เปิดเหตุผล ศาลฎีกายกฟ้อง กกต. ไม่ต้องชดใช้ 70 ล้าน คดีแจกใบส้ม “สุรพล”อดีตสส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ชี้ กกต.มีอำนาจตามกฎหมาย หลังพบเหตุสงสัย
วันนี้ (10 มี.ค.) ที่ศาลจังหวัดฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่ นายสุรพล เกียรติไชยากร อดีต สส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยขณะนั้น ได้ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในข้อหาละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่
อ้างว่าการที่ กกต.มีคำสั่งให้ใบส้มในระหว่างการเลือกตั้ง สส.เชียงใหม่ ในขณะนั้นเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชื่อเสียง สิทธิทางการเมือง รวมถึงโอกาสทางการเมือง จึงยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 70 ล้านบาท
สำหรับคดีดังกล่าวเกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2562 นายสุรพล ชนะการเลือกตั้งเขต 8 จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยคะแนน 52,165 คะแนน ทิ้งห่างอันดับสองกว่า 25,000 คะแนน แต่ถูก กกต.แจกใบส้ม สั่งตัดสิทธิจากเหตุถูกร้องกรณีการใส่ซองถวายปัจจัยทำบุญวันเกิดจำนวน 2,000 บาท
ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งวินิจฉัยชัดเจนว่านายสุรพลไม่มีความผิดและเป็นการทำตามประเพณี นายสุรพลเห็นว่า คำสั่งแจกใบส้มของกกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง รวมถึงสิทธิทางการเมือง จึงยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก กกต.เป็นเงินรวมดอกเบี้ยราว 70 ล้านบาท
โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้กกต.ขดใช้ตามฟ้อง
ต่อมาในชั้นอุทธรณ์ศาลได้พิพากษายืน แต่ให้ลดค่าชดเชยเหลือ 56 ล้านบาทรวมดอกเบี้ยยอดรวม 62 ล้านบาท
โดยศาลฎีกามีปัญหาวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญฯมาตรา 224 บัญญัติว่า "ให้กกต.มีหน้าที่ และอำนาจดังต่อไปนี้... (2) ควบคุมดูแลการเลือกตั้งและการเลือกตามข้อ1ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และควบคุมดูแลการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อการนี้ ให้มีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวนได้ตามที่จำเป็นหรือที่เห็นสมควร (3) เมื่อผลการสืบสวนหรือไต่สวนตามข้อ2 หรือเมื่อพบเห็นการกระทำที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งหรือการเลือกตามข้อ1 มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือการออกเสียงประชามติเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ให้มีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการเลือกตั้งหรือการเลือก หรือการออกเสียงประชามติ และสั่งให้ดำเนินการเลือก หรือออกเสียงประชามติใหม่ในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วย หรือทุกหน่วย (4) สั่งระงับ
การใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกตามข้อ1 ไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระเวลาไม่เกินหนึ่งปี เมื่อมีหลักฐานอันควรใช้วังผู้นั้นกระทำการะทำการหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ที่มีลักษณะเป็นการทุจริต หรือทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม"
มาตรา 225วรรคหนึ่ง บัญญัตว่า"ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งหรือการเลือก ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งหรือ การเลือกนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต.มีอำนาจ สั่งให้มีการเลือกตั้งหรือการเลือกใหม่ในหน่วยเลือกตั้งหรือเขตเลือกตั้งนั้น ถ้าผู้กระทำการนั้น เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้ครรับเลือก แล้วแต่กรณี หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้ กกต.สั่งระรับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของให้นั้นไว้ชั่วคราวตาม มาตรา 224 (4)"
และมาตรา 226วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อมีการดำเนินการตามมาตรา 225 หรือภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้งหรือการเลือกตั้งเเล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกผู้ใดกระทำการทุจริตในการเลือกตั้งหรือการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งพิกถอนสิทธิสมัครับเรียกตั้ง หรือเพื่อ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น"
ซึ่ง พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 61 ก็ได้บัญญัติสอดรับกับรัฐธรรมนูญไว้ใน มาตรา 137มาตรา 132 เเละมาตรา 138 โดยใช้คำว่า "มีเหตุอันควรสงสัย" และ "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้
เช่นเดียวกัน
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นข้อยุติข้างต้นว่า วันที่ 14 ก.พ.2562 เวลา15.00 น. มีงานทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีที่หมู่บ้านกู่ฮ้อสามัคคี เพื่อสมทุนจัดซื้อเครื่องแบบชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ชรบ.) ภายหลังพิธีการทางสงฆ์ โจทก์ไปที่หอประชุมบ้านกู่ฮ้อสามัคคี โจทก์ถวายเงิน 2 พันบาท บรรจุในซอง นาฬิกา 1 เรือน บรรจุในกล่องกระดาษสีน้ำตาลแก่พระปลัดสาม ฐานวโร หรือพระครูถาวรวรคุณ ประธานฝ่ายสงฆ์ในการทอดผ้าป่าสามัคคี ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติดังกล่าวนับได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัยและมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำอันทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
เมื่อไม่ปรากฎว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2-7 ซึ่งเป็น กกต.มีสาเหตุโกรธเคืองกัน หรือมีเหตุที่จำเลยที่ 2-7 จะกลั่นแกล้งใส่ร้ายปรักปรำโจทก์
พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่2-7 ร่วมประชุมและลงมติซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง
เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2-12 ปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง


