xs
xsm
sm
md
lg

ยุติธรรม- ดีอี - ดีเอสไอ แถลงคืบหน้าคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญ Worldcoin หลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



วันนี้ (30 ม.ค.) เวลา 15.00 น. ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ห้องประชุม 204 ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วน นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , นายพชร อนันตศิลป์ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) , ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ , นายวิทวัส สุคนธรส ผู้อำนวยการกองคดียาเสพติด , พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล , นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมแถลงความคืบหน้าคดีสแกนม่านตาเพื่อแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี จนมีประชาชนหลงเชื่อและถูกสแกนเก็บอัตลักษณ์ม่านตาซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหวไปแล้ว กว่า 1.2 ล้านราย

ร.ต.อ.สุรวุฒิ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้ส่งเรื่อง กรณีการสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี สกุล Worldcoin มาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการ เนื่องจากมีความเห็นจากคณะผู้เชี่ยวชาญฯ ระบุว่าข้อมูลม่านตาดังกล่าว เป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทอ่อนไหว ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากผู้ที่ถูกเก็บข้อมูลในการจัดเก็บข้อมูลนั้น ซึ่งดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษเมื่อต้นเดือน ธ.ค.68 และมีการเข้าตรวจค้นสถานที่เป็นกลุ่มบริษัทเป้าหมายทั้งหมด 5 แห่ง จำนวน 4 จุด เพื่อเข้าเก็บพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการสแกนม่านตา

ร.ต.อ.สุรวุฒิ เผยว่า ทางการสืบสวนพบเพียงหลักฐานว่ากลุ่มประชาชนที่มาสแกนม่านตาส่วนใหญ่ถูกจูงใจจากการแจกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี สกุล Worldcoin (WLD) โดยไม่เข้าใจหรือทราบว่าได้ให้ความยินยอมในการจัดเก็บข้อมูลม่านตา เพียงแต่ทำตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในแอปพลิเคชันเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่า การดำเนินการขอความยินยอมดังกล่าวอาจมีความคลุมเครือหรือถูกบิดเบือนทำให้ผู้สแกนม่านตาไม่สามารถเข้าใจได้ และทางการสืบสวนของดีเอสไอพบข้อเท็จจริงดังกล่าว

"ในส่วนของกลุ่มบริษัทที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตามีความเชื่อมโยงกับการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับกองทุน Prime Opportunity Fund VCC ในแง่ของตัวบุคคลและการลงทุน รวมถึง ชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับโครงการ TIDC (Thailand International Digital Business & Finance Centre) ตามที่ถูกระบุไว้ใน MOU"

ร.ต.อ.สุรวุฒิ เผยอีกว่า จากการตรวจสอบการดำเนินการในโครงการสแกนม่านตายังตรวจพบความผิดปกติในการบริหารโครงการ และการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีที่ได้รับจากต่างประเทศ เบื้องต้นมีมูลเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจดีเอสไอ อธิบดีดีเอสไอ จึงได้อนุมัติให้ทำการสอบสวนกรณีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568

ร.ต.อ.สุรวุฒิ เผยต่อว่า ข้อมูลจากกรมศุลกากร ว่าการนำเข้าเครื่องสแกนม่านตา นำเข้ามาในเดือน มิ.ย.68 ทั้งหมด 248 เครื่อง แต่พบว่าบริษัทมีการดำเนินการมาตั้งแต่เดือนก.พ.68 แสดงว่าเครื่องและเอกสารต้องมาก่อนจึงทำให้เห็นถึงความไม่สุจริตในเรื่องของการดำเนินการอยู่หลายอย่าง ส่วนการตรวจยึดเครื่องสแกนม่านตาได้แต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถตรวจสอบ เพราะต้องทำการผ่าเครื่องและไม่สามารถคืนรูปเดิมได้ อยู่ระหว่างการประเมินความเสี่ยง ซึ่งได้ติดต่อไปที่ต่างประเทศและบริษัทผู้ผลิต คือ ประเทศเยอรมันเพื่อขอข้อมูลในส่วนตรงนี้

"อย่างไรก็ตาม กรณี นายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด เรียกมาสอบปากคำในฐานะพยาน ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และพบว่านายโอภาส มีความสัมพันธ์กับกลุ่มบริษัทนำเข้าเครื่องสแกนม่านตา"

ด้าน นายไชยชนก กล่าวว่า กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับการลงนามบันทึกความตกลงร่วมกัน หรือ MOU ระหว่างหน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชนจากต่างประเทศ ซึ่งได้ตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วพบว่ามีหลักฐานว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นไปตาม MOU และพบหลักฐานสำคัญอื่นอีกหลายประการ อันจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนคดีพิเศษ ในวันนี้ (30 ม.ค.) จึงมีการแถลงผลการดำเนินการร่วมกัน และส่งมอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานดังกล่าวให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่ปประกอบการสืบสวนสอบสวน

นายไชยชนก กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบพบว่า การจัดทำ MOU กับบริษัทต่างประเทศโดยทั่วไป โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ด้านเทคโนโลยี จะใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน และต้องผ่านกระบวนการพิจารณาจากหลายหน่วยงาน รวมถึงการสอบถามความเห็นจากหลายกระทรวง ในกรณีที่โครงการมีความเกี่ยวข้องครอบคลุมหลายหน่วยงาน แต่ในกรณีนี้ การจัดทำ MOU ใช้ระยะเวลาเพียงประมาณ 2–3 วัน ซึ่งถือว่ามีความเร่งรัดผิดปกติ

นายไชยชนก กล่าวต่อว่า สำนักงานอัยการสูงสุด แสดงข้อกังวลและตั้งข้อสังเกตหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องมติคณะรัฐมนตรี และเงื่อนไขในข้อ 3 ของ MOU ที่อาจทำให้รัฐบาลเสียเปรียบในด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เนื่องจากใน MOU ระบุชัดเจนว่าทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดที่เกิดจากโครงการจะเป็นของผู้พัฒนา (Developer) เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่เป็นของภาครัฐหรือเป็นเจ้าของร่วม ซึ่งในลักษณะเช่นนี้จำเป็นต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี"

ในประเด็นดังกล่าว หากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบความผิดอาญาอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องก็จะได้ทำการสอบสวนต่อไป รวมทั้งหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องในการดำเนินการ อันจะอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2560 กรมสอบสวนคดีพิเศษก็จะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฏหมายต่อไป เพื่อทำความจริงให้ปรากฏและเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและรักษาประโยชน์สาธารณะต่อไป

"นอกจากนี้ โดยปกติการลงนาม MOU กับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบในระดับประเทศ จะต้องมีการประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ แต่ในกรณีนี้ แม้จะมีการบันทึกภาพพิธีลงนามไว้ กลับมีคำสั่งไม่ให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ MOU ฉบับดังกล่าว ส่งผลให้หน่วยงานภายในกระทรวงและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องไม่รับทราบการมีอยู่ของ MOU ทำให้ไม่สามารถติดตามหรือเฝ้าระวังการดำเนินกิจกรรมของบริษัทภายใต้ MOU ได้"

พ.ต.อ.สุรพงศ์ ระบุว่า จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบมาจากกิจกรรมการสแกนม่านตาเพื่อแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งการสแกนม่านตาเป็นข้อมูลชีวมิติที่อ่อนไหว สามารถยืนยันอัตลักษณ์บุคคลได้เทียบเท่ากับดีเอ็นเอ และส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูล โดยตามหลักกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การเก็บรวบรวมข้อมูลต้องได้รับความยินยอมโดยชอบด้วยกฎหมาย และต้องแจ้งวัตถุประสงค์อย่างชัดเจน แต่กรณีนี้พบว่ามีการแจ้งวัตถุประสงค์เพียงเพื่อ “ยืนยันความเป็นมนุษย์” ทั้งที่หลังการตรวจสอบพบว่าสามารถที่จะกลับมายืนยันตัวบุคคลคนเดิมได้ ประกอบกับมีการให้เหรียญคริปโทเคอร์เรนซี เป็นแรงจูงใจ ทำให้ผู้ให้ข้อมูลขาดความเป็นอิสระในการให้ความยินยอม ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ และความมั่นคงของรัฐ

นอกจากนี้ เมื่อสอบถามว่าข้อมูลทั้งหมดจากการสแกนม่านตาไปอยู่ที่ไหน ทางเจ้าหน้าที่มีการเก็บไว้หรือไม่ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เผยว่า ข้อมูลในประเทศไทยลบไปหมดแล้ว แต่ขั้นตอนในการดำเนินการเรื่องนี้ ผู้ดำเนินการแจ้งว่า พอสแกนม่านตาไปก็จะแปลงเป็นรหัสใน 12 วินาที จากนั้นก็จะลบทันที แต่จะมีการกระจายไป 3 แห่งในต่างประเทศ ซึ่งตอนนี้กำลังตรวจสอบต่อว่าลบไปแล้วหรือยัง ส่วนของประเทศไทยจะลบ 100% หรือยังก็อยู่ในการตรวจสอบ

ส่วนทาง นางพรอนงค์ เผยว่า ในบทบาทของ กลต. ในเรื่องของการสแกนม่านตา เบื้องต้นได้ติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ดำเนินการตามกฏหมายไปแล้วบางส่วน และอยู่ระหว่างการพิจารณาบางส่วน สำหรับที่ดำเนินการไปแล้ว คือ การร่วมกับ บช.สอท. จับกุมผู้ต้องสงสัย ที่เข้าข่ายผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิตอลที่ไม่ได้รับอนุญาต พร้อมให้การสนับสนุนกับพนักงานสอบสวนในการทำหน้าที่ หลังจากดำเนินการดังกล่าวภายหลัง กลต. ก็มีการกล่าวโทษ 5 ราย ในการเป็นผู้ก่อสินทรัพย์ดิจิตอลโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่เรียกว่าเป็นดีลเลอร์เถื่อน คือการรับแลกเหรียญโดยไม่ได้รับอนุญาต
































กำลังโหลดความคิดเห็น