xs
xsm
sm
md
lg

ปส.จับเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดว้าเหนือ ยึดยาบ้าเกือบ 15 ล้านเม็ด มูลค่า 4 พันล้านบาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


MGR Online - ตำรวจปราบปรามยาเสพติดจับเครือข่ายค้ายาบ้ากลุ่มว้าเหนือจากเชียงราย ขณะลำเลียงเข้า กทม.โดยรถตู้คอนเทนเนอร์ ยึดของกลางได้เกือบ 15 ล้านเม็ด มูลค่า 4 พันล้านบาท จับผู้ต้องหาได้ 3 คน เผยบังรอนยังมีชีวิตซุกอยู่ในประเทศลาว และมีการผ่าตัดใบหน้าเหมือนกับนายไซซะนะ

วันนี้ (22 ส.ค.) เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมพรหมนอก กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร.(ปป.1) พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ในฐานะ ผอ.ศอ.ปส.ตร. พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะรองผอ.ศอ.ปส.ตร. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหาญพิทักษ์ ผบช.ก. พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบช.ปส. นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการ ป.ป.ส. และตำรวจ บช.ปส. ร่วมกันแถลงผลการจับกุม นายจิรภัทร วิสุทธิ์คงกมล อายุ 28 ปี ชาว จ.เชียงใหม่ นายพลวัตร สายบุตร อายุ 28 ปี ชาว จ.หนองคาย และนายเสกสิทธิ์ สิงห์เชิดชูวงศ์ อายุ 34 ปี ชาว จ.หนองคาย พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือ เมทแอมเฟตามีน) ชนิดเม็ดกลมแบนสีส้มและมีสีเขียวปะปนเล็กน้อยมีอักษร WY ประทับอยู่ด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเรียบ บรรจุอยู่ในซองพลาสติกสีฟ้าและสีแดงปะปนกัน รวมจำนวน 14,800,000 เม็ด รถบรรทุกไม่ประจำทาง แบบลากจูง มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ยี่ห้อวอลโว่ 1 คัน รถบรรทุกไม่ประจำทาง แบบกึ่งพ่วงบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 1 คัน ซึ่งใช้เป็นยานพาหนะในการลำเลียงและซุกซ่อนยาเสพติดของกลาง โทรศัพท์มือถือยี่ห้อวีโว่ และของกลางอื่นๆ อีก 8 รายการ รวมมูลค่า 1,482,310,000 บาท โดยจับกุมได้ที่ริมถนนสายเอเชียหลัก กม.2 ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 18 สิงหาคม ต่อเนื่องเวลา 17.00 น. ที่ กก.2 บก.สกส.บช.ปส.(ส่วนหน้า) ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ มีพฤติการณ์ร่วมกันลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จ.เชียงราย มาส่งมอบให้กับลูกค้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มนายทุนยาเสพติดชาวลาว ซึ่งใช้วิธีการลำเลียงทางรถบรรทุกขนาดใหญ่ โดยการซุกซ่อนปะปนมากับสินค้าซึ่งเป็นพืชผลทางการเกษตรอยู่เป็นประจำ โดยนักค้ากลุ่มนี้ได้ ซื้อที่ดินและสร้างโกดังไว้ในพื้นที่ อ.เทิง จ.เชียงราย สำหรับใช้เป็นจุดเก็บพักยาเสพติดที่ได้เตรียมลำเลียงเข้ามายังพื้นที่ตอนในของประเทศ เพื่อมาเก็บไว้ที่โกดังอีกแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา และเตรียมกระจายสู่ผู้ค้ารายใหญ่และผู้ค้ารายย่อย จึงดำเนินการสืบสวนติดตามพฤติการณ์ของกลุ่มดังกล่าวตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561 เป็นต้นมา

จนกระทั่งวันที่ 16 สิงหาคม เวลา 08.00 น. ตำรวจชุดปฏิบัติการสังเกตเห็นรถบรรทุกขับเข้าไปยังโกดังอ.เทิง จ.เชียงราย ก่อนจะขับรถบรรทุกออกมามุ่งหน้าไปทางถนนสายเอเชีย (32) ตำรวจจึงแบ่งกำลังขับรถยนต์ติดตามไปห่างๆ พบว่า รถบรรทุกคันดังกล่าวขับไปจอดที่ริมถนนหน้าห้างโลตัส สาขาบางปะอิน ก่อนที่ นายจิรภัทร จะลงจากรถบรรทุก แล้วนั่งโดยสารรถ จยย.รับจ้างมุ่งหน้ากลับไปทางโกดังจุดเกิดเหตุ ส่วนนายพลวัตร และ นายเสกสิทธิ์ ได้ขึ้นไปขับรถบรรทุก แล้วมุ่งหน้าเดินทางขึ้นภาคเหนือ ชุดปฏิบัติการจึงได้แบ่งกำลังออกติดตาม ในเส้นทาง จ.นครสวรรค์ - จ.กำแพงเพชร - จ.ตาก กระทั่งเวลา 23.30 น. รถบรรทุกได้จอดพักที่บริเวณริมถนนพหลโยธิน ต.แม่สลิด อ.บ้านตาก จ.ตาก

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวต่อว่า ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม เวลา 06.30 น. นายพลวัตรได้ขับรถบรรทุกต่อโดยมี นายเสกสิทธิ์ นั่งโดยสารไปด้วยเช่นเดิม โดยใช้เส้นทาง จ.ตาก - จ.ลำปาง - จ.พะเยา และมุ่งหน้าไปยัง อ.เทิง จ.เชียงราย เพื่อไปยังโกดังไม่ทราบเลขที่ ต.สันทรายงาม อ.เทิง จ.เชียงราย จากนั้นเวลา 18.00 น. รถบรรทุกคันเดิมได้ขับออกมาจากโกดัง และใช้เส้นทาง อ.เทิง - อ.เมืองเชียงราย - อ.แม่ใจ - อ.เมืองพะเยา ใช้ถนนพหลโยธิน (ขาล่อง) เส้นทาง อ.เมืองพะเยา - อ.งาว - อ.ร้องกวาง - อ.เด่นชัย ต่อจนถึง จ.อุตรดิตถ์ - จ.พิษณุโลก - จ.พิจิตร - จ.นครสวรรค์ - จ.สิงห์บุรี แล้วมุ่งหน้า จ.พระนครศรีอยุธยา จนกระทั่งรถบรรทุกคันดังกล่าวมาจอดที่บริเวณริมถนนสายเอเชีย (32) หลัก กม.ที่ 2 (ขาล่อง) อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา นายจิรภัทร ได้เดินเข้ามาหาและเจรจากับนายพลวัตร และนายเสกสิทธิ์ จึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อขอตรวจสอบและตรวจค้นรถบรรทุกคันดังกล่าว ผลการตรวจค้นตัวและสัมภาระไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่พบของกลางยาเสพติดดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ภายในรถบรรทุก

เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าร่วมกันลักลอบลำเลียงยาเสพติดจริง โดยมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ภายในรถบรรทุกตลอด เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนนำตัวส่ง พงส.บช.ปส. ดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะขยายผลออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการขยายผลตรวจยึดทรัพย์สินบุคคลในเครือข่ายและบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป

ด้าน พล.ต.ท.สมหมาย กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดเปรียบเสมือนโรคหวัด หากคนในประเทศไม่แข็งแรง ยาเสพติดก็ยังมีอยู่ อย่างไรก็ตาม ยาเสพติดดังกล่าวเป็นของนายทุนจากลาว เครือข่ายม้ง เวียงแก่น จับครั้งละ 10 ล้านเม็ดขึ้นตลอด ครั้งนี้มีมูลค่า 4 พันล้านบาท ตนบอกตั้งแต่ปีที่ผ่านมาแล้วว่าเป็นอุตสาหกรรมยาเสพติด เพราะมีการขนยาบ้าครั้งละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านเม็ด ส่วนเมื่อวันที่ 21 ส.ค.ในพื้นที่ จ.อุดรธานี มีการจับเครือข่ายยาเสพติดพร้อมยาบ้าอีก 5 ล้านเม็ดนั้น เป็นเพียงการกระจายตัวของยาเสพติด หลังจากตำรวจได้จับกุมยาบ้าลอตใหญ่ 15 ล้านเม็ด แสดงให้เห็นว่าผู้ค้ากลุ่มนี้นิยมใช้รถบรรทุกในการขนยาเสพติด อย่างไรก็ตาม ตนมองว่า อำนาจการซื้อในประเทศไม่น่าจะซื้อยาเสพติดจำนวน 15 ล้านเม็ด จำนวนยาดังกล่าวหาหลุดออกไปยังแถบยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ เกาหลี จะมีมูลค่ามหาศาล ทั้งนี้ ยาเสพติดลอตใหญ่ๆ เชื่อว่า จะมีการลำเลียงออกสู่ทางภาคใต้ของประเทศไทยเพื่อส่งต่อไปยังประเทศที่สาม

พล.ต.ท.สมหมาย กล่าวต่อว่า สำหรับเส้นทางของยาเสพติดลอตดังกล่าวมาจาก อ.เวียงแก่น จ.เชียงใหญ่ ซึ่งเป็นว้าเหนือ มาทางกลุ่มว้าใต้ ผ่านทาง จ.เชียงรายตอนล่าง ก่อนจะวกกลับมาเข้า อ.เทิง จ.เชียงราย เพื่อออกไปยังจ.พะเยา และหลบด่านจาก จ.แพร่ โดยใช้รถคอนเทนเนอร์ ซีนโดยใช้ตะกั่วปั๊มสัญลักษณของศุลกากร เพื่อห้ามเปิดบรรจุภัณฑ์ของตู้คอนเทนเนอร์ แต่เนื่องจากตำรวจได้เฝ้าติดตามพฤติกรรมมาโดยตลอดตั้งแต่เดือน ก.ค. จึงเชื่อว่ารถคันดังกล่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่แน่นอน ทั้งนี้ โกดังที่ใช้พักยาเสพติดใน อ.เทิง จ.เชียงราย และ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา จากการตรวจสอบพบว่าผู้เช่าเป็นบุคคลเดียวกัน นอกจากนี้ ยาสพติดที่เข้ามาส่วนใหญ่จะมาพักยาเสพติดในพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นรอยต่อของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวจะมีประชากรแฝงพักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

พล.ต.ท.สมหมาย ยังกล่าวอีกด้วยว่า ทั้งนี้ จากข้อมูลเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ มีข้อมูลพิสูจน์ทราบว่า บังรอน ยังมีชีวิตอยู่ เชื่อว่า อยู่ในประเทศลาว ซึ่งพบว่าภรรยาของบังรอนได้เดินทางไปเยี่ยมอยู่ ทั้งนี้ บังรอนมีการผ่าตัดใบหน้าเหมือนกับนายไซซะนะ แก้วพิมพา