ตำรวจ ปอศ.บุกจับ 2 กรรมการบริษัทตู้เติมเงิน “เคธี่ปันสุข-Sim K4” ตุ๋นเหยื่อลงทุน อ้างให้ผลตอบแทนสูง ยอดความเสียหายร่วม 30 ล้าน พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินของกลางกว่า 50 ล้าน
วันนี้ (27 ก.พ.) ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.กริช วรทัต ผกก.4 บก.ปอศ. ร่วมแถลงจับกุม น.ส.เริงฤดี อายุ 45 ปี และ น.ส.พรพิมล อายุ 30 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน” พร้อมของกลาง ตู้เติมเงินเคธี่ปันสุข จำนวน 258 ตู้, รถยนต์ 11 คัน, รถตู้โตโยต้า อัลพาร์ด 2 คัน, รถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยู 6 คัน, รถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อฮาวาล 1 คัน และรถยี่ห้อเมตะ อีก 1 คัน , กระเป๋าแบรนด์เนม 4 ใบ ,เครื่องประดับ 28 รายการ ,ที่ดินในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี 4 แปลง, สมุดบัญชีธนาคาร 20 เล่ม, สมุดเช็ค 14 เล่ม, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 20 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 16 เครื่อง และเงินสดอีก 150,000 บาท รวมทั้งหมด 413 รายการ มูลค่า 50 ล้านบาท
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า เมื่อเดือน ธ.ค. 67 มีกลุ่มผู้เสียหาย 61 ราย เข้าแจ้งความ บก.ปอศ. ให้ดำเนินคดีกับบริษัท ปันสุข 555 จำกัด และ บริษัท เคโฟร์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด ซึ่งมี น.ส.เริงฤดี และ น.ส.พรพิมล เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ มีพฤติกรรมชักชวนให้ร่วมลงทุนธุรกิจซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในนามซิมการ์ดโทรศัพท์ระบบเติมเงิน ชื่อ “Sim K4” และตู้เติมเงินชื่อ “ตู้เคธี่ปันสุข” ให้บริการเติมเงินโทรศัพท์ เติมเงินวอลเล็ต ชำระบิลค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า โดยเสนอแพกเกจ ลงทุน 50,000 บาท ก็จะได้รับผลตอบแทนสูงสุด 150,000 บาท ภายในระยะเวลาแค่ 500 วัน คิดเป็นร้อยละ 219 ต่อปี
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวต่อว่า พร้อมกันนี้ ผู้ต้องหายังอ้างว่า จะขยายศูนย์ตัวแทนจำหน่ายไปยังจังหวัดต่างๆ จัดอบรมสัมมนาชักชวนให้หาสมาชิกใหม่ ก็จะได้รับส่วนแบ่งสูงสุดถึงร้อยละ 50 ของค่าสมัคร โดยผู้ที่สนใจลงทุนต้องสมัครสมาชิกผ่านเว็บไซต์ kathyrobot.punsook555 และมีรูปแบบการโอนเงินลงทุนผ่านระบบคิวอาร์โค้ด ช่วงแรกผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจริง ทำให้มีผู้หลงเชื่อร่วมลงทุนเป็นจำนวนมาก ต่อมาช่วงเดือนตุลาคม 67 สมาชิกเริ่มไม่ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน จึงได้ติดตามทวงถาม แต่ผู้ต้องหาได้บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา ผู้เสียหายจึงรวมตัวกันมาแจ้งดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ความเสียหายกว่า 27,557,701 บาท
ด้าน พ.ต.อ.กริช กล่าวว่า จากการสืบสวนพบว่า การลงทุนดังกล่าวเป็นการลงทุนที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด อีกทั้งธุรกิจตู้เติมเงินเคธี่ปันสุขนั้น ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจระบบชำระเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหา พบว่า ใช้วิธีรับเงินลงทุนและจ่ายผลตอบแทนผ่านระบบเพย์เมนต์เกตเวย์ มีเงินหมุนเวียนในบัญชีบริษัทกว่า 400 ล้านบาท และยังพบด้วยว่า น.ส.เริงฤดี มีการยักย้ายถ่ายโอนแปรสภาพเงินเป็นทรัพย์สินต่างๆ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบอีกด้วย
พ.ต.อ.กริช กล่าวต่อว่า จากนั้นตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นศาลอาญาเพื่อออกหมายจับบริษัท เคโฟร์ และบริษัท ปันสุข ในฐานะนิติบุคคล พร้อมกับ น.ส.เริงฤดี และ น.ส.พรพิมล กรรมการผู้มีอำนาจ จนเมื่อวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา จึงเปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุด ในเขตคันนายาวและลาดกระบัง ประกอบด้วย บ้านพักของผู้ต้องหา และที่ทำการบริษัท มีพนักงานประมาณ 15 คน โดยพบสต๊อกตู้เติมเงินเคธี่ปันสุข ซึ่งนำมาใช้จูงใจผู้เสียหาย แต่ไม่สามารถใช้งานได้จริงตามที่โฆษณา จึงตรวจยึดหลักฐานเอกสารจำนวนหนึ่ง พร้อมทรัพย์สินต่างๆ รวมมูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท
สอบสวน ผู้ต้องหาทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงนำตัวส่งพนักงานพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ.ดำเนินคดีต่อไป