xs
xsm
sm
md
lg

"ทนายอนันต์ชัย" แจ้งจับ "พระคึกฤทธิ์" พร้อมพวก 32 คน ทุจริตเงินวัด 134 ล้าน-"บิ๊กเต่า"รับลูกเร่งสอบสวนเอาผิด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



"ทนายอนันต์ชัย" ร้อง ปปป.ดำเนินคดี "พระคึกฤทธิ์"พร้อมพวกรวม 32 คน ปมเงินวัด 134 ล้าน พบพิรุธเปิดบัญชีสั่งจ่ายไร้ชื่อไวยาวัจกร ด้าน"บิ๊กเต่า" รับเรื่องเร่งดำเนินการตรวจสอบ ยันให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายก่อนนัดถกสรุปทิศทางคดีต้นสัปดาห์หน้า


วันนี้ (27 มี.ค.)ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม และดร.ประยุทธ ประเทศเสนา รอง ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม หรือ มหาหมี พร้อมคณะ ได้เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เพื่อยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษพระดังเมืองปทุมกับพวก 32 คน ปมเงิน 134 ล้านบาท หลังจากเมื่อวันที่ 25 มี.ค.69 พระดังเมืองปทุม แอบมารับทราบข้อกล่าวหากับตำรวจ ปปป.

ดร.ประยุทธ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากท่านประธานมูลนิธิให้มาปูพื้นเกี่ยวกับเรื่องการใช้เงินวัดและอำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาสที่เกี่ยวข้องการใช้เงินวัด ตามหลักการที่ปรากฏในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ปี 05 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 ปี 2535 ระบุไว้ในมาตรา 36 ว่า วัดหนึ่งต้องมีเจ้าอาวาสรูปหนึ่ง เพราะฉะนั้นเจ้าอาวาสจึงเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในการบริหารจัดการวัด และในมาตรา 31 บอกว่า วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล พอเป็นนิติบุคคลแล้วต้องมีผู้จัดการ ซึ่งในวรรค 3 บอกชัดว่า เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนในกิจการทั่วไปของวัด ส่วนการจัดการดูแลศาสนสมบัติของวัด เรื่องเงินหรือผลประโยชน์วัด ระบุไว้ในมาตรา 37 อนุ 1 หน้าที่ของเจ้าอาวาสคือบำรุงรักษาวัด และจัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี เมื่อมีผลประโยชน์หรือมีเงินทองเข้ามา คนที่ดูแลคือเจ้าอาวาสต้องนำเงินมาเพื่อบำรุงรักษาวัดและจัดกิจการของวัดเท่านั้น สำหรับมาตรา 40 อนุ 2 ระบุว่าในการจัดศาสนสมบัติของวัด ให้เป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคม หรือกฎกระทรวงตามที่ มส. หรือหน่วยงานรัฐกำหนด ซึ่งอดีตจนถึงปัจจุบันมีกฎกระทรวง 2 ฉบับ คือฉบับที่ 2 พ.ศ. 2511 ข้อที่ 5 ระบุว่าการเก็บรักษาเงินวัดในส่วนที่เกิน 3,000 บาท ให้เก็บรักษาฝากไว้ที่กรมการศาสนาเดิมหรือฝากธนาคาร และต้องฝากในนามของวัด

ดร.ประยุทธกล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีกฎกระทรวงฉบับใหม่ที่ใช้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2564 เรียกว่า กฎกระทรวงการดูแลจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 สาระสำคัญในข้อ 7 ระบุว่าการเก็บรักษาเงินของวัดในส่วนที่เกิน 1 แสนบาท ให้ฝากไว้ในบัญชีธนาคารในนามวัด ซึ่งสอดรับกับมติมหาเถรสมาคม 495/2568 ที่ล็อกไว้เลยว่าในการฝากบัญชีวัด ต้องเขียนว่าเงินของวัด ห้ามระบุว่า "โดย" เจ้าอาวาสคนนั้นคนนี้ และในวรรคสองระบุชัดว่าการจัดการเงินบริจาคต้องเป็นไปตามความประสงค์ของผู้บริจาค จะเอาไปใช้จ่ายอย่างอื่นหรือหยิบยืมไม่ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ มาตรา 45 เจ้าอาวาสคือพระสังฆาธิการ และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา หากปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามกฎกระทรวงหรือมติ มส. จะมีความผิดมูลฐานที่เกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานประมาณ 19-21 มาตรา โดยอำนาจสั่งจ่ายเงินวัดตามมติ มส. ล่าสุดต้องมีเจ้าอาวาสร่วมกับไวยาวัจกร และบุคคลที่เชื่อใจ รวม 3 ใน 5 หากไม่ทำตามมีความผิด

ด้าน นายอนันต์ชัย กล่าวว่า จากการนำสืบแผนผังการเงินของวัดนาป่าพง ธนาคารไทยพาณิชย์ ตั้งแต่ 7 พ.ย. 66 จนถึง 16 พ.ย. 68 พบเงินที่รับบริจาคประมาณ 135,460,678.08 บาท จากการโอนรวม 900,802 ครั้ง ซึ่งเป็นเงินที่ประชาชนบริจาคเข้ามาบัญชีออมทรัพย์ในนามวัดนาป่าพง แต่มีเพียงพระคึกฤทธิ์และพระมาร์คเป็นคนสั่งจ่าย โดยไม่มีไวยาวัจกร นอกจากนี้ยังมีบัญชีมูลนิธิพุทธโฆษณ์อีก 45,949,320.57 บาท และบัญชีวัดนาป่าพงอีกบัญชี 2,926,000 บาท วันนี้มูลนิธิธรรมลักษณ์จึงมาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษทั้งหมด 32 คน ในข้อหาตามมาตรา 147, 157, รับของโจร และฟอกเงิน รวมถึงประเด็นที่กฎมหาเถรสมาคมปัจจุบันห้ามเทรดหุ้นและเทรดทองด้วย

นายอนันต์ชัย กล่าวถึงความคืบหน้าทางคดีว่า นี่เป็นคดีที่สองที่ตนดำเนินการ คดีแรกคือเรื่องเงินโบนัส ซึ่งทราบข่าวว่าพระคึกฤทธิ์กับพวกมารับทราบชี้แจงข้อเท็จจริงและมีการปล่อยตัวไปโดยไม่มีการจับกุมหรือประกันตัว ในมุมมองนักกฎหมายตามมาตรา 134 เมื่อผู้ต้องหาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อกล่าวหา และยังมีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 419/2556 รวมถึงคำสั่งที่ 46/65 ระบุชัดเจน ในมุมมองของตน ณ เวลานี้สามารถออกหมายจับได้ เพราะยังไม่ได้มีการประกันตัวหรือทราบข้อกล่าวหาตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น ซึ่งหากไม่จับอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทาง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ให้เวลา 7 วัน ก็ต้องรอดูผลกันต่อไป

ส่วน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ทางทนายอนันต์ชัยมีความประสงค์ที่จะเข้าพบและระบุว่ามีหลักฐานเพิ่มเติมมาส่งมอบให้ ซึ่งตนได้แจ้งไปว่าให้รอประชุมร่วมกับผู้กำกับการที่รับผิดชอบสำนวนคดีและท่านผู้บังคับการอีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่าเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่นำมาเพิ่มเหล่านั้นจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปอย่างไร โดยยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะพยายามทำสำนวนคดีนี้ให้มีความรัดกุมและละเอียดรอบคอบที่สุด ส่วนประเด็นที่ว่าคดีจะบานปลายไปถึงขั้นการออกหมายจับ หรือเป็นคดีที่มีความเหลื่อมล้ำหรือไม่นั้น ในขณะนี้ยังไม่อยากระบุไปถึงขั้นนั้น เนื่องจากต้องพิจารณาข้อกฎหมายหลายส่วนประกอบกัน เมื่อทางพระคึกฤทธิ์ได้เดินทางเข้ามาแสดงตัวต่อพนักงานสอบสวนแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาว่าสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง เนื่องจากคดีนี้มีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายหลายกรรม หลายบท และเกิดขึ้นในหลายช่วงเวลา จึงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการตัดสินใจตามขั้นตอนกฎหมาย

" ขอยืนยันว่าการดำเนินการต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งตัวท่านคึกฤทธิ์และฝ่ายผู้ที่มาร้องเรียน โดยต้องพิจารณาจากข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นหลัก ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม ในฐานะเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเหมาะสม ไม่ให้ล่าช้าหรือรวบรัดจนเกินไป หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีความผิดจริงก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย แต่หากไม่ผิดก็ต้องยกประโยชน์ให้ท่านไป" รอง ผบช.ก.กล่าว

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวอีกว่าสำหรับเรื่องการส่งเอกสารคำชี้แจงนั้น ทางตำรวจได้กำชับไปทางท่านคึกฤทธิ์ว่าควรดำเนินการให้รวดเร็วกว่าเดิม เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการนัดหมายระยะเวลานานเกือบ 2 เดือน ซึ่งจากการหารือกับฝ่ายสืบสวนเห็นว่าเป็นการทอดเวลาที่นานเกินไป ตนจึงได้สั่งการให้ปรับลดเหลือเพียง 7 วัน เนื่องจากเชื่อว่าหลักฐานและข้อมูลต่างๆ มีการจัดเตรียมไว้แล้ว ไม่ใช่การเริ่มจัดทำใหม่ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้ประสานงานไปแล้วว่าให้ส่งคำชี้แจงกลับมาภายใน 7 วัน ส่วนจะเป็นวันใดนั้นต้องรอดูภายในสัปดาห์หน้า โดยคาดว่าในช่วงต้นสัปดาห์หน้าจะมีการเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อสรุปทิศทางของคดี เนื่องจากมีการร้องทุกข์กล่าวโทษในหลายประเด็น ทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ และเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2555-2568 ซึ่งมีความเกี่ยวพันกันและเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ จึงต้องขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่สุด