xs
xsm
sm
md
lg

ศาลยกฟ้อง “ถวิล พึ่งมา” ไม่เกี่ยวข้องลักเงิน สจล.700 ล้าน - จำคุกอดีต ผจก.แบงก์ 95 ปี คนรับโอนเงินโดน 55 ปี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


MGR online - ศาลอาญาทุจริตฯ ยกฟ้อง “ถวิล พึ่งมา” อดีต อธิการ สจล.ไม่ผิดฐานลักเงินมหาวิทยาลัยกว่า 700 ล้าน ชี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชีและการเบิกเงิน แต่สั่งจำคุกจำเลยที่ 4 อดีต ผจก.ไทยพาณิชย์ สาขาบิ๊กซี สุวินทวงศ์ 95 ปี พร้อมจำเลยที่ 6 คนรับโอนเงิน 55 ปี และชดใช้ค่าเสียร่วมกัน 700 ล้าน

เมื่อวันนี้ (19 ส.ค.) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีทุจริตเบิกเงินสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กว่า 700 ล้านบาท หมายเลขดำ อท.24/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ 1 เป็นโจทก์ , สจล. เป็นโจทก์ร่วมที่ 1, ธ.ไทยพาณิชย์ เป็นโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นฟ้อง “นายถวิล พึ่งมา” อายุ 65 ปี อดีตอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จำเลยที่ 1, น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ อายุ 60 ปี อดีต ผอ.ส่วนการคลัง สจล. มีหน้าที่เบิกจ่ายเงินของสถาบัน จำเลยที่ 2, นายสรรพสิทธิ์ ลิ่มนรรัตน์ อายุ 55 ปี ผช.อธิการบดี สจล. ดูแลบริหารงานคลัง สจล. จำเลยที่ 3, นายทรงกลด ศรีประสงค์ อายุ 44 ปี อดีต ผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาบิ๊กซี สุวินทวงศ์ จำเลยที่ 4, นายคงฤทธิ์ สิงห์นุโคตร อายุ 53 ปี อดีต ผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 3M จำเลยที่ 5, นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด จำเลยที่ 6, นายพูนศักดิ์ บุญสวัสดิ์ อายุ 31 ปี จำเลยที่ 7, นายจริวัฒน์ สหพรอุดมการ อายุ 36 ปี จำเลยที่ 8 โดยทั้ง 3 เป็นบุคคลภายนอกและไม่ได้มีหน้าที่ใน สจล.

ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง โดยร่วมกระทำผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (7) (11), ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม มาตรา 265, 268, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย มาตรา 147, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด

ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือเจ้าของทรัพย์นั้น มาตรา 151 และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรา 157, ประกอบมาตรา 83 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดพนักงานองค์กรของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4, 8, 11 ขอให้ชดใช้เงิน 688,578,411 บาท ให้กับ สจล.โจทก์ร่วมที่ 1 และ ธ.ไทยพาณิชย์ โจทก์ร่วมที่ 2 และให้ชดใช้เงิน 20 ล้านบาท กับ ธ.กรุงศรีอยุธยา ผู้เสียหายที่ 3 ด้วย พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันกระทำละเมิด

กรณีปี 2552-2557 ร่วมกันลักเงิน สจล.ที่อยู่ในบัญชีเงินฝาก กับ ธ.ไทยพาณิชย์ สจล. 5 บัญชี, สาขาสุวรรณภูมิ 3M และ ธ.กรุงศรีอยุธยา สาขา สจล. รวมทั้งหมด 7 บัญชีไปให้ สจล. อนุมัติการจ่ายเงินด้วยการทำบันทึกเสนอขอเบิกเงินจากสถาบันฯ อ้างว่า จะฝากประจำเผื่อให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น เมื่อ สจล.อนุมัติในการเบิกถอนเงินจากบัญชีแล้ว เบิกเงินจากบัญชีโดยไม่ได้รับอนุมัติจาก สจล. รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 708,578,411 บาท จำเลยที่ 1,3-8 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพว่ามีข้อเท็จจริงเกิดขึ้น

โดยระหว่างพิจารณาคดี “นายถวิล” จำเลยที่ 1 ได้รับการประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์วงเงิน 8 ล้านบาท และ นายคงฤทธิ์ อดีต ผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 3M จำเลยที่ 5 ได้รับการประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 800,000 บาท พร้อมเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

ส่วนจำเลยที่ 2, 3, 4, 6, 7, 8 ตัวอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลางและเรือนจำ เนื่องจากถูกตัดสินให้จำคุกในคดีลักทรัพย์เงิน สจล.สำนวนแรก ทุนทรัพย์ 600 ล้านบาทเศษ ที่ยื่นฟ้องต่อศาลอาญามีนบุรี ที่มีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 61

ขณะที่ วันนี้ นายถวิล จำเลยที่ 1 และ นายคงฤทธิ์ อดีต ผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 3M จำเลยที่ 5 ที่ได้รับการประกันตัวไปก็เดินทางมาศาล พร้อมทนายความและคนใกล้ชิดซึ่งมาร่วมให้กำลังใจนับสิบคน โดยศาลก็เบิกตัวจำเลยที่ 2, 3, 4, 6, 7, 8 มาจากเรือนจำพร้อมฟังคำพิพากษา

นายถวิล กล่าวก่อนเข้าห้องพิจารณาคดี ว่า ตนเองก็ยังมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเองว่าไม่ได้มีความยุ่งเกี่ยว ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีนี้ก็มีความเชื่อมโยงกันโดยการกล่าวหาก็ระบุเงินจำนวนเงิน 3 ชุด ซึ่งกล่าวหาตนเกี่ยวข้องกับเงินชุดแรกและชุดที่ 2 โดยชุดแรกที่ผ่านมาก็มีการฟ้องคดีไว้ที่ศาลอาญามีนบุรีไปแล้ว (ศาลพิพากษายกฟ้องนายถวิล) สำหรับเงินชุดที่ 3 นั้นตนไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรเพราะตนเกษียณมาแล้ว อย่างไรกับจำเลยอื่นๆ ที่ไม่ใช่บุคลากรในสถาบัน สจล.นั้น ตนก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกันในทางคดี ตนรู้จักกับจำเลยที่เป็นบุคลากรในสถาบันเพียง 2-3 คนเท่านั้น

ส่วนที่ศาลอาญามีนบุรียกฟ้องนายถวิลมาแล้ว มีแนวทางจะฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ที่ทำคดีหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า ยังไม่มี อย่างไรก็ตาม จะต้องไปปรึกษากับทนายความก่อน

ขณะที่เมื่อถึงเวลาฟังคำพิพากษา ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานบุคคล ที่โจทก์ นำสืบในชั้นไต่สวน ประกอบหลักฐานเอกสารแล้ว มีประเด็นวินิจฉัยประการแรกว่า คดีนี้เป็นการฟ้องซ้ำกับสำนวนคดีจำเลยที่ 3, 6-8 ในศาลอาญามีนบุรีหรือไม่ เห็นว่า แม้พฤติการณ์และเงินจะเชื่อมโยงกันแต่ ลักษณะความผิดที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องมีบางข้อหาที่แตกต่างกัน รวมทั้งยอดเงินเป็นคนละจำนวนกันจึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำ ที่สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องนั้นจะระงับไปตาม ประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ อาญา) มาตรา 39(4) คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยต่อมาว่า จำเลยที่ 1-8 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งต้องวินิจฉัยก่อนว่าจำเลยที่ 1-3 ซึ่งเป็น อธก., ผอ.ส่วนการคลัง และ ผช.อธก.สจล นั้นเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายหรือไม่

โดยศาลพิเคราะห์เเล้วมีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 1-3 เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา หรือเป็นพนักงานตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 หรือไม่

เห็นว่า ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1-3 ดังกล่าว ผู้กระทำความผิดต้องเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(16) กล่าวคือ ต้องเป็นบุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นเจ้าพนักงาน หรือได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ว่าเป็นประจำหรือครั้งคราว และไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ผู้กระทำความผิดต้องเป็นพนักงานตามความหมายในมาตรา 3 กล่าวคือ เป็นประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการหรือบุคคลผู้ปฏิบัติงานในองค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งทุนทั้งหมดหรือทุนเกินกว่าร้อยละ 50 เป็นของรัฐฯ แต่เมื่อพระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ. 2551 มาตรา 5 บัญญัติให้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นนิติบุคคลและเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการและกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น จึงเป็นการกำหนดสถานะของผู้เสียหายที่ 1ไว้อย่างชัดแจ้งว่า เป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการ ส่วนที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้เสียหายที่ 1 มีสถานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ เป็นเพียงการให้อำนาจหน้าที่รัฐมนตรีกำกับดูแลกิจการทั่วไปของผู้เสียหายที่ 1 ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ด้านการศึกษา การพัฒนาประยุกต์องค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลตามมาตรา 45 ประกอบมาตรา 7 เท่านั้น โดยรัฐไม่สามารถเข้าไปควบคุมบริหารจัดการเองได้

แต่ให้ สจล.โจทก์ร่วมที่ 1 สามารถบริหารจัดการอย่างเป็นอิสระและมีความคล่องตัว เพื่อทำให้ระบบการศึกษามีคุณภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนการสรรหาอธิการบดี เพื่อเข้ามาบริหารกิจการของโจทก์ร่วม ตามมาตรา 29, 30 และ 34 ก็มิใช่การได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ทั้งตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ก็ไม่ปรากฏว่ามีบทมาตราใดบัญญัติว่า การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสถาบันหรือผู้ปฏิบัติงานในสถาบันของผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา หรือเป็นพนักงานตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 แม้ตามพระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ. 2551 จะไม่ได้บัญญัติไว้โดยตรงว่า ให้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นหน่วยงานของรัฐ

แต่สถานะของโจทก์ร่วมที่ 1 ก็ถือเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ อันถือได้ว่าพนักงานสถาบันหรือผู้ปฏิบัติงานในสถาบันของโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามความในมาตรา 4 ตอนท้าย แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่บัญญัติให้หมายความรวมถึงบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งใช้อํานาจหรือได้รับมอบให้ใช้อํานาจทางการปกครองของรัฐในการดําเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐ

แต่เมื่ออัยการโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1จึงไม่สามารถลงโทษจำเลยที่ 1-3 ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้

เมื่อจำเลยที่ 1-3 มิได้เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา หรือเป็นพนักงานตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ดังวินิจฉัยข้างต้น การกระทำของจำเลยที่ 1-3 จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151, 157 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4, 8, 11 เมื่อจำเลยที่ 1-3 มิใช่เจ้าพนักงาน หรือพนักงาน การกระทำของจำเลยที่ 4-8 จึงไม่อาจเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยถึงที่ 1-3 ตามฟ้องได้

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้ง 8 กระทำความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ตั้งเเต่ 2 คนขึ้นไปเเละที่เป็นของนายจ้าง, ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 335, 265, 268 ในการเบิกเงินจากบัญชี สจล.มาเพื่อประโยชน์ของตัวเองและผู้อื่นรวม 7 บัญชี ระหว่างปี 2554-2557

ทางไต่สวนพยานหลักฐานฟังได้ว่า แบบคำขอเปิดบัญชีที่ปรากฏลายมือชื่อของจำเลยที่ 1-3 และ น.ส.ระวิวรรณ ซึ่งอยู่ในแฟ้มบัญชีของธนาคาร เป็นแบบคำขอที่ไม่ตรงกับที่ใช้ในช่วงเวลานั้น ไม่มีการลงข้อมูลของผู้ทำรายการ วันที่ทำรายการ รหัสผู้ทำรายการ รวมทั้งผู้อนุมัติ และไม่ใช่แบบคำขอที่นำไปใช้ยื่นเปิดบัญชีที่หน้าเคาน์เตอร์ตามปกติ ทั้งในแฟ้มข้อมูลบัญชีไม่พบหนังสือขอเปิดบัญชีจากผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมที่ 1 ส่วนเอกสารประกอบการเปิดบัญชีที่เป็นสำเนาบัตรพนักงานของนายถวิลจำเลยที่ 1 ระบุสำเนาถูกต้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นอธิการบดี เเต่ก็ขัดแย้งกับที่ระบุในบัตรพนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งระบุว่าช่วงเวลานั้น นายกิตติ ตีรเศรษฐ์ เป็นอธิการบดี ส่วนบัตรประจำตัวประชาชนของ ผู้ช่วยอธิการบดี จำเลยที่ 3 และ น.ส.ระวิวรรณ เป็นบัตรที่ทางราชการออกให้ใช้ในภายหลัง หลังจากที่ได้ใช้ยื่นประกอบการเปิดบัญชีแล้ว เชื่อว่าเกิดจากการทุจริตของพนักงานของธนาคารไทยพานิชย์โจทก์ร่วมที่ 2 ที่นำเอาเอกสารที่ได้รับมาภายหลัง ไปสับเปลี่ยนกับเอกสารชุดเดิมที่มีอยู่ในแฟ้มบัญชี ซึ่งจากการตรวจสอบของคณะทำงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์โจทก์ร่วมที่ 2 แต่งตั้งขึ้น ก็พบว่าการเปิดบัญชีที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบของธนาคารไทยพาณิชย์โจทก์ร่วมที่ 2 มีอยู่ 2 บัญชี และเชื่อว่า จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์สาขาขณะนั้น มีส่วนรู้เห็นในการทุจริตทำหลักฐานปลอมดังกล่าว โดยไม่พบว่าจำเลยที่ 1-3 ทราบหรือรู้เห็นเกี่ยวกับการเปิดบัญชีที่ผิดเงื่อนไขและใช้เอกสารประกอบการเปิดบัญชีไม่ถูกต้องดังกล่าว

ส่วนการลักเบิกถอนเงินออกจากบัญชีของ สจล.โจทก์ร่วมที่ 1 ในแต่ละบัญชีนั้น พยานบุคคลซึ่งเป็นพนักงานของธนาคารไทยพาณิชย์ต่างยืนยันว่า จำเลยที่ 4 ขอใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ขณะที่ยังเข้ารหัสของพนักงานแต่ละคนอยู่ เพื่อทำธุรกรรมถอนเงินจากบัญชีของ สจล.แล้วโอนเข้าบัญชีของบุคคลอื่น รวมตลอดการซื้อแคชเชียร์เช็ค และการโอนเงินต่างธนาคาร โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ของ สจล.มาแสดงตนที่หน้าเคาน์เตอร์ และไม่มีเอกสารใดๆ ประกอบการทำธุรกรรม ซึ่งการเข้าไปลักเบิกถอนเงินออกจากบัญชีของ สจล.นั้น จะปรากฏในรายงานการทำธุรกรรมประจำวันทุกครั้ง อันเป็นหลักฐานที่ชี้ชัดว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้กระทำความผิด ซึ่งก็สอดคล้องกับที่จำเลยที่ 4 ให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนที่ธนาคารไทยพาณิชย์ตั้งขึ้น โดยรับว่า เป็นผู้ถอนเงินออกจากบัญชีของ สจล.จริง โดยเข้าไปทำรายการถอนที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงานในสาขา บางครั้งจะสั่งให้พนักงานถอนเงิน แล้วโอนเข้าบัญชีของบุคคลอื่น

จำเลยที่ 4 เป็นคนอนุมัติถอนเงินทุกครั้ง และการถอนเงินจะไม่ใช้สมุดบัญชีและไม่มีใบถอนเงินที่ลงลายมือชื่อผู้มีอำนาจของ สจล.แต่จะใช้ใบถอนเงินเปล่าที่ยังไม่ได้กรอกรายละเอียดใดๆ เข้าทำรายการกับเครื่องคอมพิวเตอร์ และสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 4 ตอบศาลรับว่า การถอนเงินออกจากบัญชีของ สจล.บางครั้งจำเลยที่ 4 จะปลอมลายมือชื่อของ ผอ.ส่วนคลัง เเละผู้ช่วยอธิการบดีจำเลยที่ 2-3 ในใบถอนเงิน และปลอมลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในการสลักหลังเช็คที่ทำคำขอซื้อในนามของจำเลยที่ 2 เพื่อนำเข้าบัญชีของจำเลยที่ 4 เอง

จากการไต่สวนพยานหลักฐานที่โจทก์อ้าง ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 3 สมคบวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนกับจำเลยที่ 4 หรือมีเจตนากระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 4 ในการลักเอาเงินจากบัญชีของผู้เสียหายที่ 1ไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ทั้งนายพัฒนพงศ์ พนักงานของธนาคารไทยพาณิชย์ก็ตอบศาลถามว่า คณะทำงานตรวจสอบไม่พบว่าจำเลยที่ 1-3 ได้รับเงินจากการเบิกถอนออกจากบัญชี สจล.

สำหรับจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์สาขาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 3M ที่เป็นผู้อนุมัติให้ถอนเงินออกจากบัญชีของ สจล.ตามที่จำเลยที่ 4 มาขอเบิกถอนเงินต่างสาขานั้น จากการไต่สวน ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่ชี้ให้เห็นพฤติกรรมของจำเลยที่ 5 ที่ทำให้เชื่อว่ามีส่วนร่วมรู้เห็นหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 4 แต่เชื่อว่าจำเลยที่ 5 ได้พิจารณาอนุมัติถอนเงินตามหลักฐานที่จำเลยที่ 4 นำมายื่นแสดง

ทั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ธนาคารไทยพาณิชย์ตั้งขึ้น ก็พบเพียงว่าจำเลยที่ 5 เป็นผู้อนุมัติรายการเบิกถอนเงินที่ทำขึ้น ณ สาขา 3M เท่านั้น ไม่พบว่าจำเลยที่ 5 ได้รับโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของ สจล.เลย

สำหรับ นายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 6 เป็นผู้รับโอนเงินที่จำเลยที่ 4 โอนเข้าบัญชีอ้างว่าเป็นการกู้ยืมเงินกันและเป็นผู้แจ้งให้จำเลยที่ 4โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 6-8โดยทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้ แต่สัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 6 ทำกับจำเลยที่ 4 ฉบับแรก ระบุลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 55 อันห่างจากช่วงเวลาที่จำเลยที่ 4 โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 6 เป็นครั้งแรกในคดีนี้เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 55 และหลังนั้นอีกหลายครั้ง รวมเป็นเงินมากถึง 267,883,289.67 บาท โดยไม่ปรากฏหลักฐานการกู้ยืมเงินเลย ทั้งเงินที่โอนกันช่วงนี้มีจำนวนมากกว่าที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงินที่ระบุทำเมื่อเดือนพฤศจิกายน 55 และเดือนธันวาคม 55 ซึ่งรวมแล้วเป็นเงินเพียง 143,000,000 เท่านั้น การทำสัญญากู้ยืมเงิน ไม่น่าเชื่อว่าต้องการให้มีผลผูกพันกันจริง แต่เป็นการทำขึ้นในภายหลังเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการสู้คดีมากกว่า เเต่ส่วนที่จำเลยที่ 4 โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 7 และ 8 นั้น ทางไต่สวนไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 7 และ 8 เข้าไปมีส่วนร่วมกระทำความผิดในขั้นตอนต่างกับจำเลยที่ 4 และที่ 6 แต่ต้น คงได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 6 เล่นพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลผ่านนายปฐมพงศ์และนางสาวจันทร์จิรา ไปยังจำเลยที่ 8 ซึ่งเป็นโต๊ะบอลหรือเจ้ามือ โดยมีการโอนเงินผ่านบัญชีของจำเลยที่ 6ไปยังบัญชีของนางสาวจันทร์จิราและบัญชีของจำเลยที่ 8 บางครั้งจำเลยที่ 6 จะให้จำเลยที่ 4 โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 6 ที่เปิดร่วมกับจำเลยที่ 7 และบัญชีของจำเลยที่ 8 เพื่อชำระหนี้การพนัน

เมื่อเปรียบเทียบช่วงเวลาขณะเกิดเหตุคดีนี้กับจำนวนเงินที่มีการโอนกันในแต่ละครั้งดังกล่าว พบว่าไม่มีความสัมพันธ์กับจำนวนเงินที่ได้ลักเบิกถอนออกจากบัญชีของผู้เสียหายที่ 1 เลย น่าเชื่อว่าการโอนเงินระหว่างบัญชีดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเล่นการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลจริง

ศาลจึงพิพากษาว่า นายทรงกลด อดีต ผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาบิ๊กซี สุวินทวงศ์ จำเลยที่ 4 มีความผิด ร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และที่เป็นของนายจ้าง และ ปลอมกับใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (11) วรรคสอง, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (5) ประกอบมาตรา 83

ส่วน นายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่เกี่ยวข้องกับ สจล. แต่ผู้เปิดบัญชีรับโอนเงินจากจำเลยที่ 4 มีความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตามมาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 8

โดยการกระทำของจำเลยที่ 4 และที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ให้จำคุก นายทรงกลด อดีต ผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาบิ๊กซี สุวินทวงศ์ จำเลยที่ 4 ทั้งสิ้น 19 กระทง มีกำหนด 95 ปี และ ให้จำคุก นายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 6 รวม 11 กระทง มีกำหนด 55 ปี

แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วทั้งจำเลยที่ 4 และที่ 6 แล้ว ให้จำคุกสูงสุดตามกฎหมาย คนละ 20 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 4 และที่ 6 ต่อจากคดีในศาลอาญามีนบุรีนั้นปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้จำคุกโทษสูงสุดแล้ว 50 ปี ส่วนจำเลยที่ 6 จำคุกสูงสุด 20 ปี จึงไม่อาจนับโทษรวมได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2 )

ทั้งนี้ ส่วนค่าเสียหายทางแพ่งนั้น ปรากฏว่า เงินที่จำเลยที่ 4 เบิกถอนไปโดยทุจริตนั้น แม้เป็นเงินฝากบัญชีของ สจล.โจทก์ร่วมที่ 1 แต่ขณะเกิดเหตุถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ที่อยู่ในความครอบครองของ ธ.ไทยพาณิชย์ฯ โจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเงินของ สจล.นั้นทางธนาคารได้ชดใช้ให้จนเป็นที่พอใจแล้ว จึงให้จำเลยที่ 4 ชดใช้เงินคืน ธ.ไทยพาณิชย์ โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 688,578,411.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่กระทำผิดแต่ละครั้งนับจากปี 2554, 2555, 2557

โดยให้จำเลยที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 4 ชดใช้เงินในจำนวน 563,386,411.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่กระทำผิดแต่ละครั้งด้วย และให้จำเลยที่ 4, 6 ร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายที่ 3 อีก 20 ล้านบาทด้วย

โดยพิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ 1, 2, 3, 5, 7, 8

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าแม้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง จะยกฟ้อง จำเลยที่ 2, 3, 4, 7, 8 แต่จำเลยดังกล่าวก็ยังต้องถูกคุมขังอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลางและเรือนจำคลองเปรม เนื่องจากถูกตัดสินลงโทษในคดีลักเงิน สจล.สำนวนแรกของศาลอาญามีนบุรีซึ่งคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์

ภายหลังศาลยกฟ้อง นายถวิล พึ่งมา กล่าวว่า ตนเองมั่นใจมาตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่มีความผิดขอบคุณศาลที่ให้ความเมตตา และให้ความยุติธรรม ซึ่งศาลพิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ค่อนข้างละเอียด ช่วงที่เงินในบัญชีธนาคารหายไปนั้น เป็นช่วงของคณะกรรมการบริหาร สจล.ชุดอื่น โดยการที่ตนถูกฟ้องนั้นค่อนข้างไม่ยุติธรรม และมองว่าเป็นการถูกกลั่นแกล้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อทั้งศาลมีนบุรี และศาลอาญาคดีทุจริตฯพิพากษายกฟ้อง ตนก็รู้สึกดีใจ ที่พิสูจน์แล้วว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักทรัพย์ของ สจล.แต่อย่างใด

ด้าน นายพีรันธร วีระภรณ์พิมล ทนายความนายถวิล กล่าวว่า ศาลพิพากษาว่า นายถวิล ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเบิกถอนเงินทั้ง 7 บัญชีและไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับการทุจริต เพราะเจ้าหน้าที่ไปเปิดบัญชีโดยไม่มีอำนาจ พอสืบพยานเสร็จก็ทราบว่าทางนายทรงกลด ได้นำเอกสารที่นายถวิลเซ็นไว้ตอนมีอำนาจ มาใช้ ดังนั้น เอกสารทั้งหมดดังกล่าว จึงเป็นการใช้เอกสารที่เป็นเท็จ ซึ่งขั้นตอนต่อไปคาดว่าอัยการคงจะอุทธรณ์คดี เพราะศาลยกฟ้องจำเลยจำนวน 6 คน ก็ต้องไปเตรียมศึกษาคำพิพากษา เพื่อแก้อุทธรณ์ของอัยการต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการอ่านคำพิพากษาลักทรัพย์สสจสำนวนที่ 2 วันนี้ศาลก็ใช้เวลานานถึง 5 ชั่วโมงโดยเริ่มตั้งแต่ 10.00 น.จนเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 16.00 น

สำหรับคดีลักเงิน สจล.นั้น ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2558 พนักงานอัยการคดีอาญา 11 (มีนบุรี) ก็ได้ยื่นฟ้อง นายทรงกลด อดีต ผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ฯ สาขาบิ๊กซีสุวินทวงศ์ จำเลยที่ 1, น.ส.อำพร อดีต ผอ.ส่วนการคลัง สจล. ที่ 2, นายพูนศักดิ์ ที่ 3, น.ส.จันทร์จิรา โสประดิษฐ์ อายุ 31 ปี ที่ 4, นายสมบัติ โสประดิษฐ์ อายุ 48 ปี ที่ 5, นางระดม มัทธุจัด อายุ 59 ปี ที่ 6, นายจริวัฒน์ ที่ 7, นายภาดา บัวขาว อายุ 32 ปี ที่ 8, นายถวิล อดีต อธก.สจล.ที่ 9, นายสรรพสิทธิ์ อดีต ผช.อธก. ที่ 10, นายสลุต ราชบุรี อายุ 58 ปี ที่ 11, นายกิตติศักดิ์ ที่ 12, นายสมพงษ์ สหพรอุดมการณ์ ที่ 13 และ นายธวัชชัย ยิ้มเจริญ ที่ 14 ต่อศาลอาญามีนบุรี
ในความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์, ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม, ร่วมกันปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม, เป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือผู้อื่นโดยทุจริต, เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด, ร่วมกันฟอกเงิน, สนับสนุนพนักงานมีหน้าที่ซื้อทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต, สนับสนุนพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 264, 265, 266, 268, 335, พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กร หรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 3, 4, 8, 11 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราบการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 7, 10, 60

กรณีวันที่ 25 มิ.ย.- 12 พ.ย. 55 พวกจำเลยร่วมกันถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขา สจล.รวม 4 บัญชี เป็นเงิน 510,000,000 บาท ของ สจล. ผู้เสียหายที่ 1 ไปโดยมิชอบ และจำเลยที่ 1, จำเลยที่ 3-8 กับพวกที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ยังร่วมกันฟอกเงินด้วยการนำเงิน 303,860,643.96 บาท ของ สจล. ผู้เสียหายที่ 1 โอนกลับเข้าบัญชีเงินฝาก ธ.ไทยพาณิชย์ สาขา สจล. เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน เพื่อไม่ต้องให้รับโทษหรือรับโทษน้อยลงด้วย

ซึ่งศาลอาญามีนบุรี ได้มีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 61 โดย จำคุกจำเลยทั้งสิ้น 11 คน ซึ่งจำคุกเป็นเวลาตั้งแต่ 4 ปี 6 เดือน จนถึง 50 ปี และให้ร่วมกันชดใช้เงินคืน สจล.โจทก์ร่วมที่ 1 และ ธ.ไทยพาณิชย์ โจทก์ร่วมที่ 2 กว่า 700 ล้านบาท และยกฟ้อง ในส่วนของนายสมบัติ จำเลยที่ 5, นายภาดา ที่ 8 ซึ่งทั้งสองเป็นบุคคลภายนอก, นายถวิล อดีต อธก.สจล. จำเลยที่ 9



กำลังโหลดความคิดเห็น...