‘
พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล ล่องหนไปพักใหญ่ แต่ก็ไม่แน่ใจว่า จะมีใครคิดถึงเขาอยู่หรือไม่? ระหว่างที่ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศไทย กำลังเผชิญวิกฤติการเมือง เศรษฐกิจ ภาวะสงคราม และน้ำมันราคาแพง
จู่ๆ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ที่ผ่านมา “โจ๊ก” สุรเชชษฐ์ ก็คัมแบค กลับมา โดยปรากฏภาพสวมชุดขาว แบบคนถือศีล ไปร่วมงานล้างป่าช้าเก็บศพไร้ญาติ กับทาง มูลนิธิสูงเนินสงเคราะห์สว่างแสงธรรมธรรมสถาน และเครือข่าย
ภายในสุสานหงษ์นิทราธรรมสถาน จังหวัดนครราชสีมา ว่ากันว่า มีการเก็บศพไร้ญาติ กว่า 800 ศพ แล้วยังพบร่างทารก จำนวน 2 ร่าง ภายในหลุม หมายเลข 179 และ 197 ซึ่งตัวเลขหลุม ทั้ง 2 กุมารนั้น
สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนคนชอบเสี่ยงโชคชาวไทย ได้มากกว่าการไปปรากฎกายของ อดีต รอง ผบ.ตร.ผู้อื้อฉาว เสียอีก
การโผล่หน้า มาออกสื่อ ในฐานะคนใจบุญช่วยงานล้างป่าช้าศพไร้ญาติของ โจ๊ก สุรเชชษฐ์ นั้น ไม่ใช่เรื่องเกินคาดหมายของบรรดาแฟนคลับที่คอยติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าตัวแต่อย่างใด
เพราะพฤติกรรมดังกล่าวเปรียบเสมือนการ “ตีปลาหน้าไซ” เพื่อขยายผลกิจกรรมที่จะทำต่อไป สุดท้ายช่วงเย็นวันเดียวกัน
ปรากฏมีกำหนดการแจ้งหมาย สื่อมวลชนส่งต่อไปตามกรุ๊ปไลน์ ระบุว่า วันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น.พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล มอบหมายทนายความยื่นฟ้อง
พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนรวม 10 นาย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
ในฐานความผิด เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กลั่นแกล้งให้ผู้อื่นรับโทษทางอาญา เก็บกักสำนวนการสอบสวนไว้สอบสวนเองทั้งที่ไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจ
และแจ้งความเท็จต่อศาลกรณีออกหมายจับผู้เสียหาย ในคดี BNK Master โดยมอบอำนาจให้ นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความ เป็นผู้ดำเนินการ
ซึ่งในเบื้องต้นเบื้องต้น ศาลได้รับสำนวนเป็น คดีหมายเลขดำที่ อท.63/2569 และมีกำหนดนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้องในวันที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น.
นายสัญญาภัชระ ยังฝากข้อความของลูกความตัวเอง ไปบอกชุดพนักงานสอบสวนด้วยว่า “การจะดำเนินการใดๆ ขอให้ทำตามกรอบของกฎหมาย อย่าล้ำออกนอกกรอบอำนาจของตนเอง เพราะหากวินิจฉัยเกินขอบเขต จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไป”
ขณะที่ในวันเดียวกัน (30 มี.ค.) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ได้แถลงถึงข้อเท็จจริงที่เสมือนเป็นการตบหน้า โจ๊ก สุรเชษฐ์ กับทนายความฉาดใหญ่
โดย โฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.ระบุว่า ตามที่พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญามายังสำนักงาน ป.ป.ช. จำนวน 3 สำนวน ได้แก่
1.กรณีพนักงานสอบสวนตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 593/2566 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2566 ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 724/2566 กล่าวหาร้องเรียน พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย กับพวก ซึ่งภายหลังได้นำมารวมพิจารณากับเรื่องกล่าวหาร้องเรียน พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล กับพวก
2.กรณีพนักงานสอบสวนตามคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ 58/2567 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 391/2566 กล่าวหาร้องเรียน พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล กับพวก
และ 3.กรณีพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ส่งเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล นั้น
สำนักงาน ป.ป.ช. ขอแถลงว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 32/2569 วันนี้ (30 มี.ค.) ได้มีมติให้ส่งเรื่องกล่าวหา ทั้ง 3 เรื่องดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
เนื่องจากเป็นข้อกล่าวหาที่พนักงานสอบสวน ได้ดำเนินการสอบสวนความผิดไปแล้ว และลักษณะคดีมีความเกี่ยวพันกันในความผิดหลายฐาน ทั้งที่เป็นความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.และไม่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
โดยมีการขยายผลความผิดจากการกระทำของบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งลักษณะของคดีตามที่มีการกล่าวหาเกี่ยวพันกันและคดีมีความคืบหน้าไปพอสมควร ประกอบกับข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์แห่งคดีมีข้อเท็จจริง เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
ลักษณะของคดีตามที่มีการกล่าวหาพนักงานสอบสวนจะต้องไปสอบสวน ขยายผลให้ปรากฏถึงตัวบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด โดยหากมอบหมายให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีจะเป็นผลดีต่อการอำนวยความยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ตามมาตรา 61 วรรคสอง และมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ประกอบระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าด้วยการตรวจสอบและไต่สวน พ.ศ. 2561
หากพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนขยายผลและพบเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ในการยุติธรรม ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพิ่มเติม
ก็ให้พิจารณาดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และรายงานให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาตามกฎหมาย
สรุปได้ว่า รูปแบบการแถ ดิ้นรนหนีตาย ฮึดเฮือกสุดท้าย ของ โจ๊ก สุรเชชษฐ์ ที่มอบหมายให้ทีมทนายความ ไปฟ้อง พนักงานสืบสวนสอบสวนรวม 10 นาย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
ก็ยังวนอยู่ในลูปเดิมๆ ให้วิธีการชงเอง ฟาดเอง กินเอง แบบเดิมๆ ทั้งที่ตัวเอง ก็ย่อมรู้ดี แต่ติดที่ยังเพียรพยายาม ดำเนินกรรมวิธีดึงเรื่องแก้เกี้ยว
ที่ผ่านมาทุกฝ่ายล้วนทราบดีว่า ตำรวจชุดคลี่คลายคดีทำตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายจาก ป.ป.ช. ทำคดีทั้งที่อยู่ในอำนาจ ป.ป.ช. และไม่ได้อยู่ในอำนาจ ป.ป.ช.โดยมีหนังสือโต้ตอบ รองรับในอำนาจนั้นตลอดกระบวนการสอบสวน
สิ่งที่ยืนยันในอำนาจ ว่า พนักงานสอบสวน ชุดคลี่คลายคดีสามารถทำตามกฎหมายต่อได้คือ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้ออกหมายจับ นายสุรสิทธิ์ แพเกิด กับพวกรวมอีก 2 คน ไปแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็น ว่า ศาลรับรองถึงอำนาจในการสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ส่วนเรื่องการออกหมายจับต่อศาลอาญาที่ทำให้ อดีต รอง ผบ.ตร.ต้องตกจากเก้าอี้ ออกจากราชการก็เพราะคดีไม่ได้เกี่ยวกับการใช้ตำแหน่งหน้าที่ เจ้าตัวถูกกล่าวหาว่า ทำผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
แต่เมื่อเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทำผิดในข้อหานี้ จึงถูกดำเนินคดี ในโทษที่หนักขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่รัฐจะรู้ดีว่าอะไรผิด อะไรถูก แต่ยังทำไม่รู้ผิดชอบชั่วดี จึงต้องมีมาตราที่ต้องรับโทษหนักขึ้นกว่าประชาชนทั่วไป
แม้ โจ๊ก สุรเชชษฐ์ จะเคยยื่นขอให้ศาลอาญา พิจารณาคำร้องต่างๆ ที่ยื่นคัดค้านในการออกหมายจับ แต่ศาลท่านก็ออกหมายจับให้ตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนได้นำเสนอ
การที่เจ้าตัว มอบหมายให้ทนายความ ไปข้อหาแจ้งความเท็จเกี่ยวกับคดีอาญาแก่พนักงานสอบสวนหรือผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ว่าได้มีการกระทำความผิด เพื่อกลั่นแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น
ประเด็นนี้หลายฝ่าย เชื่อว่า สิ่งที่เท็จคือความเห็น ที่ผิดแปลก แตกต่างจาก สิ่งที่ โจ๊ก สุรเชชษฐ์ กับทางทนายความ ตั้งธงเอาเองไว้มากกว่า
ดังนั้น นอกจาก เลขหลุมศพ ร่างกุมาร 2 ศพ คือ 179 และ 197 ที่คนไทยฮือฮา พากันเอามาเสี่ยงวัดดวงกัน ยังมีกำหนดการนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้องในวันที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น.ตามคดีหมายเลขดำที่ อท.63/2569
ที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เพิ่งมอบหมายทนายความไปยื่นฟ้องตำรวจชุดทำคดี ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเอาไว้
ก็อยากให้ให้ลองเสี่ยงทายกันเล่นๆ ว่า ผลลัพธ์จะออกมารูปแบบใด ในเมื่อ ป.ป.ช.ก็เพิ่งส่งดาบให้พนักงานสอบสวนมาในเวลาเดียวกัน.


