รอง ผบ.ตร.เผย รวบแล้วคนร้ายชิงทรัพย์ร้านทองที่นครปฐม ของกลางทองคำน้ำหนัก 46 บาท มูลค่า 3.68 ล้าน ยังอยู่ครบ ย้ำคดีชิงทองโทษหนัก ตำรวจตามจับได้ทุกราย
วันนี้ (14 มี.ค.) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม เปิดเผยว่า จากเหตุปล้นร้านทองในห้างสรรพสินค้า อ.เมือง จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 19.30 น. โดยชุดสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 7 ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม และสภ.เมืองนครปฐม จำนวนกว่า 100 นาย สืบสวนติดตามจับกุมตัวนายสมชาย ได้ในพื้นที่ ต.หลักสาม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร พร้อมของกลาง สร้อยคอทองคำรูปพรรณ น้ำหนัก 2 บาท จำนวน 23 เส้น น้ำหนักรวม 46 บาท มูลค่า 3,680,000 บาท, อาวุธปืนแบลงก์กัน จำนวน 1 กระบอก, รถจักรยานยนต์ และเสื้อผ้าที่ใช้ก่อเหตุ โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ากระทำผิดจริง ซึ่งในคดีนี้ทางทีมผู้บริหารระดับสูงประกอบด้วย พล.ต.อ.ธนา ชูวงษ์ รอง ผบ.ตร.(ดูแลงานสืบสวน), พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 และนายตำรวจที่เกี่ยวได้เข้ามากำกับดูแลอย่างใกล้ชิด
พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า เหตุการณ์ชิงทรัพย์ร้านทองตั้งแต่ต้นปีทั่วประเทศมีจำนวน 4 คดี ซึ่งทุกคดีทางฝ่ายสืบสวนสามารถจับกุมได้ทุกคดี อย่างไรก็ตาม แนวทางที่ พล.ต.อ.กิตต์รัฐ พันธ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำให้ทำให้ได้ คือการป้องกันไม่ให้เหตุเกิดแต่แรก โดยต้องมุ่งเน้นไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นคือร้านทอง
จากฐานข้อมูลของงานป้องกันปราบปรามพบว่า ร้านทองทั่วประเทศประมาณ 10% ยังไม่ปฏิบัติ
ในด้านการรักษาความปลอดภัยขั้นต่ำที่ทางตำรวจได้ให้คำแนะนำ เช่น การสร้างฉากกั้นใสระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ การใช้กระจกนิรภัยในตู้โชว์ทอง เวลาปิดเปิด เป็นต้น โดยร้านค้าทองที่ถูกชิงทรัพย์ที่ผ่านมาทั้งหมดพบว่าเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยที่ตำรวจแนะนำ
นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า การสูญเสียทองคำไม่เท่ากับการสูญเสียชีวิตหรือบาดเจ็บของพนักงานร้านทอง หรือประชาชน เยาวชน ผู้บริสุทธิ์ ที่อยู่ในบริเวณนั้นในช่วงที่เกิดเหตุ ซึ่งคนร้ายอาจใช้อาวุธปืนยิงใส่ เพื่อสร้างความหวาดกลัว ไม่ให้ต่อสู้ หรือช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการจับกุม อีกทั้งตำรวจต้องใช้กำลังพลและภาษีงบประมาณจำนวนมาก ซึ่งอาจจะสูงถึงหลักแสนหรือหลักล้านบาทในการติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี สร้างความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจและงบประมาณของประเทศโดยไม่จำเป็น
"ในสัปดาห์หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเชิญประชุมหารือร่วมกันกับผู้แทนร้านทองทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนผลักดันให้ร้านทองที่เหลืออยู่อีก 10% มีมาตรฐานความปลอดภัยตามที่ทางตำรวจให้คำแนะนำ รวมทั้งการนำระบบ IBOC ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นระบบ AI มาเชื่อมต่อกับกล้องของร้านค้าทองทั่วประเทศ เพื่อใช้ในการติดตามพฤติกรรมต้องสงสัย การช่วยเหลือระงับเหตุได้ทันท่วงที และยังสามารถใช้ในการติดตามจับกุมคนร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ"รอง ผบ.ตร.กล่าว
พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวด้วยว่า การสร้างสังคมที่ปลอดภัย มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อความผาสุกของประชาชน และเยาวชนของไทย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยว และการเข้ามาลงทุนของคนต่างชาติในประเทศไทยซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้วางไว้ ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่ผ่านมาได้ทำงานหนักมาอย่างต่อเนื่อง ในการสร้างสังคมที่ปลอดภัย น่าเที่ยว น่าอยู่ ให้ดียิ่งขึ้น ต่อไป


