"เมธา มาสขาว" เลขาธิการ ครป. เผย บริษัทน้ำมันของไทย ไม่ควรกักตุนน้ำมัน เพราะได้กำไรมหาศาล เมื่อปรับขึ้นราคาน้ำมัน ผิดหวังนักการเมืองอาจจะถอนทุนอย่างเลือดเย็น บนความเดือดร้อนของประชาชน แนะรัฐควรตั้งราคาเอง เลิกอ้างอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์ อีกทั้งไม่ควรปล่อยให้รัฐวิสาหกิจ ไปเป็นของนายทุน
วันนี้ (26 มี.ค.) นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์เรื่องการปรับขึ้นราคาน้ำมัน ว่า คนไทยใช้น้ำมันรวมประมาณวันละ 140 ล้านลิตร ถ้าหากบริษัทน้ำมันของไทย ขายน้ำมันเก่าที่กักตุนไว้นานแล้ว ก่อนปล่อยราคาขึ้นตามกลไกตลาดโลก ปตท.ขายน้ำมันวันละประมาณ 70 ล้านลิตร จะได้กำไรทันทีวันละ 420 ล้านบาท ปั๊ม PT ของท่านรองนายกรัฐมนตรี ขายน้ำมันวันละประมาณ 18 ล้านลิตร จะได้กำไรทันทีวันละ 108 ล้านบาท 10 วันก็พันล้านแล้ว ถ้าเป็นเรื่องจริงเป็นการถอนทุนอย่างเลือดเย็นจากการเลือกตั้งที่เร็วมากที่สุดบนความเดือดร้อนของประชาชนทั่วประเทศ
ประเทศไทยมีโรงกลั่นทั่วประเทศเป็นของรัฐส่วนใหญ่และกลั่นน้ำมันได้เกินความเพียงพอภายในประเทศ ทั้งยังแบ่งส่งขายประเทศเพื่อนบ้านได้ แต่ยังคงต้องพึ่งการนำเข้าน้ำมันดิบ เพราะผลิตเองได้เพียง 10-15% ของความต้องการใช้ทั้งหมด ที่เหลือเรานำเข้าจากตะวันออกกลางกว่า 60% สหรัฐอเมริกา 15-20% มาเลเซีย, อินโดนีเซียและออสเตรเลีย ประมาณ 10-15%
ที่ผ่านมา 15 วัน รัฐบาลไทยได้ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปเป็นจำนวนมหาศาลเกือบ 4 หมื่นล้านบาทเพื่อรับมือกับวิกฤตราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากการสู้รบในตะวันออกกลาง
นอกจากการแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงและน้ำมันขาดแคลนเฉพาะหน้าด้วยการลดมาตรการทางภาษีแล้ว รัฐบาลไทยควรปรับโครงสร้างพลังงานไทยเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว แม้โรงกลั่นน้ำมันเกือบทั้งหมดเป็นของรัฐวิสาหกิจยกเว้น สตาร์ปิโตรเลียม (SPRC) ของเชฟร่อน ดังนั้น น่าจะควบคุมราคาน้ำมันสำหรับคนไทยภายในประเทศได้ โดยการปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น เลิกอ้างอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์
แต่ในระยะยาว พลังงานน้ำมันและไฟฟ้า เป็นความมั่นคงของประเทศที่รัฐจะต้องถือครอง ไม่ปล่อยให้นายทุนเอกชนหาผลประโยชน์ตามกลไกตลาดได้อย่างเสรี เนื่องจากมีอำนาจตามกฎหมายของรัฐที่จะจัดการความมั่นคงทางเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศ
ขณะที่ ปตท.กำไรเป็นแสนล้านบาทต่อปี ทำไมไม่ยกกำไรนั้นคืนพี่น้องประชาชนไทย โดยการออกกฎหมายยึดคืน ปตท.กลับมาเป็นของรัฐ 100% เพื่อแก้ปัญหาความผิดพลาดในอดีต
รวมถึงสั่งการให้ กฟผ.กลับมาผลิตไฟฟ้า 100% เพื่อสำรองการใช้ภายในประเทศอย่างมั่นคงโดยไม่ต้องให้ กฟผ.ไปซื้อจากเอกชนแล้วเอาเงินของรัฐ จากกระเป๋าพี่น้องประชาชน ไปประเคนให้นายทุนโรงไฟฟ้า ทั้งที่รัฐมีศักยภาพผลิตเองได้ สามารถขายราคาถูกให้กับคนไทยและหน่วยงานราชการได้ทันที แต่หรือเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน?
ข้อเสนอเบื้องต้นเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำมันขาดแคลนและราคาแพง
1. ลดภาษีสรรพสามิตลง
2. เก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นในช่วงวิกฤต เพื่อนำเงินมาสมทบกองทุนน้ำมัน
3. ปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น เลิกอ้างอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์ (Import Parity) สำหรับน้ำมันที่ผลิตและกลั่นในไทย เพื่อลด "ค่าใช้จ่ายสมมติ" เช่น ค่าขนส่งและค่าประกันภัยจากต่างประเทศ
4. การจัดหาแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) เจรจาซื้อน้ำมันราคาพิเศษจากประเทศผู้ผลิตโดยตรงโดยไม่ผ่านคนกลาง เช่น การสั่งซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย
ข้อเสนอระยะยาว
1. ออกกฎหมายยึดคืน ปตท.กลับมาเป็นของรัฐ 100% ซึ่งสามารถควบคุมกำกับดูแลโรงกลั่นได้ทั้ง 6 แห่งแบบเบ็ดเสร็จ
2. ออกคำสั่งให้ กฟผ.ผลิตไฟฟ้าเต็มกำลัง 100% และยุติการสั่งซื้อไฟฟ้าจากเอกชน (ให้เอกชนขายเอกชนด้วยกันเอง) เท่านั้น ประเทศก็มั่นคง ประชาชนก็มั่งคั่งแล้ว


