"วิเชียร"นายกสภาทนายรับเรื่องตรวจสอบ บริษัทเอกชนลอบขนแร่เหล็ก-ทองแดง ที่จ.ลพบุรี มูลค่าเสียหายกว่า 1 หมื่นล้าน ชี้แจ้งตำรวจ-หน่วยงานรัฐแต่เรื่องเงียบ
เมื่อเวลา 14.00 น.วันนี้ ( 27 มี.ค.) ที่สภาทนายความ ถ.พหลโยธิน นายวิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความพร้อมคณะได้แถลงข่าวเกี่ยวกับบริษัทเอกชนและภาครัฐจังหวัด จ.ลพบุรี ร่วมลักลอบขุดแร่เหล็กและแร่ทองแดงเถื่อนโดยไม่ได้รับอนุญาต
โดย นายดนุเดช ศิริวงษ์ตระกูล ทนายความ บริษัทนักกฎหมายนารายณ์ เปิดเผยว่า เมื่อประมาณต้นเดือน ธ.ค.2563 ตนได้รับการร้องเรียนจาก นายมารวย ชาวบ้านที่รับจ้างนำเครื่องจักร คือ รถแบ็คโฮเข้าไปขุดแร่เหล็กและแร่ทองแดงบริเวณเขาทับควาย อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี ด้รับจ้าง บุคคล 2 คน มีข้อตกลงตามสัญญาว่าจ้างว่าให้ชาวบ้านคนดังกล่าวนำรถแบ็คโฮเข้าไปปรับพื้นที่บริเวณเขาทับควาย แต่ความจริงแล้ว เมื่อนายมารวย นำรถแบ็คโฮเข้าไปทำงานบุคคลทั้ง 2 คน กลับให้นายมารวย ขุดแร่กองรวมกันไว้ตั้งแต่ 08.00-17.00 น.ของวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี และในช่วงคืนวันพฤหัสบดี และคืนวันศุกร์ เวลาประมาณ 03.00 น. จะให้ผู้รับจ้างขุดแร่ที่กองไว้นั้นตักแร่ขึ้นรถพ่วง 10ล้อ คืนละประมาณ 8 พ่วง นายมารวยแปลกใจที่ให้ผู้รับจ้างตักแร่ขึ้นรถพ่วงเวลากลางคืนของวันพฤหัสบดีและคืนวันศุกร์ จึงขนย้ายเครื่องจักรรถแบ็คโฮออกจากบริเวณที่เกิดเหตุ
ต่อมา เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2567 นายมารวย ได้มาปรึกษากับตนเพราะกลัวความผิด ตนจึงพานายมารวย ไปแจ้งความที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(บก.ปปป.) และขอให้ลงโทษให้ดำเนินคดีกับ บุคคลทั้ง2 ที่ว่าจ้างนายมารวย อีกทั้งตนยังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงที่ขุดแร่ว่ามีเสียงดังรบกวนในเวลากลางคืน กระทั่งวันที่ 20 ธ.ค.67 ตนได้นำ ตำรวจ ปปป.ตำรวจป่าไม้ ภาค5 เข้าไปจับกุมรถพ่วงสิบล้อจำนวน 6พ่วง ที่บรรทุกแร่เหล็กและแร่ทองแดงเต็มพ่วง
หลังจากนั้นมีฝ่ายทหารที่อ้างเป็นเจ้าของพื้นที่และตำรวจสถานีตำรวจภูธร โคกสำโรง จังหวัดลพบุรี และกรมธนารักษ์ ได้มาที่เกิดเหตุและได้นำพารถพ่วงสิบล้อไปที่สถานีตำรวจภูธร โคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ต่อจากนั้น อุตสาหกรรมจังหวัดลพบุรี ได้นำหนังสือรับรองอนุญาตให้ขนแร่เป็นกรณีพิเศษอ้างว่า บริษัท อ. ได้รับอนุญาตให้ขายแร่เป็นกรณีพิเศษ มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจป่าไม้และตำรวจร้อยเวรสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ได้ปล่อยรถพ่วงสิบล้อทั้งหมดไปโดยไม่บันทึกรายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับการขุดขนอ้ายแร่ แต่ตนทราบจากประชาชนบริเวณ ตำบลห้วยโป่ง จังหวัดลพบุรี ว่าบริษัท อ. ไม่เคยทำประชาคมหรือประชาพิจารณ์เกี่ยวกับการขายแร่เป็นกรณีพิเศษ และตนได้สอบถามนายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยโป่ง ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบว่ามีเงินผลประโยชน์เกี่ยวกับแร่เข้ามาองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยโป่งหรือไม่ แล้วได้มีการขออนุญาตเกี่ยวกับพ.ร.บ.ขุดดินถมดินหรือไม่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยโป่ง แจ้งกับว่าไม่เคยมี ตนจึงไปที่พาณิชย์จังหวัดลพบุรีเพื่อตรวจสอบดูหนังสือรับรองบริษัท พบว่า บริษัท อ.ได้สิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่วันที่ 23 เม.ย.61
นายดนุเดช กล่าวต่อว่า เหตุที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เกิดความเสียหายต่อแผ่นดินเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติมีมูลค่าความเสียหายมหาศาล แม้ตนได้แจ้งความที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติศูนย์รับแจ้งความกองบังคับการ ปปป. เรื่องยังเงียบหาย เเม้มีการจับกุมตัวได้เเต่มีตัวเเทนสภาอุตสหกรรมจังหวัดนำใบรับรองมายื่นต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทำให้มีการปล่อยตัว ซึ่งตนเชื่อว่่เป็นการสำเเดงเอกสารเท็จเพราะตรวจาอบเเล้วพบว่าใบอนุญาตทั่วประเทศได้ถูกยกเลิกหมดเเล้ว โดยจากการคำนวนปริมาณรถที่เข้าออกเชื่แว่ารัฐเสียประโยชน์มูลค่านับหทื่นล้านบาท ตนเห็นว่าสภาทนายความเป็นหน่วยงานอิสระที่มีบุคลากรที่รับผิดชอบเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและมีกฎหมายที่สามารถเข้ามาเกี่ยวข้องและตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป
นายวิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ กล่าวว่าหลังจากได้รับเรื่องแล้ว ตนก็จะตั้งคณะกรรมการ เพื่อมาทำงานสอบข้อเท็จจริง ไปหาข้อมูลเพิ่มเติม ถ้าหลักฐานที่ได้รับเพียงพอแล้ว เรื่องอาจจะดำเนินการได้เร็ว แต่หากหลักฐานยังไม่เพียงพอก็จำเป็นต้องไปลงพื้นที่แสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อนำมาประกอบการดำเนินงานทางกฎหมายอาจจะต้องมีการประส่นกับกระทรวงอุตสหกรรมตรวจสอบข้อเท็จจริงตามอำนาจหน้าที่ที่เรามี
ตนมองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ใหญ่และสำคัญเพราะมูลค่าความเสียหาย ที่ถูกลักลอบเอาแร่ออกไป ตีราคาได้มากกว่าหมื่นล้านบาท และเป็นการสูญเสียทรัพยากรของชาติ ที่พวกเราทุกคนและหน่วยงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าไป ดูแลดำเนินการตามกฎหมาย เรื่องถูกหรือผิดก็จะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง โดยตนจะมอบหมายให้อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ ประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม เข้ามาดูแล ซึ่งสภาทนายความเองก็มีบุคลากรเคยดำเนินคดีลักษณะใกล้เคียงกับเรื่องดังกล่าวมาหลายครั้งแล้ว อย่างไรก็ตามเรื่องนี้อาจจะเข้าข่าย ลักษณะการกระทำผิดบัญชีแนบท้ายที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ จะเข้ามาดูแลดำเนินคดี ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยประชาชน