ผบ.ตร.เผย ศาลปกครองสูงสุดยกคำร้อง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่กระทบการทำงาน ย้ำสำนักงานตำรวจแห่งชาติยึดหลักกฎหมาย พร้อมใช้แนวคำพิพากษาเป็นกำหนดมาตรฐานการดำเนินการทางวินัยและปกครอง กับตำรวจกระทำผิด
จากกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกฟ้อง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ “รองโจ๊ก” ซึ่งขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยศาลวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 9 มดราคม ที่ผ่านมา
ล่าสุด วันนี้ (10 ม.ค.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของตนเองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่อย่างใด เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมาได้มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง มีสมาธิในการทำงาน และไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง
"ไม่ว่าผลคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลจะออกมาในลักษณะใด ทุกฝ่ายมีหน้าที่ต้องน้อมรับและปฏิบัติตาม เพราะถือเป็นกระบวนการตามกฎหมายที่ต้องเคารพ การทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติยึดหลักกฎหมาย ความถูกต้อง และความเป็นธรรมเป็นสำคัญ"
ขณะเดียวกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมนำคำพิพากษาดังกล่าวไปใช้เป็น แนวทางและบรรทัดฐาน ในการดำเนินการทางวินัยและทางปกครองกับข้าราชการตำรวจที่กระทำความผิดในอนาคต โดยเฉพาะในประเด็นการใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา และกระบวนการสืบสวนสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางวินัย
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวจะอ้างอิงตาม พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 รวมถึงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวด้วยว่า ไม่ว่าคำพิพากษาของศาลจะเป็นในลักษณะใด ล้วนถือเป็นบทเรียนและแนวทางสำคัญที่หน่วยงานต่างๆ รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะนำไปศึกษา วิเคราะห์ และปรับใช้ในการวางกรอบการปฏิบัติงานในอนาคต เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำรอย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมและองค์กรตำรวจต่อไป


