xs
xsm
sm
md
lg

ผู้เสียหายเฮ! ศาลสั่ง “ฟอร์ด” ชดใช้ 296 รายกว่า 23 ล้าน ขายรถเกียร์บกพร่อง ยกฟ้อง 12 ราย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม

กลุ่มผู้ซื้อรถยนตร์ฟอร์ดที่ได้รับความเสียหาย(แฟ้มภาพ)
MGR Online - ศาลแพ่งสั่งบริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์เซอร์วิสชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ใช้รถยนต์ฟอร์ด 296 ราย รวม 23 ล้านบาทเศษ กรณีนำรถยนต์ฟอร์ดที่เกียร์รถยนต์ชำรุดบกพร่องออกจำหน่ายแก่ผู้บริโภคจนเกิดความเสียหาย และให้ยกฟ้องไม่ต้องชดใช้ 12 ราย เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงสภาพรถหรือไม่เคยนำรถไปซ่อม

ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ วันนี้ (21ก.ย.) เมื่อเวลา 10.00 น. นายโอภาส อนันตสมบูรณ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ , นายรัฐวิชญ์ อนันตวิทยานนท์ เลขานุการศาลแพ่งกรุงเทพใต้ พร้อมองค์คณะรวม 3 คน นัดฟังคำพิพากษาการดำเนินคดีแบบกลุ่มคดีผู้บริโภค หมายเลขดำ ผบ.492/2560 ที่นายทัฬห์ ธนาดุลลุลิน กับผู้เสียหายที่ใช้รถยนต์ฟอร์ดรุ่นเฟียสต้า , รุ่นอีโค่สปอร์ต และรุ่นโฟกัส รวม 10 คนเป็นโจทก์ โดยมีผู้ใช้รถทั้ง 3 รุ่นดังกล่าวอีก 416 ราย ยื่นคำร้องเพิ่มเติมเข้ามาเป็นสมาชิกฟ้องคดีแบบกลุ่ม ยื่นฟ้อง บ.ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด , บ.ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด  , บ.ฟอร์ด โอเปอเรชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บ.ฟอร์ด เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-4 เรื่องชำรุดบกพร่อง ,สินค้าไม่ปลอดภัย ,คุ้มครองผู้บริโภค เนื่องจากการผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ชำรุดบกพร่องไม่ได้มาตรฐาน ไม่เป็นไปตามคำโฆษณา และทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงอันตราย  เรียกค่าเสียหายเชิงลงโทษและจิตใจ รวมจำนวน 24,751,420.95 บาท  พร้อมให้ชำระดอกเบี้ยด้วยร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งคดียื่นฟ้องเมื่อวันที่ 3 เม.ย.60 ที่ผ่านมา

ตามฟ้องโจทก์ทั้ง 10 ราย ระบุว่า ได้รับความเสียหาย จากการที่ซื้อ ใช้ หรือได้รับบริการจากรถยนต์ หรือการซ่อมแซมจาก บจก.ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ได้รับรถยนต์คันดังกล่าวแต่เป็นรถยนต์ที่ด้อยคุณภาพ ไม่ได้มาตรฐานชำรุดบกพร่องและไม่เป็นไปตามคำโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งจำเลยที่ 2 โฆษณาเกินไปกว่าความจริง โดยรถยนต์ดังกล่าวเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติหรือประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา ซึ่งจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าสินค้าของตนด้อยคุณภาพหรือไม่ได้มาตรฐานหรือมีความชำรุดบกพร่องแต่กลับใช้วิธีการโฆษณาชวนเชื่อว่าสินค้าที่ตนผลิตหรือขายมีคุณภาพดี หรือจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าก่อนส่งมอบนั้นสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าด้อยคุณภาพมีความชำรุดบกพร่อง แต่กลับใช้วิธีการนิ่งเสียไม่ยอมแถลงถ้อยคำอันควรแถลงให้ผู้บริโภคทราบ จนเป็นเหตุให้ผู้บริโภคหลงเชื่อคำโฆษณาหรือสำคัญผิดว่าสินค้าของจำเลยที่ 2 มีคุณภาพดีเหมือนรถยนต์ชนิดเดียวกัน ประเภทเดียวกันกับยี่ห้ออื่นในท้องตลาด อันเป็นพฤติการณ์ที่ไม่สุจริต ฉ้อฉล หลอกลวงผู้บริโภค และขาดคุณธรรมและจริยธรรมในการประกอบธุรกิจ มุ่งแต่หาประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้บริโภค สังคมและเศรษฐกิจ เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีและเป็นภัยร้ายต่อเศรษฐกิจ สังคมและประเทศชาติ

แต่อย่างไรก็ดีระหว่างการพิจารณานัดไต่สวนคำร้องและฟังคำสั่งการดำเนินคดีแบบกลุ่มเมื่อวันที่ 22 พ.ค.61 บจก.ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิสฯ จำเลยที่ 2 ได้แถลงรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ การที่เป็นผู้สั่งให้ บจก.ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นๆในการผลิตหรือประกอบรถยนต์รุ่นพิพาท ได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่า บจก.ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิสฯ จำเลยที่ 2  เป็นผู้รับผิดชอบเพียงผู้เดียว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ บจก.ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนีฯ จำเลยที่ 1 , บจก.ฟอร์ด โอเปอเรชั่นส์ (ประเทศไทย) ที่ 3 และ บจก.ฟอร์ด เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำเลยที่ 4 ซึ่งข้อเท็จจริงนั้นเป็นประโยชน์ในทางพิจารณาคดี “กลุ่มโจทก์” จึงเห็นว่าเพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็วจึงได้ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1,3,4      

ต่อมามีสมาชิกลุ่มซึ่งเป็นใช้รถยนต์ฟอร์ดทั้ง 3 รุ่นดังกล่าว เข้ามาดำเนินคดีรวม 416 ราย ซึ่ง “ศาลแพ่งกรุงเทพใต้” ก็ได้ดำเนินการเจรจาไกล่เกลี่ยคดีก่อนเริ่มเข้าสู่พิจารณาคดี ก็ปรากฏว่าโจทก์ 5 ราย และสมาชิก จำนวน 113 ราย สามารถตกลงกับ บจก.ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิสฯ จำเลยที่ 2 ได้พร้อมยินยอมรับเงื่อนไขการเยียวยาจากจำเลย จึงไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อ

ขณะที่ “บจก.ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิสฯ” จำเลยที่ 2 ไม่ได้คัดค้านในการดำเนินคดีแบบกลุ่มของโจทก์ที่เหลือ 5 คนกับสมาชิกกลุ่มอีก 303 ราย ดังนั้นศาลอนุญาตให้โจทก์ 5 คน คือ นายเอกชัย แก้วทรัพย์ , นายภีมวัจน์ จิตรใคร่ครวญ , นางทศพร ฤทธิ์วิรุฬ , นายกอปรศักดิ์ นุ่มน้อย , นายชัชวาล อ่อนอุไร (ลำดับที่ 2,4,7,8,9) และสมาชิกจำนวน 303 ราย ดำเนินคดีแบบกลุ่มได้ 

ซึ่งหลังจากเดือน พ.ค.61 ที่ผ่านมา “ศาลแพ่งกรุงเทพใต้” ได้ทำการไต่สวนและสืบพยานทุกฝ่ายเสร็จสิ้นแล้ว จึงมีคำพิพากษาให้ “บจก. ฟอร์ด เซลส์ แอนด์เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สั่งผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเฟียสต้า , รุ่นอีโค่สปอร์ต และรุ่นโฟกัส ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2,4,7,8,9 และสมาชิกกลุ่มอีกจำนวน 291 ราย รายละตั้งแต่ 20,000 บาท และสูงสุดถึง 290,000 บาท ที่เป็นค่าการเข้าซ่อมและวันขาดประโยชน์ใช้รถของโจทก์และสมาชิกรวม 296 ราย รวมเป็นเงิน 23 ล้านบาทเศษ โดยให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทนายความแทนโจทก์ด้วย 150,000 บาท พร้อมทั้งจ่ายเงินรางวัลให้ทนายความโจทก์ ตามกฎหมายการดำเนินคดีแบบกลุ่มอีกจำนวน 800,000 บาทด้วย ซึ่งศาลให้ออกหมายบังคับคดีจำเลยดำเนินการตามคำพิพากษาภายใน 7 วัน

และพิพากษายกฟ้องในของสมาชิกกลุ่ม 12 ราย ได้มีการดัดแปลงสภาพรถ (6 ราย) หรือไม่เคยนำรถยนต์เข้าซ่อมเกี่ยวกับการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับชุดคลัตช์และกล่องควบคุมโมดุลเกียร์ (6 ราย)

โดยวันนี้ศาลได้ใช้เวลาอ่านคำพิพากษาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ เสร็จสิ้นในเวลา 11.15 น. ซึ่งกลุ่มผู้เสียหายที่ใช้รถยนต์ฟอร์ดทั้ง 3 รุ่นนับ 100 คน ก็เดินทางมาพร้อมฟังคำพิพากษาร่วมกันโดยส่วนใหญ่สวมเสื้อยืดคอกลมสีดำที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มมาด้วย

ขณะที่ “นายจิณณะ เเย้มอ่วม” หัวหน้าทีมทนายความกลุ่มผู้เสียหาย กล่าวว่า ตามคำพิพากษาศาลให้บริษัทจ่ายค่าเสียหายกับโจทก์-สมาชิกกลุ่มผู้เสียหายที่ได้เปลี่ยนชุดคลัตช์ โดยเป็นแนวทางเดียวกันว่าใครที่เปลี่ยนชุดคลัตช์เริ่มต้นที่ครั้งละ 20,000 บาท และส่วนที่ต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถในช่วงที่ต้องส่งซ่อมอีกวันละ 1,000 – 2,000 บาท ดังนั้นค่าเสียหายจะเริ่ม 20,000 สูงสุดอยู่ที่ 290,000 บาท/ราย พร้อมให้บริษัทชำระดอกเบี้ยด้วย ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องคดีที่ 3 เมษายน 60 จนกว่าจะมีการชดใช้เงินเสร็จสิ้น นอกจากนี้ส่วนที่ศาลได้ออกคำบังคับให้บริษัทจำเลย จ่ายค่าเสียหายให้โจทก์-สมาชิกกลุ่มภายใน 7 วันนั้นถ้าบริษัทไม่จ่ายตามคำบังคับคดีนั้นกระบวนการก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการบังคับคดีต่อไปโดยขณะนี้ยังไม่รู้ว่าบริษัทเขาจะวางแผนอย่างไรจ่ายทันทีหรือยังไม่จ่ายแล้วไปยื่นคำขอทุเลาการบังคับคดีก่อน ซึ่งหากบริษัทจะวางเงินไว้ชดใช้ทางศาลก็จะแจ้งให้ทนายความโจทก์ หรือตัวโจทก์ทราบ แต่อย่างไรก็ดีแม้ศาลจะออกคำบังคับคดีให้ดำเนินการตามคำพิพากษานี้ภายใน 7 วัน แต่ทั้งโจทก์-สมาชิกกลุ่มที่อาจยังติดใจบางประเด็น และบริษัทจำเลยก็ยังจะใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คดีได้อีกโดยชั้นการพิจารณาคดีทางจำเลยก็ได้ต่อสู้ทุกประเด็นที่กล่าวหาไปซึ่งเราก็ยอมรับกันไม่ได้เรื่องของการเยียวยา อย่างไรก็ดีหากจะยื่นอุทธรณ์นั้นต้องดำเนินการภายใน 1 เดือนนับแต่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ (ศาลชั้นต้น) มีคำพิพากษา ก็ประมาณวันที่ 21 ต.ค.นี้

เมื่อถามย้ำว่าฝ่ายโจทก์-สมาชิกจะยื่นอุทธรณ์เพิ่มเติมค่าเสียหาย และสมาชิกกลุ่มที่ศาลยกฟ้องจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ “นายจิณณะ” ทนายความผู้เสียหาย กล่าวว่า ในคำพิพากษาก็มีหลายส่วนที่เราเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งจะต้องหารือกับทีมทนายความและโจทก์ รวมทั้งผู้เสียหายที่เป็นสมาชิกกลุ่มทุกคนก่อน ซึ่งคำพิพากษานั้นจะได้แยกหลายประเด็น เราก็จะดูว่าประเด็นไหนเป็นคุณกับเรา ที่ไม่เป็นคุณกับเราเราก็ใช้สิทธิโต้แย้งคำสั่ง ซึ่งจำเลยเองก็มีสิทธิอุทธรณ์เช่นเดียวกันกับเรา ส่วนของสมาชิก 12 รายที่ศาลยกฟ้องก็จะมีด้วยกัน 2 ส่วนคือสมาชิกที่ไม่เคยซ่อมรถเลยตรงนี้คิดว่าศาลมองว่ายังไม่เห็นความเสียหายที่เป็นรูปธรรมเพราะที่มีคำพิพากษาให้จ่ายชดใช้เป็นค่าซ่อมรถตั้งแต่ครั้งละ 20,000 บาทคือเท่ากับศาลมองว่ามีการซ่อม ดังนั้นถ้าไม่มีการซ่อมก็ไม่ต้องจ่าย ซึ่งวันนี้ที่ศาลสั่งจ่ายขั้นต่ำคือ 20,000 บาทจากการซ่อมต่อครั้ง ส่วนที่จ่ายสูงสุดก็เกือบ 300,000 บาทโดยบางคันซ่อมแล้วซ่อมอีกจนเอือมระอา อีกส่วนก็คือที่มีการดัดแปลงเครื่องยนต์ซึ่งศาลมองว่าเมื่อมีการดัดแปลงก็ไม่ต้องจ่าย ส่วนนี้เรายังต้องสงวนสิทธิไว้ก่อนว่าจะคิดเห็นการยื่นอุทธรณ์กันหรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีที่คำพิพากษาของศาลไม่ได้สั่งการเรียกรถคืนนั้น “นายจิณณะ” ทนายความผู้เสียหาย กล่าวว่า เรื่องการเรียกรถคืนที่ศาลไม่ได้สั่งนั้นเป็นเรื่อง ของ พ.ร.บ.สินค้าที่ไม่ได้ปลอดภัย ซึ่งตรงนี้ศาลได้มีคำวินิจฉัยว่ากรณีดังกล่าวไม่ได้เข้าข่ายสินค้าที่ไม่ได้ปลอดภัย โดยประเด็นนี้เราก็ยังขอสงวนสิทธิไว้ก่อนว่าจะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาหรือไม่ 

“ผลคำพิพากษาในวันนี้ ผมสามารถบอกได้เลยว่า นี่คือชัยชนะของผู้บริโภค ถ้าเรามองข้ามตัวเลขนี่ก็คือสิ่งที่เรายืนยันว่าถ้าพลังผู้บริโภครวมตัวกัน อะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายใดก็แล้วแต่นี่คือชัยชนะ เราต้องรวมตัวกันทำให้เป็นรูปธรรมว่าความเสียหายนั้นเกิดขึ้นในวงกว้าง และสามารถพิสูจน์ได้จริงไม่ใช่เพียงคำพูดเปล่าๆ ถ้าเราบอกว่าเสียหายแต่ถ้าไม่มีพยาน ไม่มีเอกสาร ไม่มีบุคคลมายืนยันว่ามีความเสียหายก็ย่อมจะฟังไม่ได้ จริงๆ”

เมื่อถามว่าส่วนที่ในต่างประเทศเขาเรียกรถคืนนั้นคิดเห็นอย่างไร “นายจิณณะ” ทนายความผู้เสียหาย กล่าวว่า จริงๆ ในต่างประเทศเขาเรียกว่าการ Recall คือเรียกรถกลับไปตรวจสอบและแก้ไข ซึ่งสิ่งที่เราอยากผลักดันมากที่สุดในปะเทศไทย ก็คือกฎหมาย Lemon Law  ที่เป็นกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคแบบในต่างประเทศโดยแถบยุโรปก็ใช้กันเกือบทุกประเทศ ซึ่งในไทยคือร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. ...โดยในต่างประเทศเขาจะกำหนดไว้เลยว่ารถมีปัญหาใน 3 เดือนก็จะเป็นการ Refund ชดใช้คืนเงินทั้งหมด ถ้ามีปัญหาใน 6 เดือนจะ Replace คือการเปลี่ยนคันใหม่

“เราอยากให้ผลักดันกฎหมายนี้ออกมา เพราะนี่คือการคุ้มครองผู้บริโภคที่แท้จริง เราแล้วเห็นว่าทุกวันนี้หน่วยงานของรัฐไม่สามรถคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างแท้จริงซึ่งทุกคนเห็นได้จากภาพรวมที่มีไปการร้องหน่วยงานรัฐ รวมทั้ง สคบ.(สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค) ประสิทธิภาพยังไม่มีตามเจตนารมณ์ที่ก่อตั้งขึ้นมา ผมจึงต้องการให้มีการปฏิรูป สคบ. ต้องการให้มีการแก้ไขเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างแท้จริง โดยผลักดันให้เกิดกฎหมาย Lemon Law ในไทย ซึ่งจริงๆ ตอนนี้ในไทยก็มีประกาศร่างกฎหมายแล้วพวกเราก็พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อวิจารณ์หรือร่วมแก้ไขท้วงติง รวมทั้งยังมีประเด็นเรื่องการตั้งองค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่ถูกเขียนกันมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฯ ปี 2540 แม้แก้ไขกันมาตั้งหลายฉบับ จนปัจจุบันนี้ปี 2561 เป็นเวลา 21 ปีแล้ว รัฐบาลแต่ละรัฐบาลทำอะไรกันอยู่ ในรัฐธรรมนุญฯ บอกว่าจะต้องตั้งเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างแท้จริง แต่ทุกวันนี้พวกท่านทำอะไรกันอยู่ และผมเชื่อว่าถ้ามีองค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภคเกิดขึ้นจริง จะเป็นการยกระดับมาตรฐานคุ้มครองผู้บริโภคอย่างยิ่งทัดเทียมต่างประเทศ









กำลังโหลดความคิดเห็น...