MGR Online - ดีเอสไอ สรุปสำนวนส่ง "ป.ป.ช." คดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน โยงเจ้าหน้าที่-ข้าราชการระดับสูง 6 ราย พบสัญญาทำ MOU ผิดปกติ
วันนี้ (4 ก.พ.) รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 ได้ดำเนินการตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอเรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin โดยได้มีการเรียกสอบปากคำพยานบุคคล ได้มีการขยายผลเปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทกลุ่มที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตา ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับกองทุน Prime Opportunity Fund VCC ประเทศสิงคโปร์
นอกจากนี้ ยังมีชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับโครงการ TIDC (Thailand International Digital Business & Finance Centre) ตามที่ถูกระบุไว้ใน MOU ซึ่งจากการตรวจสอบของคณะพนักงานสอบสวนพบว่าการดำเนินการในโครงการสแกนม่านตาพบความผิดปกติในการบริหารโครงการและการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีที่ได้รับจากต่างประเทศ ซึ่งมีมูลเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14
รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า นอกจากการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ก็ยังมีผลตรวจสอบของทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงดีอีฯ ซี่งมี นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีบันทึกความเข้าใจสำหรับโครงการนำร่องสู่การพัฒนาศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลของประเทศไทย จากคำสั่งแต่งตั้งของนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์ความผิดปกติเร่งรัดในการจัดทำ MOU และให้การยืนยัน ดังนี้
1.การลงนาม MOU ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบ เนื่องจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง (ตำแหน่งในขณะนั้น รมว.ดีอีฯ) ได้มาเซ็นลงนามให้ความเห็นชอบ ย้อนหลังในวันที่ 29 มี.ค.67 ทั้งที่ผ่านพิธีลงนาม MOU มาแล้วเมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ซึ่งมีลักษณะเหมือนเป็นการรู้เห็นเป็นใจกัน เพราะในหลักการราชการไม่สามารถทำได้ เพราะต้องให้ความเห็นชอบก่อน
2.กรณีที่อัยการสูงสุดได้ตั้งข้อสังเกตว่าสินทรัพย์ของ MOU อาจทำให้รัฐบาลเสียเปรียบในด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เนื่องจากใน MOU ระบุชัดเจนว่าทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดที่เกิดจากโครงการจะเป็นของผู้พัฒนา (Developer) เพียงฝ่ายเดียว 100% โดยไม่เป็นของภาครัฐหรือเป็นเจ้าของร่วม ซึ่งในลักษณะเช่นนี้จำเป็นต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องได้มีการจัดพิธีลงนาม MOU ขึ้น โดยไม่ได้มีการปรับ MOU ทำตามแต่อย่างใด
3.เรื่องกฎหมายโครงการนำร่อง (Sandbox) เพราะกฎหมายได้มีการระบุเจาะจงพื้นที่ โดยต้องไปทำเป็นตัวกฎหมายก่อนแล้วค่อยมาเขียนโครงการนำร่อง แต่ปรากฏว่าโครงการถูกเขียนขึ้นมาก่อน
4.การจัดทำ MOU ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงในเวลา 3 วันซึ่งมันไม่เคยมีมาก่อน ถือว่ามีความเร่งรัดผิดปกติ และปกติแล้วกระบวนการจะต้องอยู่ในระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน อีกทั้งเรื่องดังกล่าวจะต้องเข้าสู่กองกฎหมาย ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะหน่วยงานเจ้าของเรื่อง แต่เรื่องนี้กลับเข้าไปยังกองการต่างประเทศของกระทรวงฯ เป็นต้น
รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยต่อว่า จากผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมไปถึงพยานหลักฐานการสอบสวนของดีเอสไอ จึงพบว่าในเรื่องดังกล่าวมี ข้าราชการฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐของกระทรวงดีอีฯ รวม 6 ราย เข้ามาเกี่ยวข้องกับ MOU ซึ่งตามกฎหมายแล้วหากสำนวนคดีพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ดีเอสไอจะต้องนำสำนวนพร้อมรายละเอียดพฤติการณ์แจ้งไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อรับไปดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ในการไต่สวนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่วนหลังจากนี้ก็เป็นการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าจะรับไปดำเนินการเองทั้งหมด หรือจะส่งส่วนใดส่วนหนึ่งกลับมายังดีเอสไอให้ดำเนินการ
รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยด้วยว่า ส่วนกรณีของนายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด และกรรมการบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งก็เป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับ MOU และการสแกนม่านตา ดังนั้น รายละเอียดความเกี่ยวข้องของนายโอภาส ก็จะรวมอยู่ในสำนวนนี้เช่นเดียวกันที่ได้ส่งไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริง ว่ามีการกระทำใดของนายโอภาส เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 หรือไม่
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า บุคคลทั้ง 6 ราย ที่ถูกคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แจ้งพฤติการณ์ไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่ามีความเกี่ยวข้องกับ MOU ประกอบด้วย 1.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ตำแหน่งในขณะนั้น) 2.นายวัลลภ รุจิรากร (ตำแหน่งในขณะนั้น เลขานุการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) 3.นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 4.นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) 5.ผอ.กองการต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ 6.เจ้าหน้าที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยทั้งหมดมีพฤติการณ์ตามฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเช้าวันนี้ (4 ก.พ.) คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้นำส่งสำนวนคดี จำนวน 6 กล่อง แฟ้มจำนวน 10 แฟ้ม และเอกสารประมาณ 5,000 แผ่น ไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดนนทบุรี เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว


