"วัชรินทร์" หัวหน้าชุดคณะทำงานตรวจสอบ-กำกับการสอบสวน คดี"เป้ รักผู้การ" เรียกเงิน 140 ล้าน ส่งสำนวนความเห็นสมควรสั่งฟ้อง 31 ผู้ต้องหาให้อัยการ สำนักงานปราบปรามทุจริตพิจารณาสั่งคดี
เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (28 ส.ค.) นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการสำนักการสอบสวน หัวหน้าชุดคณะทำงานตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวน และคณะพนักงานสอบสวน นำตัวผู้ต้องหา คดีเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับเงิน 140 ล้านบาท หรือคดี"เป้ รักผู้การ"พร้อมสำนวนเอกสารพยานหลักฐาน มากกว่า 20,658 หน้า และมรความเห็นสมควรฟ้องผู้ต้องหา ให้นายสุรพันธ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่
ภายหลังรับตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนคดีเสร็จแล้ว นายวัชรินทร์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมด้วย นายสุรพันธ์ กิจพ่อค้า อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต นายรชต พนมวัน อัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 พ.ต.อ.เอกราช อุ่นเจริญ รอง ผบก.จังหวัดอยุธยา ได้เเถลงข่าว
นายวัชรินทร์ เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นไปตามกฎหมายใหม่ ก็คือ พรบ.ป้องกันและปราบปรามการทำร้ายและการกระทำที่ทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พรบ.อุ้มหาย ซึ่งเป็นคดีเเรกประวัติศาสตร์ คดีนี้มีอัยการเข้าไปร่วมในการทําหน้าที่ในการตรวจสอบกํากับการสอบสวน เเละมีตัวแทนของทีมสืบสวนสอบสวนของสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่ตั้งขึ้นมา คดีนี้ได้มีการดําเนินคดีกับ พล.ต.ต.กัมพล ลีลาประภาภรณ์ อดีตผู้การชลบุรีกับพวก ซึ่งมีตํารวจที่เกี่ยวข้องในบางหน่วยก็คือตํารวจ สอท.หรือตำรวจไซเบอร์ เเละมีพลเรือนเข้าไปเกี่ยวข้อง
คดีนี้เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ที่ ผบ.ตร.ในขณะนั้นได้ทําหนังสือแจ้งมาทางอัยการสูงสุดมอบหมายใหตนเข้าไปเป็นหัวหน้าคณะในการตรวจสอบกํากับการสอบสวนแล้วก็ตั้งทีมอัยการเข้าไป 10 คนด้วยกัน ทางผบ.ตร.ก็ตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนขึ้นใหม่มีประมาณทั้งหมดเกือบร้อยคน มีระดับนายพลตํารวจประมาณ 10 กว่าคน มีพล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผบ.ตร.เป็นผู้รับผิดชอบในฐานะหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวนของตํารวจ ใช้ระยะเวลาสืบสวนสอบสวนคดีนี้ 1 ปีเศษ ในการสรุปสํานวนเนื่องจากคดีเอกสารมีจำนวนมากเเละเราให้โอกาสผู้ต้องหา ร้องขอความเป็นธรรม เรียกว่าอยากให้ทีมเราสอบใครเพิ่มเติมให้สามารถร้องขึ้นมาได้ และผู้ต้องหาก็ร้องขอความเป็นธรรมทั้งหมด โดยอ้างพยานหลักฐานซึ่งทางชุดเราก็ได้ไปสอบสวนให้หมด ไม่ว่าจะอ้างพยานหลักฐานจังหวัดใด เราสอบให้หมด จนกระทั่งสรุปสํานวนก็นํามาปรึกษาหารือกับ นายสุรพันธ์ กิจพ่อค้าอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ตามระเบียบการสอบสวนคดี วันนี้ก็เลยได้ข้อสรุปในสำนวน
เรามีความเห็นสมควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา 31 ราย มีตัว 30 ราย โดยมีนายพิสิษฐ์หรือต้น หลบหนี 1 รายเเละสั่งไม่ฟ้อง 3 ราย ในส่วนที่สั่งฟ้องวันนี้เป็นตํารวจ 19 ราย พลเรือน 12 ราย ผู้ต้องหาที่หลบหนีเราดำเนินการขอศาลออกหมายจับเเล้ว ส่วนคนที่สั่งไม่ฟ้อง 3 ราย คือ (พ.ต.อ.ณรงทธิ์, ร.ต.อ.กฤติภาส, นายนันทวัฒน์) ซึ่งเราพิจารณาสํานวนโดยรอบคอบเเล้วว่า ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้ง 3 ได้กระทําความผิด จึงเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง อัยการสำนักงานคดีปราบปรามทุจริต นัดฟังคําสั่งวันที่ 26 ก.ย.เวลา 10.00 น.
หากพนักงานอัยการคดีปราบทุจริต สั่งฟ้องก็จะต้องนําตัวไปฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
เมื่อถามว่าคดีนี้ผู้ต้องหาคนแรกเป็นใคร
นายวัชรินทร์ กล่าวว่า พล.ต.ต.กัมพล ลีลาประภาภรณ์ อดีตผู้การชลบุรีกับพวก โดยข้อหาที่กลุ่มของผู้ต้องหาชุดของผู้การจังหวัดชลบุรีถูกดําเนินคดี ก็คือเรื่องของการจับกุมที่เป็นการจับกุมนายเป้ คือมีการเรียกรับเงินตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 และมาตรา 157 ประกอบกับ พ.ร.บ.ป.ป.ช. เเละ พรบ.ป้องกันและปราบปรามการทำร้ายและการกระทำที่ทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 7 ก็คือมีการจับผู้ต้องหาได้ ต้องนําส่งพนักงานสอบสวนในท้องที่ แต่ถ้าไม่ได้นําส่งก็จะถือว่ามีความผิดตามมาตรา 7 แห่ง พรบ.ฉบับนี้ชุดของทีมตํารวจชลบุรีโดนข้อนี้
ส่วนบอย พัทยา กับต้น พัทยาถูกดําเนินคดีในฐานอื่นด้วยก็คือแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตามมาตรา145 เเละพ.ร.บ.อุ้มหาย ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ไม่ถือว่าพลเรือนเป็นผู้สนับสนุนเเต่ถือว่าเป็นตัวการร่วมเลย
เมื่อถามว่า ตำรวจถูกดำเนินคดีจำนวนมากมีการสิ่งเต้นคดี หรือมีการข่มขู่ เเละกลัวการถูกปองร้ายหรือไม่
นายวัชรินทร์ กล่าวว่า ไม่มีทางตํารวจก็คงเข้าใจว่านี่คือการทํางาน สมมุติว่ามาข่มขู่ เเล้วชุดเรากลัวเราถอนตัว ก็ต้องมีชุดใหม่เข้ามาอยู่ดี ส่วนวิ่งเต้นก็คงไม่กล้ามาวิ่งเต้น เพราะว่าที่เขาโดนก็หลายข้อหาแล้วถ้าจะมาวิ่งเต้นอีก ก็จะโดนข้อหาแถม ส่วนเรื่องกลัวตายตนไม่กลัวเพราะว่าคนเราเกิดมาครั้งเดียว ตายครั้งเดียว คดีก่อนหน้านี้เสี่ยงภัยมากกว่านี้ก็ทํามาแล้วใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ลงไปทํามา แล้วเรื่องกลัวตายไม่กลัว ในคดีนี้ไม่มีการกันใครเป็นพยาน เราพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่จําเป็นต้องกันเป็นพยานจึงแจ้งข้อหาดําเนินคดี
เมื่อถามว่าผู้ต้องหา 3 รายที่เห็นสมควรสั่งไม่ฟ้อง เพราะเหตุใด
รองโฆษกอัยการ ระบุว่า เหตุผลก็คือคนแรกเป็นรองผู้การจังหวัดชลบุรีเขาไม่ได้มาเกี่ยวข้องตอนเรียกรับไม่ได้ไปร่วมจับกุม แต่เเค่ได้รับผิดชอบโดยอดีตผู้การบอกว่าคนนี้จะเป็นคนดูเรื่องสํานวนให้นะ เรียกว่าเขาเข้ามาทําสํานวนเฉยๆไม่เกี่ยวข้องเลย ครับส่วนคนที่สองก็ถูกกล่าวหาเป็นร้อยตํารวจเอกเขาไปตรวจค้นแล้วเขาไม่ได้ไปร่วมไปถึงจุดที่มีการเรียกรับเงิน แล้วคนที่ 3 เป็นการดำเนินคดีผิดตัว เพราะชุดดําเนินคดีชุดแรกแจ้งว่าเป็นนาย นันทวัฒน์ซึ่งอยู่ในจุดที่มีการกักตัวนายเป้ ปรากฏว่าเราตรวจสอบให้ความเป็นธรรมเต็มที่เพราะเขาก็ร้องมาว่าเขาไม่ได้อยู่ที่เกิดเหตุ เขาบอกพิกัดของเขาก็อยู่ที่อื่น เราก็ให้ความเป็นธรรมไม่ได้จับคนที่ไม่มีพยานหลักฐานอย่างชัดเจน เราสืบจน100% เลยเห็นสมควรสั่งไม่ฟ้อง
เมื่อถามว่านายวีระ หรือ บอย พัทยา ให้สัมภาษณ์ว่า โดนคดีนี้เพราะว่ามีนายพลคนดังกลั่นแกล้ง ตรงนี้ได้ให้ถ้อยคำประเด็นนี้ในสำนวนหรือไม่
นายวัชรินทร์ กล่าวว่าไม่มีเรื่องนายพลคนดัง นายพลคนดังกล่าวเป็นใครก็ไม่ทราบ มีแต่เขาร้องขอความเป็นธรรมว่าเขาไม่ได้ร่วมกระทําความผิด ซึ่งถ้าเขาโดนกลั่นเเกล้ง ตนก็ยังบอกเลยว่า ยินดีที่จะเอาพยานหลักฐานว่าใครกลั่นแกล้งอะไรให้เอาเข้ามาในสํานวนได้เลยตนใช้คําว่าเปิดกล่องตลอดเวลา ให้เอาหลักฐานมาให้เราเลย สอบอะไรได้ก็สอบ ไปสอบให้ถึงจังหวัดชลบุรีตามที่นายบอยพัทยาอ้าง เราไปสอบให้ทําครบหมดเลย
เมื่อถามว่าที่บอกมั่นใจในหลักฐานหากสุดท้ายศาลยกฟ้องสามารถทำใจได้หรือไม่
นายวัชรินทร์ กล่าวว่า ทำใจได้เพราะอัยการไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเอาคนเข้าคุก อัยการถูกสร้างมาให้ความเป็นธรรมกับคน อัยการไม่ได้เป็นเหมือนอาชีพที่จะต้องไปเข้าข้างผู้ต้องหาหรือว่าเอาเป็นอันตรายไปให้กับผู้หา อัยการจะดูตามพยานหลักฐานว่าถ้าพยานหลักฐานถึงใครอีกเราก็ดําเนินคดี แต่สุดท้ายศาลท่านจะยกฟ้องนั้นเป็นดุลพินิจของศาลซึ่งเราทําใจได้ถ้าเกิดว่ามีการยกฟ้องขึ้นมาอันนั้นเป็นเรื่องปกติ
นายรชต พนมวัน อัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 ซึ่งได้รับเเต่งตั้งเป็นเจ้าของสำนวน กล่าวว่า อัยการคดีปราบปรามการทุจริต จะทำคดีที่เกี่ยวกับคดีในศาลฎีกานักการเมือง คดีเกี่ยวกับการทุจริตฯ โดยเราจะทำอย่างมืออาชีพเราจะมีกรอบเวลาที่ค่อนข้างชัดเจน ครั้งแรกจะให้เสร็จภายใน 1 เดือน เท่าที่ดูตนเขื่อมั่นชุดพนักงานสอบสวน เเละสํานักงานการสอบสวนของอัยการ ว่าได้สอบสวนต่อค่อนข้างจะครบถ้วน แต่ในส่วนของสำนักงานปราบทุจริตอัยการขออนุญาตพูดแทนท่านอธิบดีฯว่าเราก็ต้องมาพิจารณาเริ่มกันใหม่ให้ความเป็นธรรม เพราะว่าบางทีผู้ต้องหาหรือผู้กล่าวหาเขาอาจจะมีข้อมูลอะไรที่ยังซ่อนอยู่และถูกพิจารณาครบถ้วนหรือไม่ อันนี้เป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องดูไม่ต้องห่วงนะครับว่าสํานักงานเราเป็นมืออาชีพเพียงพอนะครับที่จะดําเนินคดีตัวนี้ด้วยความเป็นธรรมทุกอย่างหลังจากวันนี้ไปจะมีการผลคดีเป็นยังไงเราจะมีคําอธิบายทั้งหมด ส่วนเรื่องขอความเป็นธรรมเราเปิดโอกาสให้ร้องขอความเป็นธรรมตามระเบียบที่รองรับอยู่แล้ว สามารถดำเนินการได้ เเต่ชุดสอบสวนทำคดีมานานน่าจะมีเข้ามาอยู่ในนี้ครบถ้วนแล้วเราก็จะรับพิจารณาทั้งหมดส่วนจะต้องมีคณะทํางานกี่คนยังตอบไม่ได้ครับขออนุญาตดูสํานวน ซึ่งเรามีผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านเข้าไปอยู่ในชุด ส่วนเรื่องความหนักใจที่ทำคดีมีตำรวจจำนวนมากเป็นผู้ต้องหา เราไม่หนักใจ สำนักงานเรารับคดีตํารวจเป็นผู้ต้องหาเป็นหลักอยู่แล้วทำมาจำนวนมากเราก็รับทําเต็มที่อยู่แล้วที่ผ่านมาคดีสำคัญอย่างคดี ผกก.โจ้ตนก็ทำมาเเล้วคดีนี้ใช้เวลากว่า 1 ปี ในการสรุปสำนวน ซึ่งคณะทำงานได้เปิดโอกาสให้ฝ่ายผู้ต้องหาได้ชี้แจงเต็มที่ กระทั่งสรุปสำนวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา 31 คน แบ่งเป็น ตำรวจ 19 นาย และพลเรือน 12 คน ซึ่งจำนวนนี้พบว่าหลบหนี 1 คนคือนายต้น พัทยา
นอกจากนี้ชุดพนักงานสอบสวน ยังได้สืบสวนขยายผลคดี จนพบว่ามีการกระทำความผิด พ.ร.บ.ฟอกเงิน หลังจากพบว่ามีเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย เชื่อมโยงไปยังผู้ต้องหา แบ่งเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการสืบสวนซึ่งเดินหน้าไปแล้ว 80% อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติมกับผู้ต้องหากลุ่มนี้ต่อไป คาดว่าจะสามารถส่งสำนวนให้สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก พิจารณาสั่งคดีภายในสิ้นปีนี้
ด้านนายวีระ หรือ บอย พัทยา หนึ่งในผู้ต้องหาในคดีนี้ เปิดเผยว่า ในคดีของตนมองว่าข้อกฎหมายของประเทศไทยเป็นการกล่าวหาไว้ก่อนแล้วค่อยมาต่อสู้หรือชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง ซึ่งตนส่งเอกสารและพยานหลักฐานไปหมดแล้ว หลังจากนี้ให้เป็นเรื่องของกฎหมาย พร้อมระบุว่าความจริงก็คือความจริง ส่วนวันนี้ดีใจที่คนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยรอดหมดแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาคนกลุ่มนั้นถูกกลั่นแกล้ง ถูกจับใส่กุญแจมือเข้าห้องขัง ยึดของกลางรวมถึงโทรศัพท์ ถือว่าเป็นวิธีการที่โหดร้าย เพราะพวกเขาไม่เกี่ยวข้องด้วยเลย และตอนนี้ของกลางก็ยังไม่ได้คืน ซึ่งตำรวจอ้างว่าหายและไม่มีใครติดตามหรือช่วยเหลือคดี
พร้อมยืนยันว่าตนไม่เคยมีพฤติกรรมเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่เคยแตะตัวนายเป้และไม่เคยกักขังหน่วงเหนี่ยว แต่ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นด้วยเพราะตนเป็นสายลับคอยให้ข้อมูลกับตำรวจว่าใครทำเว็บพนันบ้าง ซึ่งข้อมูลที่ให้กับตำรวจตนไม่รู้รายละเอียดเชิงลึก แต่มีการพูดต่อ ๆ กันมา ส่วนตำรวจจะไปสืบสวนวิธีการแบบใดนั้นตนไม่ทราบ แต่ยอมรับว่ามีการไปชี้เป้าที่บ้านจริง แต่ไม่ได้เข้าไปร่วมจับกุมด้วย ส่วนข้อกล่าวหาที่บอกว่าตนไปล็อบบี้คดี ปฏิเสธว่าไม่มี
ส่วนความสนิทสนมของตนกับนายตำรวจชั้นผูัใหญ่ ยอมรับว่าเคยดูแลนายพลระดับสูงที่เป็นคนดำเนินคดีกับตนเอง เนื่องจากตนทำธุรกิจท่องเที่ยวจึงมีการอำนวยความสะดวกให้นายพลระดับสูงและพรรคพวก ระหว่างท่องเที่ยว แต่ยืนยันว่าไม่ใช่ลูกน้องใคร และไม่เคยทำหน้าที่พ่อบ้านรับเคลียร์หรือเคลียร์หน้าเสื่อให้กับใคร


