเกาะติดอเมริกา โดยไม่สนแนวโน้มโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ส่วนการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านนั้น หากเป็นไปได้จริงสหรัฐคงไม่ข่มขู่อิหร่านอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การเจรจาจึงมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้แต่ข่มขู่แล้วยื่นขยายเวลาสงครามออกไปอีก 48 ชม. แสดงถึงไม่ได้รับการตอบรับเจรจาจากอิหร่านเลย
ถึงที่สุดแล้ว การเจรจายุติสงครามอยู่ที่อิหร่านต้องเป็นฝ่ายเริ่มขึ้นเท่านั้น โดยไม่เปิดเจรจาแบบผู้เพลี่ยงพล้ำหรือตกเป็นรองทางสงคราม แต่สหรัฐต้องยอมถอนฐานทัพออกจากประเทศอ่าวเปอร์เซีย และชดใช้ค่าสงครามให้กับอิหร่านที่ถูกถล่ม
สิ่งสำคัญของสงครามครั้งนี้ อีกด้านหนึ่งอิสราเอลพยายามอพยพผู้คนไปอยู่ประเทศอื่น โดยเป้าหมายแรกไปอยู่ยุโรป แต่ไม่มีการต้อนรับ จึงหันเป้าหมายมาที่ไทย ดังนั้น โอกาสไทยจะถูกกลืนดินแดนและส่อแนวโน้มเกิดความขัดแย้งภายในประเทศจะตามมาจนยากหลีกเลี่ยงได้


