แม่เข้าร้องขอความช่วยเหลือกับทีมงานเพจสายไหมต้องรอด ลูกสาวขี่ จยย.ล้มหมดสติ เจ้าหน้าที่กู้ภัยถึงที่เกิดเหตุไม่พบบาดแผลและได้กลิ่นสุรา จึงนำตัวส่ง สน. สุดท้ายเสียชีวิต
วันนี้ (9 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา นางสมาภรณ์ ป้องคำลา อายุ 52 ปี แม่ค้าขายอาหารตามสั่ง ย่านสะพานควาย และ นายณัฐภัทร เกลี้ยงเกลา 23 ปี อาชีพขี่แกร็บ ซึ่งเป็นแม่และแฟนหนุ่ม น.ส.วริศรา ป้องคำลา หรือ น้องใบเตย อายุ 23 ปี ผู้เสียชีวิต เดินทางมาร้องขอความช่วยเหลือ นายเอกภพ เรืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ว่า น.ส.วริศรา ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้ม จนช้ำใน แต่กู้ภัยที่มาถึงที่เกิดเหตุกลับไม่เห็นว่ามีบาดแผลใดๆ และได้กลิ่นสุรา คิดว่าขี่รถจักรยานยนต์ล้มเพราะเมา จึงนำตัวไปส่งตำรวจ ไม่ส่งโรงพยาบาล จนเสียชีวิตกลางสถานีตำรวจ โดยแพทย์ชันสูตรพบว่า ปอดกับตับฉีกขาดและมีเลือดออกในช่องท้อง
นางสมาภรณ์ กล่าวว่า ลูกสาวตนประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 68 เวลาประมาณตี 2 บริเวณปากซอย 43/2 ขี่รถกลับมาจากที่ทำงานเป็นร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านสุขุมวิท กลับเข้าบ้านไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุ เมื่อลูกสาวขี่รถมาถึงจุดเกิดเหตุ ปรากฏว่า มีฝนตกลงมาอย่างหนักและถนนลื่น ทำให้เสียหลักล้มกลางถนน เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิชื่อดังแห่งหนึ่ง รับแจ้งเข้ามาให้การช่วยเหลือ แต่แทนที่จะนำตัวผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาล แต่กลับนำส่ง สน.พหลโยธิน เพราะอ้างว่า ผู้บาดเจ็บไม่มีบาดแผล นอกจากแผลถลอกบนใบหน้า และได้กลิ่นสุรา เชื่อว่า มีอาการมึนเมา
เมื่อมาถึง สน.พหลโยธิน ช่วงเวลาตี 3 แต่กลับไม่รับการดูแลหรือช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เวลาผ่านไปถึงประมาณตี 5 เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ พบว่า ผู้เสียชีวิตมีอาการชักเกร็งและน้ำลายฟูมปาก แจ้งให้กู้ภัยมาปั๊มหัวใจแต่ไม่ทันการ เสียชีวิตเมื่อช่วงเวลา 6 โมงเช้า โดยปรากฏภาพวงจรปิดใน สน. ยืนยันว่า ผู้เสียชีวิตถูกนอนกองทิ้งไว้กับพื้นตั้งแต่ตี 3 ยันรุ่งเช้า
ด้าน นายณัฐภัทร แฟนผู้เสียชีวิต กล่าวว่า คืนวันเกิดเหตุ ตนและแฟนสาวได้ขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยกันคนละคัน โดยขี่จากที่ทำงานของแฟนสาวเป็นร้านอาหารย่านสุขุมวิท กลับมาที่ห้องเช่าย่านลาดพร้าวด้วยกันเป็นปกติทุกวัน แต่ในวันดังกล่าว ตนได้ขี่ล่วงหน้ามาสักพัก พอมาถึงที่หอพัก กลับไม่เห็นแฟนสาว โทร.ไปไม่สามารถติดต่อได้ แจ้งให้เพื่อนช่วยกันตามหา ก่อนที่ในตอนเช้า แม่ของแฟนสาวจะโทร.แจ้งตนว่า แฟนสาวเสียชีวิตแล้ว
พอตนทราบเหตุการณ์ว่า แฟนสาวประสบอุบัติเหตุ แต่กู้ภัยไม่ได้ส่งโรงพยาบาล กลับมาส่งที่ สน. ตนทั้งรู้สึกช็อกและไม่พอใจอย่างมากกับการกระทำของกู้ภัย การที่อ้างว่าแฟนสาวของตนเมานั้น มองว่า ไม่สมเหตุสมผล ยอมรับว่า แฟนสาวอาจจะดื่มมาบ้างตามประสาคนทำงานร้านอาหาร แต่หลังจากที่คุยกันครั้งสุดท้าย ตนไม่ได้กลิ่นสุราออกมาจากแฟนสาวชัดขนาดนั้น และแฟนสาวยังมีสติขี่รถได้ตามปกติ ที่สำคัญ แฟนสาวตนรู้ลิมิตของตัวเองเป็นอย่างดีและจะไม่ดื่มสุราจนเมามาย
การที่กู้ภัยอ้างว่าแฟนสาวของตนเมา เพราะได้กลิ่นเหล้าแล้วมาส่งสถานีตำรวจ เป็นอะไรที่ฟังไม่ขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ตนมาทราบภายหลังว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ไปช่วยเหลือในวันเกิดเหตุ ได้ส่งข้อความในห้องแจ้งเหตุในเชิงเยาะเย้ยแฟนสาวตนว่า “เป็นเพียงแค่เหตุคนเมาแล้วขับ” และมีการกดหัวเราะ 55555 มองว่า เป็นการไม่ให้เกียรติกับคนเจ็บอย่างมาก อีกทั้งตนได้มีโอกาสพูดคุยกับกู้ภัยที่ไปช่วยแฟนสาวผ่านเพื่อนของแฟนสาวที่เป็นกู้ภัยอีกที พวกเขากลับไม่ขอโทษ และยังบอกว่า พวกเขาทำงานกู้ภัยมาเป็น 10-20 กว่าปี โดยปัดความรับผิดชอบ อ้างว่า เป็นตำรวจที่ต้องไปส่งแทน ฟังยังไงก็ฟังไม่ขึ้น คนเป็นกู้ภัยควรต้องส่งผู้ประสบอุบัติเหตุไปที่โรงพยาบาลก่อน ไม่ว่าผู้บาดเจ็บสภาพเป็นอย่างไรก็ตาม
ทั้งนี้ นางสมาภรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนรู้สึกคาใจและติดใจกับการทำหน้าที่ของตำรวจและกู้ภัยอย่างมาก ว่า ทำไมถึงไม่นำลูกสาวไปส่งโรงพยาบาล จากภาพวงจรปิดที่ สน.พหลโยธิน เห็นแล้วว่า ลูกสาวของตนไม่มีสติและเจ็บปวดทรมานกับอาการบาดเจ็บ ถึงขนาดต้องหิ้วปีกเข้ามาที่ สน. โดยไม่มีการใส่ใจหรือเหลียวแลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเลย พอลูกสาวตนมีอาการชักเกร็ง เจ้าหน้าที่ถึงค่อยให้กู้ภัยมาปั๊มหัวใจนานกว่า 1 ชั่วโมง แต่ก็เสียชีวิตแล้ว
โดยผลจากการชันสูตรของแพทย์สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ พบว่า ลูกสาวตนนั้นปอดและตับฉีกขาด รวมทั้งมีเลือดออกในช่องท้องและช่องปอด แสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจขาดวิจารณญาณความรอบคอบในการประเมินอาการของลูกสาวของตนอย่างมาก มองเพียงแค่ว่า ลูกสาวของตนไม่มีบาดแผลจากภายนอกและคิดแค่ว่ามีอาการเมา นำส่งสถานีตำรวจ หมายความว่า ที่ผ่านมา ลูกสาวของตนต้องทนทรมานกับอาการเจ็บที่เกิดขึ้น อย่างน้อยถ้าหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำลูกสาวส่งโรงพยาบาลทันที จะไม่เสียชีวิตและรักษาได้ทัน หนำซ้ำ แผลถลอกที่ใบหน้าปราศจากการปฐมพยาบาลหรือการแปะผ้าก๊อซจากกู้ภัยเบื้องต้นด้วยซ้ำ
ที่สำคัญ แพทย์ตรวจพบว่า ลูกสาวตนกระดูกซี่โครงหัก 8 ซี่ เชื่อได้แน่ชัดว่า ช่วงที่ปั๊มหัวใจลูกของตนอาจทำให้กระดูกซี่โครงหักเพิ่มและยิ่งทำให้เลือดออกในปอดมากขึ้น พอลูกสาวตนเสียเลือดในร่างกายมากขึ้น เลยเป็นเหตุทำให้เสียชีวิต
ตนได้พูดคุยกับตำรวจและกู้ภัย บ่ายเบี่ยงที่จะแสดงความรับผิดชอบหรือคำขอโทษ โดยบอกเพียงแค่ว่า “ไม่สามารถติดต่อญาติของผู้เสียชีวิตได้” อ้างว่า “ไม่มีเอกสารระบุตัวตนที่ตัวผู้เสียชีวิต” รวมทั้งอ้างว่า “ผู้เสียชีวิตไม่ยินยอมที่จะไปโรงพยาบาลเอง” ยืนยันว่า ฟังไม่ขึ้นสักข้อ อย่างข้อแรกเรื่องการติดต่อญาติผู้เสียชีวิต ทั้งที่โทรศัพท์ของผู้เสียชีวิตก็อยู่กับตัวของผู้เสียชีวิต สามารถนำมาค้นหาเบอร์ญาติเพื่อติดต่อได้ทันที แต่ตำรวจกับกู้ภัยอ้างว่า “โทรศัพท์ผู้เสียชีวิตแบตหมด” ต้องนำมาชาร์จ อีกทั้งกว่าที่ตำรวจจะนำโทรศัพท์ผู้เสียชีวิตมาคืนแก่ครอบครัวก็ล่วงเลยกว่า 2 วัน เพราะอ้างว่า “เพิ่งมาเจอโทรศัพท์อยู่กับตัวผู้เสียชีวิตหลังจากศพอยู่บนรถกระบะของกู้ภัยแล้ว” เป็นข้อมูลที่ย้อนแย้งอย่างมากของตำรวจ
อีกข้อหนึ่งคือเรื่อง “ไม่มีเอกสารระบุตัวตน” ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง เพราะที่ตัวผู้เสียชีวิตก็มีบัตรประชาชนอยู่ แต่ภายหลังตำรวจอ้างว่า “ภาพถ่ายในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ไม่ตรงกับใบหน้าผู้เสียชีวิต เพราะหน้าในภาพถ่ายเล็กและผอมกว่า” และอ้างว่า “ไม่สามารถยืนยันตัวตนผู้เสียชีวิตได้”
และข้อสุดท้ายคืออ้างว่า “ผู้เสียชีวิตไม่ยอมไปโรงพยาบาล” เรื่องนี้ยิ่งไม่จริงเข้าไปใหญ่ เพราะผู้เสียชีวิตไม่มีสติแล้ว ขนาดนำเข้าสถานีตำรวจยังต้องหิ้วปีกเข้ามา นั่นยิ่งทำให้ตนรู้สึกคาใจและติดใจกับการทำงานของทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยอย่างมาก เป็นการปล่อยปละละเลยการปฏิบัติหน้าที่จนมีผู้เสียชีวิต
ด้วยเหตุนี้ ตนจึงตัดสินใจร้องเรียนกับเพจสายไหมต้องรอด เพราะที่ผ่านมาได้แจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนที่ทำคดีการเสียชีวิตของลูกสาวและเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่เดือน ส.ค.68 แต่คดีกลับไม่มีความคืบหน้าหลังผ่านมา 1 ปี แม้ว่าตนจะถูกพนักงานสอบสวนคู่กรณีข่มขู่ว่าจะฟ้องกลับก็ตาม แต่ตนยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด
นางสมาภรณ์ กล่าวทั้งน้ำตาอีกว่า การเสียชีวิตของลูกสาวเปรียบเสมือนเป็นการตายทั้งเป็น เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุ ทำไมเจ้าหน้าที่กู้ภัยถึงไม่นำส่งโรงพยาบาลตั้งแต่แรก ทั้งที่ไม่ยุ่งยากเลย ต่อให้เมาหรือไม่เมา หากเป็นอุบัติเหตุควรส่งโรงพยาบาล ต้องส่งสถานีตำรวจทำไม? ตำรวจไม่ใช่ผู้วินิจฉัยทางการแพทย์
รวมทั้งทำไมตำรวจถึงปล่อยปละละเลยและไม่ใส่ใจที่จะพิจารณานำส่งโรงพยาบาล ตนจึงตัดสินใจร้องเรียนเพื่อให้เคสนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกคน และหวังว่า จะไม่มีใครต้องมาเสียชีวิตที่สถานีตำรวจแบบลูกสาวของตนอีก ทุกวันนี้ไม่กล้าบอกญาติพี่น้องว่าสาเหตุการเสียชีวิตลูกสาวตนเป็นอย่างไร ตนต้องการอยากให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมารับผิดชอบ แม้ก่อนหน้านี้ในวันฌาปนกิจลูกสาว ได้มีร่างทรงอ้างว่า “ลูกสาวบอกให้ไม่ต้องห่วง” แต่ไม่ว่าอย่างไร ตนจะต้องทวงคืนตามหาความยุติธรรมให้ลูกสาวของตนอย่างถึงที่สุด
ด้าน นายเอกภพ เปิดเผยว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตำรวจปล่อยปละละเลยและทำงานผิดพลาดจนทำให้มีผู้เสียชีวิต อย่างล่าสุดก็เคสที่บางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เป็นฝีมือของตำรวจทำให้ผู้ป่วยต้องมีอาการโคม่า ตนอยากเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติวางหลักเกณฑ์ใหม่ว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่ประสบอุบัติเหตุและไม่มีสติ พูดคุยไม่รู้เรื่อง จะเมาหรือไม่เมาก็ควรต้องให้กู้ภัยส่งโรงพยาบาลก่อน แม้จะไม่มีบาดแผลก็ตาม แต่ควรต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัย เพราะอาจมีอาการช้ำในแบบกรณีนี้ได้ อันตรายถึงแก่ชีวิต ส่วนจะเมาหรือไม่เมานั้น ก็สามารถมาตรวจเลือดหาปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายและดำเนินคดีย้อนหลังได้
ขณะเดียวกัน ฝากถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัยว่า ไม่ว่าจะเป็นเคสไหนก็ตาม ควรต้องนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ ไม่ใช่ผลักภาระความรับผิดชอบส่งให้ทางตำรวจ อย่าวินิจฉัยคิดไปเองว่าไม่บาดเจ็บ เพียงแค่ไม่เห็นบาดแผลนอกร่างกาย เพราะไม่งั้น แทนที่จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยเป็นผู้ให้การช่วยเหลือ อาจจะตกเป็นผู้ร้ายเสียเอง การตัดสินใจที่ผิดพลาด อาจนำมาสู่ความตายของใครบางคนได้
หลังจากนี้ จะประสานความคืบหน้าทางคดี ผกก.สน.พหลโยธิน และประสานกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาต่อไป นอกจากนี้ จะขอประสานไปยังกรุงเทพมหานครให้เร่งแก้ไขปัญหาที่จุดเกิดเหตุ เพราะพบว่าจุดที่ผู้เสียชีวิตรถจักรยานยนต์ล้ม เป็นจุดที่มีฝาท่อระบายน้ำเหล็กและมีลักษณะเป็นหลุมบ่อเว้า เสี่ยงต่อการเกิดเหตุอันตรายซ้ำสองอีก
ด้าน พ.ต.อ.มารุต สุดหนองบัว ผกก.สน.พหลโยธิน ได้ให้ข้อมูลชี้แจงว่า คดีดังกล่าวครอบครัวผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับทางพนักงานสอบสวนของ สน.พหลโยธิน แล้ว ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยได้มีคำสั่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนขึ้นมา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่กู้ภัย รวมถึงพยานที่อยู่ในวันเกิดเหตุ เพื่อนำข้อมูลเข้าสำนวนคดีอย่างละเอียด รวมทั้งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุอีกด้วย
เบื้องต้น ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกได้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนของสำนวนการสอบสวน แต่ยืนยันว่า จะดำเนินการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งครอบครัวผู้เสียชีวิตและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าผลการพิจารณาเบื้องต้นของคณะพนักงานสอบสวนจะมีความชัดเจนภายในประมาณ 1-2 สัปดาห์ เน้นย้ำว่าทางตำรวจไม่ได้ดำเนินการอย่างล่าช้า แต่เป็นเพราะการทยอยเรียกสอบพยานแวดล้อมในที่เกิดเหตุ ครอบครัวผู้เสียหาย รวมทั้งตัวผู้ถูกแจ้งความร้องทุกข์ จึงต้องใช้ระยะเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำนาน
ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุ ได้กำชับแนวทางปฏิบัติกับเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด หากพบผู้ที่มีอาการป่วย บาดเจ็บ หรือหมดสติ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพมึนเมาหรือไม่ จะต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลให้แพทย์วินิจฉัยอาการก่อนทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวซ้ำอีก
ส่วนกรณีที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ รวมถึงประเด็นที่อ้างว่าพนักงานสอบสวนข่มขู่ผู้เสียหายนั้น ระบุว่า หากมีข้อร้องเรียนหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติม สามารถเข้ามาให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนได้ เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านต่อไป


