xs
xsm
sm
md
lg

แก๊งงัดตู้เซฟชาวจีนบุกไทย แบ่งเป็นกลุ่มตระเวนก่อเหตุ “บิ๊กโจ๊ก” ส่งทีมจับได้แล้ว 3

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


MGR online - “บิ๊กโจ๊ก” นำทีมแถลงจับแก๊งชาวจีนงัดตู้เซฟ 3 บริษัท ได้ทรัพย์สินจำนวนมาก พบมีคนจีนจากมณฑลกวางสีกว่า 20 คน รวมตัวเป็นแก๊ง แบ่งกันเป็นกลุ่ม 3-4 คน ตระเวนก่อเหตุงัดตู้เซฟตามบริษัท ในพื้นที่ต่างจังหวัด



วันนี้ (20 พ.ย.) เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.ผบช.สตม. พร้อมด้วย พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รรท.ผบก.สส.สตม. และเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ร่วมกันแถลงผลการจับกุมตัว นายหวง หันชิน (MR.HUANG HANQIN) อายุ 48 ปี นายหวง ไฮหนิง (MR.HUANG HAINING) อายุ 29 ปี นายหวง จีตง (MR.HUANG JIDONG) อายุ 36 ปี สัญชาติจีน พร้อมของกลาง รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ยามาฮ่า รุ่น นูโว สีน้ำเงินแดง หมายเลขทะเบียน วขจ 885 กรุงเทพมหานคร

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 กันยายน ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ร่วมกับสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ได้รับการประสานจากตำรวจภูธรภาค 7 ว่า มีเหตุคนต่างชาติชาวจีน เข้ามาก่อเหตุงัดเซฟภายใน บริษัท เอสทีไอ พรีซิชั่น จำกัด เลขที่ 32/3 หมู่ 7 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ได้ทรัพย์เงินสดสกุลไทย 500,000 บาท เงินสกุลเยน (ญี่ปุ่น) 3,000,000 เยน (900,000 บาท) จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดและสืบสวนติดตามตัวคนร้ายกระทั่งสามารถจับกุมตัวได้ทั้ง 3 ราย และยังคงหลบหนีอีก 1 ราย ทราบชื่อ นาย เว่ย จินเหลียน (MR.WEI JINLIAN) อายุ 36 ปี

จากการตรวจสอบพบว่า เคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันเมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่บริษัท แฟชั่นฟู้ด จำกัด เลขที่ 105/4 หมู่ 6 ต.คลองใหม่ อ.สามพราน จ.นครปฐม โดยเหตุเกิดได้เงินสดจำนวนประมาณ 18,000 บาท และตู้เซฟได้รับความเสียหาย ต่อมาวันที่ 15 กันยายน ได้ก่อเหตุอีกครั้งที่ บริษัท เจวีเจ เลขที่ 254 ม.3 ต.หนองดินแดง อ.เมือง จ.นครปฐม งัดทรัพย์สินในตู้เซฟเป็นทรัพย์ที่ได้ทองรูปพรรณ หนักประมาณ 10 บาท จากการสอบปากคำนายหวง ไฮหนิง ให้การรับสารภาพว่า ก่อเหตุงัดเซฟในคดีทั้งสามท้องที่ข้างต้นจริง โดยจะนำทรัพย์สินที่ได้ไปใช้จ่ายในการเล่นการพนันและดื่มสุรา

สำหรับเส้นทางการเข้ามาในราชอาณาจักรของผู้ต้องหาผู้ต้องหาเดินทางเข้ามาประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2561 ช่องทางด่านถาวรสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 เชียงราย และเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศ ทางสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 18 กันยายน เวลาประมาณ 12.00 น. และเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน จนมาถูกจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน และจากการตรวจสอบยังพบอีกว่า ที่ผ่านมามีเหตุคนจีนมณฑลกวางสีมีประมาณ 20 คนจะมีการจับกลุ่มเป็นแก๊งโดยจะมีกลุ่มละ 3-4 คน และร่วมก่อเหตุลักษณะนี้ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1, 2, 5, และ ภาค 6 ซึ่งทางศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) จะได้ประสานงานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีอีกคดีโดยทางเจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัว นายลี ชง เกี๊ยบ (MR.LEE CHONG GIAP) อายุ 60 ปี สัญชาติมาเลเซีย ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงหลบหนีเข้ามาภายในประเทศไทย โดยจากการตรวจสอบชาวต่างชาติที่อยู่เกินกําหนดอนุญาต ทั่วประเทศในรูปแบบการ X-Ray พื้นที่เพื่อเป็นการป้องกันชาวต่างชาติมาก่อเหตุในราชอาณาจักรไทย รวมถึงหลบหนีคดีมาซ่อนตัวในประเทศไทยด้วยเจ้าหน้าที่ตํารวจกองบังคับการสืบสวนอาชญากรรมทางเศรษฐกิจประเทศมาเลเซียได้ประสานขอความร่วมมือตํารวจตรวจคนเข้าเมืองประเทศไทยให้ช่วยติดตามและจับกุม นายลี ชง เกี๊ยบ (MR.LEE CHONG GIAP ) อายุ 60 ปี สัญชาติมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีฉ้อโกงที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นการฉ้อโกงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์มูลค่าความเสียหายประมาณ 17 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2560 และได้เดินทางหลบหนีมายังประเทศไทย

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า หลังจากการสืบสวนติดตามตัวจนทราบว่า นายลี ชง เกี๊ยบ (MR.LEE CHONG GIAP) เดินทางเข้ามายังประเทศไทยครั้งล่าสุด ทางด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ได้รับการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 และหลบหนีซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต จึงเข้าตรวจสอบจนพบตัวและได้ทําการเพิกถอนการอนุญาตใหเอยู่ในราชอาณาจักร เนื่องจากเข้าข่ายเป็นบุคคลต้องห้ามตาม ม.12(7) พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และควบคุมตัวเพื่อผลักดันส่งกลับยังประเทศมาเลเซีย โดยทางการมาเลเซียได้ส่ง นายยุสนีโมห์ด จามิล (MR.YUSNI MOHD JAMIL) ผู้ช่วยทูตตํารวจสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจําประเทศไทยมาร่วมแถลงข่าวด้วย โดยยืนยันว่า ผู้ต้องหารายนี้ได้หลบหนีหมายจับในคดีฉ้อโกงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์สร้างความเสียหายจํานวนมาก หลบซ่อนตัวในประเทศไทย ซึ่งผู้ต้องหารายดังกล่าวทางการมาเลเซียต้องการตัวเป็นอย่างมาก จึงขอขอบคุณรัฐบาลไทยที่สามารถจับกุมผู้ต้องหารายสําคัญรายนี้ให้แก่ทางประเทศมาเลเซีย





กำลังโหลดความคิดเห็น