MGR Online - ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 6 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมในทำเนียบฯ ขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ปี 51 คนละ 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ฐานบุกรุก-ทำให้เสียทรัพย์
เมื่อเวลา 09.30 น.วันนี้ (13 ก.พ.) ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) บุกทำเนียบรัฐบาล เมื่อปี 2551 คดีหมายเลขดำ อ.4925/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 ได้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อายุ 83 ปี , นายสนธิ ลิ้มทองกุล อายุ 70 ปี , นายพิภพ ธงไชย อายุ 72 ปี , นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อายุ 68 ปี , นายสมศักดิ์ โกศัยสุข อายุ 72 ปี อดีตแกนนำ พธม. และนายสุริยะใส กตะศิลา อายุ 45 ปี อดีตอดีตผู้ประสานงาน พธม. เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุก โดยกระทำความผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362, 365 ประกอบ มาตรา 83
อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2555 ระบุพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2551 ผู้ชุมนุมกลุ่ม พธม. ซึ่งมีจำเลยดังกล่าวเป็นแกนนำ ได้จัดปราศรัยชักชวนประชาชนเข้าร่วมชุมนุม ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน เพื่อกดดันให้นายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเคลื่อนขบวนฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำเนียบรัฐบาลและกระจายกำลังปิดล้อมสถานที่ราชการ เช่น สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียง กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรฯ และเมื่อวันที่ 26 ส.ค.2551 เวลากลางวัน จำเลยกับพวก ได้เคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลโดยปิดล้อมทางเข้าออกทำเนียบทุกด้าน ทำลายกุญแจประตูทำเนียบและแผงกั้นที่เจ้าหน้าที่ใช้ควบคุมดูแลความสงบในทำเนียบ พวกจำเลยได้ร่วมกันรื้อทำลายสิ่งกีดขวาง แล้วปีนรั้วเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลรวมทั้งนำรถยนต์ 6 ล้อที่ติดเครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ไปจอดหน้าตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาลแล้วผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยและช่วงวันที่ 26 ส.ค.2551 – 3 ธ.ค.2551 โดยระหว่างที่พวกจำเลยจัดเวทีปราศรัยในทำเนียบรัฐบาลซึ่งมีผู้ชุมนุมจำนวนมาก ได้เหยียบสนามหญ้าและต้นไม้ประดับจนตาย และยังทำให้ระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติ ระบบไฟสนาม หน้าตึกไทยคู่ฟ้าและหน้าตึกสันติไมตรี ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้รับความเสียหาย รวม 5 ล้านบาท อีกทั้งเมื่อมีฝนตกทำให้น้ำฝนซึมเข้าขังในถุงดำที่ห่อหุ้มกล้องวงจรปิด ทำให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกล้องเสียหายรวม 10 ตัว ค่าเสียหายอีก 1,766,548 บาท ซึ่งจำเลยทั้ง 6 คน ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
คดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 พ.ค.2558 ว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกนั้น เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 , 365 ซึ่งผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุด ฐานบุกรุกสถานที่ราชการจำคุกคนละ 3 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 โดยจำคุกคนละ 2 ปี และให้นับโทษนายสนธิ จำเลยที่ 2 ต่อจากคดีหมายเลขแดง อ.1241/2550 (จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดีหมิ่นประมาท)ของศาลชั้นต้น และคดีหมายเลขแดง อ.5068/2550(จำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา คดีปราศรัยสนามหลวง เมื่อปี 2549 หมิ่นอดีตนายกทักษิณ),อ.2765/2553(รอลงอาญา 2 ปี คดีจัดรายการเมื่อปี 2550 หมิ่นประมาท),อ.524/2555 (จำคุก 20 ปี คดีผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535)
ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งหก ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งมีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 24 ก.ค.60 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งสนามหญ้าระบบรดน้ำต้นไม้และระบบไฟฟ้าในสนามด้วย ให้จำคุกคนละ 1 ปี โดยลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกไว้คนละ 8 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ ซึ่งนอกจากที่แก้ก็ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ภายหลังจำเลยทั้งหกยังได้ยื่นฎีกา โดย พล.ต.จำลอง , นายพิภพ , นายสมเกียรติ , นายสมศักดิ์ และนายสุริยะใส ได้ประกันตัวระหว่างฎีกา ส่วนนายสนธิ อดีตแกนนำคนสำคัญ จำเลยที่ 2 ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งรับโทษจำคุก 20 ปีตามคำพิพากษาศาลฎีกาคดีกระทำผิดพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ
โดยวันนี้ ศาล เบิกตัวนายสนธิ จำเลยที่ 2 มาจากเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อฟังคำพิพากษา ขณะที่อดีตแกนนำซึ่งได้รับการประกันตัว ก็เดินทางมาฟังคำพิพากษาอย่างพร้อมเพรียง ขณะเดียวกันก็มีผู้สนับสนุนและญาติเดินทางมาให้กำลังใจประมาณ 50 กว่าคน เต็มห้องพิจารณาคดี
ขณะที่คดี ศาลฎีกา ได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองและได้จัดตั้งรัฐบาลที่มีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฯ 2550 และมีการเลือกตั้ง ส.ส.และส.ว.กระทั่งมีการเลือกนายสมัคร ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้ววันที่ 25 พ.ค.2551 กลุ่ม พธม. ก็ได้ทำการชุมนุมโดยมีนายสุริยะใส จำเลยที่ 6 เป็นผู้ประสานงานจัดปราศรัยชักชวนประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกรณีที่ไม่เห็นชอบรัฐบาลนายสมัคร ซึ่งได้ชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และยังได้ย้ายการชุมนุมไปที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ใกล้ทำเนียบรัฐบาล กระทั่ง 26 ส.ค.2551 ผู้ชุมนุมได้รวมตัวกันที่รอบทำเนียบรัฐบาล แล้วช่วงเวลา 14.00 น.ผู้ชุมนุมได้ปีนรั้วเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนร่วมกันผลักดันแผงเหล็กที่ปิดกั้น ถ.นครปฐม บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ เข้าไปยังประตูที่ 1-2 ของทำเนียบรัฐบาล และกลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้ตั้งเวทีปราศรัยร่วมชุมนุมกันที่สนามหญ้า หน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยจำเลยทั้งหกกับพวกร่วมกันผลัดเปลี่ยนขึ้นพูดปราศรัย ซึ่งมีการพักค้างแรมในทำเนียบรัฐบาลจำนวนมากด้วย ต่อมาวันที่ 9 ก.ย.2551 ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่านายสมัคร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น กระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญจึงเป็นเหตุให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และมีผลให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งวันที่ 17 ก.ย.2551 สภาฯ มีมติเลือกนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและจัดตั้ง ครม. โดยในวันที่ 2 ธ.ค.2551 ศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีคำสั่งให้ยุบพรรคพลังประชาชน จึงเป็นเหตุให้นายสมชาย พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเช่นกัน แล้ววันที่ 3 ธ.ค.2551 จำเลยทั้งหกและผู้ชุมนุมได้ยุติการชุมนุมและออกไปจากทำเนียบรัฐบาล หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้กลับเข้าไปทำงานในทำเนียบรัฐบาลพบว่ามีทรัพย์สินของราชการและของลูกจ้างเสียหาย
คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหก ในข้อแรกว่า อัยการโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งหกอ้างว่า ตามหนังสือมอบอำนาจให้แจ้งความดำเนินคดีนั้นระบุว่าให้ดำเนินคดีบุกรุก ในวันที่ 26 ส.ค.2551ไม่ได้ระบุมอบอำนาจให้ดำเนินคดีในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ด้วย ซึ่งตามพฤติการณ์อ้างว่าการทำให้เสียทรัพย์ เกิดหลังจากวันที่ 26 ส.ค.-3 ธ.ค.2551 คดีจึงไม่อยู่ในขอบเขตการมอบอำนาจนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าผู้ชุมนุมและพวกจำเลยทั้งหกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค.2551 โดยปีนรั้วและตัดโซ่คล้องกุญแจออก จากนั้นพักค้างแรมตั้งเวทีปราศรัยในวันที่ 27 ส.ค.2551 นายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหารขณะนั้น จึงได้มอบอำนาจให้ ผอ.สำนักสถานที่และรักษาความปลอดภัย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยทั้งหก แม้ตามหนังสือมอบอำนาจจะระบุให้ดำเนินคดีโดยไม่ได้ระบุฐานข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์โดยชัดเจน แต่ตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวก็เป็นที่ชัดแจ้งว่าให้ดำเนินคดีกับผู้ที่บุกรุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลโดยมิชอบ ซึ่งมีการบุกรุกต่อเนื่องจนถึงวันที่ 3 ธ.ค.2551 ดังนั้นการมอบอำนาจให้แจ้งความดำเนินคดีย่อมมีผลไปถึงวันที่ 3 ธ.ค.2551 ด้วยเนื่องจากการบุกรุกเป็นความเดียวกัน ระยะเวลาเกี่ยวเนื่องกัน จนถึงวันที่พวกจำเลยออกไปจากทำเนียบรัฐบาล โดยตลอดเวลานั้นมีการทำให้ทรัพย์สินของราชการและผู้อื่นเสียหาย ซึ่งเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ในคราวเดียวกับท่พวกจำเลยบุกรุกทำเนียบรัฐบาลอยู่ ซึ่งความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ในช่วงเวลาที่บุกรุกนั้นเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท จึงถือว่าคดีนี้ผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยชอบแล้ว อัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งหกจึงฟังไม่ขึ้น
ที่จำเลยทั้งหกฎีกาว่า การเข้าไปชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธและเป็นการใช้สิทธิที่ชอบตามรัฐธรรมนูญ เพื่อคัดค้าน ส.ส.พรรคพลังประชาชนที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ รวมทั้งการบริหารงานของรัฐบาลที่มีความน่าสงสัยในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การไม่ปกป้องอธิปไตยของชาติต่อการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของปราสาทพระวิหาร ซึ่งจำเลยทั้งหกอ้างว่าการเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบุกรุกเพียงแต่ขึ้นปราศรัยบนเวทีให้ความรู้แก่ประชาชนเท่านั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จากทางนำสืบของจำเลยทั้งหกเองได้ความว่า ในการชุมนุมและการเรียกร้องมีการจัดทำแถลงการณ์ของคณะแกนนำ กระทั่งวันที่ 25 ส.ค.2551 ได้ยกระดับการชุมนุมเป็นการกดดันให้นายสมัครและคณะรัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ โดยมีการชุมนุมแบบดาวกระจายไปยังสถานที่ราชการหลายแห่ง รวมทั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยหรือเอ็นบีที โดยโจทก์ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถอดคำปราศรัยมาเบิกความด้วย ซึ่งสอดคล้องกับคำปราศรัยของนายสุริยะใส จำเลยที่ 6 ที่ได้พูดเมื่อวันที่ 26 ส.ค.2551 ตอนหนึ่งว่า “พรุ่งนี้เป็นวันปกติของวันประชุม คณะรัฐมนตรี...พรุ่งนี้เราไม่อนุญาตให้เขาประชุม ครม….แต่ว่าอีกไม่กี่นาทีพวกเราจะได้รู้พร้อมๆ กับ 5 แกนนำ การเคลื่อนไหวที่ไหน อย่างไรและปฏิบัติการอย่างไร...” และโจทก์ยังมี นายลอยเลื่อน รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีขณะนั้น รวมทั้งข้าราชการในกองรักษาความปลอดภัย กับ ผกก.ฝ่ายปฏิบัติการข่าว กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 ก็ได้เบิกความเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่ม พธม. ที่เคลื่อนมาจากสะพานชมัยมรุเชฐ และเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สั่งปิดประตูทั้งหมดและใช้โซ่คล้องติดกุญแจไว้ โดยกลุ่มแกนนำที่อยู่บนรถ 6 ล้อติดเครื่องขยายเสียงได้พูดให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีการปีนรั้วเข้าไปและทำการตัดโซ่คล้องประตูแล้วนำรถ 6 ล้อติดเครื่องขยายเสียงไปจอดที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า และกางเต้นท์พักในทำเนียบรัฐบาล มีกลุ่มรักษาความปลอดภัยที่เรียกชื่อนักรบศรีวิชัย ได้ควบคุมพื้นที่การชุมนุมและประตูทำเนียบไว้จนนายลอยเลื่อนได้ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งหกและกลุ่มผู้ชุมนุมต่อศาลแพ่ง ซึ่งศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้จำเลยและผู้ชุมนุมออกจากทำเนียบรัฐบาล กระทั่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้นายสมัคร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคพลังประชาชนทำให้นายสมชายพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมาด้วย จำเลยทั้งหกและผู้ชุมนุมจึงได้ออกจากทำเนียบรัฐบาล ดังนั้นที่จำเลยทั้งหกอ้างว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปในทำเนียบเองไม่เกี่ยวกับจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น และที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งหกบุกรุกเข้าไปในทำเนียบนั้นจึงชอบแล้ว
ที่จำเลยทั้งหก อ้างว่าการชุมนุมนั้นเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพราะเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธและทำเนียบรัฐบาลเป็นสาธารณสมบัติแผ่นดิน จำเลยทั้งหกกับพวกจึงเข้าไปได้นั้น ศาลฎีกา เห็นว่า แม้ทำเนียบรัฐบาลจะเป็นสาธารณสมบัติแผ่นดิน แต่ก็เป็นทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3) ไม่ใช้ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เมื่อทำเนียบรัฐบาลเป็นสถานที่ราชการมีอาณาบริเวณชัดเจน มีรั้วรอบ ซึ่งทั้งภายในและภายนอกอาคารอยู่ในความดูแลของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และเป็นสถานที่สำหรับบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของหน่วยงานสำคัญของราชการอื่น เช่น สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี , สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ , สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีการรักษาความปลอดภัยตรวจตราบุคคลที่เข้าออก จึงเป็นสถานที่ที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
การที่จำเลยทั้งหกกับพวก ปีนรั้ว , ตัดโซ่ , ผลักดันแผงกั้นเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลโดยมิชอบ จึงเป็นความผิดฐานบุกรุกตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ขณะที่การชุมนุมของพวกจำเลยยังมีการจัดกองกำลังรักษากลุ่มผู้ชุมนุมโดยไม่ใยดี ต่อผู้มีหน้าที่ดูแลทำเนียบรัฐบาลจึงเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิของบุคคลอื่น ซึ่งไม่อาจถือได้ว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบตามที่จำเลยทั้งหกอ้าง
ประเด็นสุดท้ายต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มีทั้ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และผู้ตรวจสถานที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 4 ธ.ค.2551 หลังยุติการชุมนุม ได้จัดทำบันทึกการตรวจสถานที่และแผนที่เกิดเหตุ ซึ่งปรากฎสภาพความเสียหายตามบัญชีทรัพย์ ทั้งสนามหญ้า , ต้นไม้ประดับ , ระบบสปริงเกอร์รดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ , ระบบไฟสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้าและหน้าตึกสันติไมตรี ถูกเหยียบ เททับด้วยดินกรวดทรายเสียหายทั้งหมด นอกจากนี้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดที่ติดตั้งไว้ทั่วทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งโซ่ และกุญแจล็อก ก็เสียหาย ซึ่งเป็นความเสียหายที่ตรวจพบหลังจากจำเลยทั้งหกกับพวกออกไปจากทำเนียบรัฐบาล ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากจำเลยทั้งหกกับพวกตั้งเวทีปราศรัยในทำเนียบและบุกรุกเข้าไปครอบครองเป็นเวลานานโดยไม่มีมาตรการปกป้องทรัพย์สินเป็นการกระทำที่เล็งเห็นผลได้ จึงมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ด้วย จึงชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ส่วนที่จำเลยทั้งหก ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยทั้งหกกับพวกกระทำการอุกอาจ บุกรุกเข้ายึดครองทำเนียบรัฐบาลก่อความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินมากมาย หลายรายการ ซึ่งการกระทำนั้นกระทบต่องานบริหารราชการบ้านเมืองของหลายส่วนราชการ และหลังเกิดเหตุก็ไม่ได้เยียวยาความเสียหายจากการกระทำของตน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหกเพียงคนละ 8 เดือนโดยไม่รอการลงโทษ จึงเป็นคุณแก่จำเลยทั้งหกมากแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน จึงพิพากษายืน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้จำคุกคนละ 8 เดือน ไม่รอลงอาญา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็จะนำตัว พล.ต.จำลอง, นายพิภพ, นายสมเกียรติ, นายสมศักดิ์, นายสุริยะใส ซึ่งเคยได้รับการประกันตัว ไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรับโทษตามคำพิพากษาต่อไปเช่นเดียวกับนายสนธิ ที่อยู่เรือนจำกลางคลองเปรมก่อนแล้ว
บรรยากาศภายหลังอ่านศาลฎีกาพิพากษาเสร็จ กลุ่มญาติและมวลชนที่มาร่วมฟังในห้องพิจารณา ต่างมีสีหน้านิ่งเฉย และพากันเศร้าใจ และเข้าไปพูดคุยโอบกอดจับมือให้กำลังใจกับ นายสนธิ,พล.ต.จำลอง,นายพิภพ,นายสุริยะใส และอดีตแกนนำอื่นๆทั้งหกคน โดย พล.ต.จำลอง ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า “ขอบคุณพี่น้องที่มาให้กำลังใจ พวกเราเตรียมตัวไว้แล้ว เราต่อสู้เพื่อชาติ ไม่มีอะไรต้องเสียใจ และขอให้ช่วยกันต่อสู้ต่อไป ” และระหว่างรอเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์รอรับตัวทั้งหมดไปที่ห้องควบคุมใต้อาคารศาลอาญา น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา ที่เดินทางมาในวันนี้ก็ได้พูดคุยกับนายสนธิ โดยนายสนธิได้กอดให้กำลังใจ และบอกว่า “ คนที่อยู่ข้างนอก อย่างคุณรสนาต้องเข้มแข็ง และต้องมีกำลังใจที่ดี ” รวมทั้งกล่าวว่า “สังคมไทยเป็นสังคมที่ลืมง่าย พวกเขาลืมไปแล้วว่า เมื่อปี 2549-2551 บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร หากพวกเราไม่ร่วมมือกันและออกมาชุมนุม ตอนนี้พวกเราก็ต้องยอม หวานอมขมกลืน แต่ไม่เป็นไร 8 เดือนคงไม่นาน” หลังจากนั้นพล.ต.จำลอง,นายพิภพ,นายสมศักดิ์ และอดีตแกนนำพธม.บางคน ได้เปลี่ยนชุดเป็น เสื้อยืดและกางเกงขาสั้น และเตรียมเครื่องใช้ส่วนตัว เช่น แปรงสีฟัน ก่อนเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
ด้านนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตแนวร่วม พธม. ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้เป็นประวัติศาสตร์ในการทำหน้าที่ของประชาชนทางการเมือง โดยประชาชนอ้างสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมซึ่งปกครองประเทศ คดีนี้เป็นคดีสำคัญ ที่สุดแล้วศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ จำคุกเลยทั้งหก 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ซึ่งก็เป็นบรรทัดฐานต่อไปว่าการต่อสู้ของประชาชน การชุมนุมตามสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญนั้น ศูนย์กลางอำนาจคือทำเนียบรัฐบาลเป็นบริเวณที่กระทำไม่ได้ สำหรับผู้ที่เคยร่วมต่อสู้และเป็นห่วงทั้ง 6 คน และอยากไปเยี่ยม ขอให้ไปเยี่ยมในวันพรุ่งนี้ (14 ก.พ.) ตั้งแต่เวลา 08.30-15.00 น.
ส่วนบรรยากาศขณะเจ้าหน้าที่ขับรถตู้เรือนจำออกจากด้านหลังศาลอาญา เพื่อคุมตัวอดีตแกนนำ พธม. ไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กลุ่มมวลชนรวมทั้งนายไชยวัฒน์ และนายอมร อมรรัตนานนท์ อดีตแนวร่วม พธม. ได้โบกมือให้กำลังใจอดีตแกนนำ พธม. โดยนายสุริยะใสที่นั่งอยู่ในรถได้โบกมือให้กำลังใจ เป็นสัญลักษณ์โอเค ก่อนที่รถตู้จะขับออกไป
อย่างไรก็ตาม การที่ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 8 เดือน ไม่รอลงอาญาครั้งนี้ ส่งผลให้นายสุริยะใส กตะศิลา อดีตผู้ประสานงาน พธม. จำเลยที่ 6 ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย ลำดับที่ 7 และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข อดีตแกนนำ พธม. จำเลยที่ 5 ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย จะไม่สามารถลงเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค. นี้ได้ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 98 (6) และแม้จะพ้นโทษแล้วก็ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้เป็นระยะเวลา 10 ปี ตามมาตรา 98 (7)
ส่วนคดีอื่นที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของ พธม. ได้แก่ คดีอาญาหมายเลขดำ อ.973/2556 หรือคดีชุมนุมบุกสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องอดีตแกนนำและแนวร่วม พธม. เป็นจำเลยรวม 98 ราย ยังอยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ นัดล่าสุดวันที่ 13 มี.ค. นี้ ส่วนคดีแพ่งหมายเลขดำ พ.6453, 6474/2551 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้อดีตแกนนำและแนวร่วม พธม. 13 ราย ชดใช้ค่าเสียหายกว่า 522 ล้านบาทแล้ว, คดีอาญาหมายเลขดำ อ.3973/2558 หรือคดีชุมนุมดาวกระจาย ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องอดีตแกนนำและแนวร่วม พธม. เป็นจำเลยรวม 9 ราย ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมดเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2562 และคดีอาญาหมายเลขดำ อ.3881/2559 หรือคดีล้อมสภาวันที่ 7 ต.ค. 2551 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 4 มี.ค. นี้ เวลา 9.00 น.
ในส่วนคดีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ฝ่ายคัดค้าน พธม. ได้แก่ คดีอาญาหมายเลขดำ อ.2542/2553 หรือคดีก่อการร้าย (ชุมนุมไล่รัฐบาลปี 2553) ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแกนนำและแนวร่วม นปช. รวม 24 รายเป็นจำเลย อยู่ระหว่างนัดสืบพยานจำเลยนัดแรกในวันที่ 21 มี.ค. นี้, คดีอาญาหมายเลขดำ อ.968/2561 หรือคดีชุมนุมไล่รัฐบาลปี 2552 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแกนนำและแนวร่วม นปช. รวม 10 รายเป็นจำเลย ข้อหายุยงปลุกปั่น นัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 27 พ.ค.นี้, คดีอาญาหมายเลขดำ อ.3531/2552 หรือคดีชุมนุมล้อมบ้านสี่เสาเทเวศร์ ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้องแกนนำและแนวร่วม นปช. (ชื่อเดิม นปก.) เป็นจำเลยรวม 7 ราย ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2560 จำคุกจำเลยที่ 1, 4-7 คนละ 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 2-3 (จำเลย 1, 4-7 ยื่นประกันตัวระหว่างฎีกา) โดยพนักงานอัยการคดีอาญา 10 ได้แยกฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กับนายศราวุธ หลงเส็ง ผู้ชุมนุม เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำ อ.2799/2557 อยู่ระหว่างพิจารณา
ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุริยะใส ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า ขอบคุณทุกกำลังใจจากพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและพี่น้องมวลมหาประชาชนทุกคนครับ
พวกเราทำดีที่สุดแล้ว อย่าหมดศรัทธา อย่าสิ้นหวัง ประเทศยังต้องการกำลังของแผ่นดินแบบพวกเราอยู่เสมอ
ผมไม่เสียใจ แค่เสียดาย ว่าไม่ได้อยู่ร่วมภารกิจเพื่อขาติบ้านเมืองกับพี่น้องในสถานการณ์ที่บ้านเมื่องยังไม่ปลอดภยดีนัก และประชาธิปไตยยังถูกบิดเบือนอยู่
พวกเราต้องข่วยกันต่อไป ขอให้พี่น้องทั้งพันธมิตรฯและมวลมหาประชาชนเดินหน้ารักษาบ้านเมืองช่วยกันต่อไปครับ
ขอบคุณครับ
13 กพ.62


