เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายปวีณ แหทอง อายุ 27 ปี อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู จุดเมืองนนท์ ว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.54 น. ของวันที่ 2 มี.ค. 2569 ตนได้รับแจ้งจากสายด่วน 1669 ผ่านศูนย์กู้ชีพโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ให้เข้าช่วยเหลือผู้ป่วยสูงอายุมีอาการหมดสติอยู่ในขั้นวิกฤติ ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซอยติวานนท์ปากเกร็ด 27 อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
นายปวีณ เปิดเผยว่า ขณะนั้นพื้นที่อำเภอปากเกร็ดไม่มีรถกู้ชีพว่าง จึงต้องออกจากจุดพื้นที่แยกติวานนท์เพื่อเข้าไปสนับสนุน เมื่อขับรถมาถึงบริเวณห้าแยกปากเกร็ด หลังจากขึ้นอุโมงค์มาแล้ว พบว่ามีรถเก๋งสีดำคันหนึ่งเบี่ยงจากเลนซ้ายเข้ามาเลนขวา ขณะที่ด้านหน้ารถกู้ภัยของตนมีรถกระบะอยู่หนึ่งคันซึ่งพยายามหลบทางให้ แต่รถเก๋งสีดำคันดังกล่าวกลับขับมาขวางอยู่ด้านหน้ารถกู้ภัย
ตอนนั้นตนเปิดทั้งไฟสัญญาณและเสียงไซเรน พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ผ่านลำโพงขอให้ช่วยหลบซ้าย เพราะมีผู้ป่วยหมดสติรออยู่ แต่รถคันดังกล่าวทำท่าเหมือนจะหลบ ก่อนจะเบรกใส่รถตน อีกทั้งยังพยายามกั๊กไม่ให้เปลี่ยนเลนด้วย ตอนนั้นตนไม่ได้คิดอะไรนอกจากอยากไปถึงผู้ป่วยให้เร็วที่สุด พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไปให้ทันเวลา แต่ก็รู้สึกว่ารถคันนั้นน่าจะตั้งใจไม่หลบทางให้ อย่างไรก็ตาม เมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุพบว่า ผู้ป่วยหญิงอายุ 82 ปี ซึ่งหมดสติอยู่ ได้ถูกนำขึ้นรถกู้ชีพอีกคันหนึ่งแล้ว เจ้าหน้าที่จึงช่วยกันเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ได้ทัน
นายปวีณ กล่าวต่อว่า หากพบเห็นรถพยาบาลหรือรถกู้ภัยเปิดสัญญาณไฟและเสียงไซเรน ขอให้ช่วยหลีกทางให้ เพราะหากไม่มีเหตุฉุกเฉินจริง เจ้าหน้าที่คงไม่จำเป็นต้องเปิดสัญญาณเร่งด่วน แต่ในเคสนี้เป็นเหตุเร่งด่วนที่ต้องรีบให้การช่วยเหลือ “หนึ่งชีวิตก็มีค่า ไม่อยากให้ใครต้องสูญเสียคนที่รักไปเพียงเพราะรถฉุกเฉินไปไม่ทันเวลา”
ด้าน รณณรงค์ แก้วเพ็ชร ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นในด้านกฎหมายเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ตามกฎหมาย พระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 76 กำหนดไว้ชัดเจนว่า เมื่อผู้ขับขี่พบเห็นรถฉุกเฉินที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ โดยเปิดไฟสัญญาณแสงวับวาบหรือมีเสียงไซเรน ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องหลีกทางให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อนทันที หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท
นายรณณรงค์ กล่าวว่า แม้โทษตามกฎหมายจราจรจะดูเหมือนเป็นความผิดเล็กน้อย แต่หากการขับรถแช่เลนขวาหรือขวางทางรถพยาบาลหรือรถกู้ภัยนั้น เป็น “เหตุโดยตรง” ที่ทำให้ผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บในรถฉุกเฉินเสียชีวิต ผู้ขับรถอาจต้องรับผิดทางอาญาได้ โดยอาจเข้าข่ายความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือในบางกรณีหากมีพฤติการณ์ร้ายแรงและมีเจตนาชัดเจน ก็อาจถูกพิจารณาเป็นความผิดฐานกระทำโดยเจตนาเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์และพยานหลักฐานในแต่ละกรณี
นอกจากนี้ นายรณณรงค์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมายยังได้กำหนดเรื่องการขับรถตามหลังรถฉุกเฉินไว้ด้วย โดยผู้ขับขี่ต้องเว้นระยะห่างจากรถฉุกเฉินอย่างน้อย 50 เมตร หากฝ่าฝืนหรือขับตามกระชั้นชิด มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท


