xs
sm
md
lg

สาวแบงก์ปากโป้งบอกข้อมูลเหยื่อบิตคอยน์ให้ “ปริญญา” เผยผู้เสียหายวัยแค่ 22 ปี สะสมบิตคอยน์กว่า 10 ปี จนร่ำรวย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


MGR Online - สาวแบงก์ปากโป้งส่งข้อมูลเหยื่อบิตคอยน์ให้ “ปริญญา” เผยผู้เสียหายเป็นเด็กหนุ่มวัยแค่ 22 ปี สะสมเหรียญบิตคอยน์มากว่า 10 ปี จนร่ำรวยมหาศาล ตำรวจอายัดแล้ว 51 บัญชี-ที่ดิน 176 ล้าน จ่อออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการเพิ่มอีก 6 ราย

วันนี้ (10 ส.ค.) ที่ กองปราบปราม มีรายงานจากชุดสืบสวนระบุว่า ขบวนการต้มตุ๋น นายอาร์นี ออตตาวา ซาอ์ริมาอ์ ชาวฟินแลนด์ (Mr.Aarni otava saarimaa) ชาวฟินแลนด์ ที่ตกเป็นผู้เสียหายนั้น มี นายปริญญา จารวิจิต พี่ชายของ นายบูม ดาราหนุ่มเป็นหัวหน้าขบวนการ และเป็นคนที่คิดกลโกงขึ้นมาทั้งหมด โดยก่อนหน้านี้ นายปริญญา มีความสนิทสนมกับพนักงานหญิงของธนาคารพาณิชย์คนหนึ่งโดยพนักงานคนนี้ได้ให้ข้อมูลกับ นายปริญญา ว่า นายอาร์นี ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มวัยเพียง 22 ปี แต่มีเงินเหรียญบิตคอยน์อยู่จำนวนมหาศาล เพราะเริ่มลงทุนซื้อเงินสกุลบิตคอยน์เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ในราคา 1 เหรียญบิตคอยน์ต่อ 20 ดอลลาร์เท่านั้น จนทำให้ นายปริญญา พยายามตีสนิทกับวัยรุ่นชายชาวฟินแลนด์คนนี้ จากนั้นได้หาโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อขอพบกับ นายอาร์นี และสร้างความน่าเชื่อถือควบคู่ไปด้วย และด้วยความที่ นายปริญญา มีความช่ำชองในการทำธุรกิจและมีความรู้เกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก จึงทำให้ นายอาร์นี เหยื่อชาวฟินแลนด์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการทำธุรกิจมาก่อนเกิดความหลงเชื่อนำเงินสกุลบิตคอยน์ที่สะสมไว้มาร่วมลงทุนด้วยในที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป. ได้ประสานงานไปยัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่ออายัดบัญชีเงินฝากทุกธนาคารของ 3 ผู้ต้องหา รวมทั้งผู้ใกล้ชิดที่อยู่ในครอบครัว “จารวิจิต” ทั้งหมดเพื่อตรวจสอบและติดตามเงินคืนผู้เสียหาย ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา ปปง. ได้แจ้งมายังพนักงานสอบสวนกองปราบปรามว่าได้อายัดบัญชีเงินฝากของผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้องไว้แล้วทั้งหมด 51 บัญชี โดยขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ กำลังทยอยแจ้งตัวเลขเงินสดในบัญชีมายัง ปปง. เพื่อทราบยอดเงินอายัดทั้งหมด

นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังได้อายัดที่ดินที่อยู่ในความครอบครองของผู้ต้องหาที่เชื่อว่าได้มาจากการกระทำความผิดไว้ทั้งหมด 15 แปลง มูลค่ารวมประมาณ 176 ล้านบาท และกำลังจะตรวจสอบทรัพย์สินอื่นๆ ของผู้ต้องหา และผู้เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินหรือของกลางต่อไป

จากการแกะรอยเส้นทางทางการเงินของกลุ่มผู้ต้องหา พบว่า หลังจากมีการรับโอนเงินสกุลบิตคอยน์จากผู้เสียหายแล้ว นายปริญญากับพวกได้มีการทยอยขายเงินอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวออกไป และเมื่อได้เงินมาแล้วได้มีการถอนเงินออกจากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ไปเข้าบัญชีของธนาคารพาณิชย์ที่เปิดรองรับไว้ ซึ่งพบว่า 1.นายปริญญา จารวิจิต อายุ 35 ปี พี่ชายนายบูม ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี ได้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 111,938,265 บาท 2.น.ส.สุพิชฌาย์ จารวิจิต อายุ 32 ปี ผู้ต้องหา พี่สาว นายบูม ที่ยังหลบหนี โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 140,184,665 บาท และ 3.นายจิรพัชพิสิษฐ์ โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 21,687,603 บาท

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้เข้าข่ายกระทำความผิดที่ร่วมโอนเงินจำนวนดังกล่าวที่ฉ้อโกงมาได้จากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์อีก 4 คน ประกอบด้วย 1.นาย ธ. ญาติของ นายจิรพัชพิสิษฐ์ ได้โอนเงินไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำนวน 3 บัญชี รวมเป็นเงิน 146,309,884 บาท 2.นาย ช. ผู้ใกล้ชิดกับ นายปริญญา โอนเงินไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย และบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ รวมเป็นเงิน 162,994,510 บาท 3.นายชัช ได้โอนเงินไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย และบัญชีธนาคารกรุงเทพ รวมเป็นเงิน 96,125,883 บาท และ 4. นาย ป. เจ้าพ่อและผู้กว้างขวางของตลาดหลักทรัพย์เมืองไทย ได้โอนเงินไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย และบัญชีธนาคารกรุงเทพ รวมเป็นเงิน 66,542,948 บาท ทั้งนี้ รวมเงินที่โอนจากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ไปเข้าบัญชีธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งหมด 745,783,761 บาท จากจำนวนที่ผู้เสียหายแจ้งความไว้ 797,408,454.33 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กลุ่มผู้ที่โอนเงินจำนวน 4 คนข้างต้น กำลังถูกพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการขออนุมัติศาลอาญาเพื่อออกหมายจับในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ นอกจากนี้ยังมี นาย ณ. ซึ่งเป็นพนักงานระดับบริหารในบริษัทของ นาย ป. และ นายปัณ ที่มีความเกี่ยวพันกับนายปริญญา และ นาย ป. ก็เข้าข่ายที่จะถูกออกหมายจับในข้อหาฉ้อโกงด้วย แม้ว่าทั้งคู่จะไม่เกี่ยวข้องในเส้นทางการเงินในเบื้องต้น แต่ชุดสืบสวนพบว่ามีการร่วมกันเป็นเครือข่ายในการร่วมกันฉ้อโกงทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อจนโอนเงินมาลงทุนในที่สุด รวมแล้วมีบุคคลที่จะต้องถูกออกหมายจับเพิ่มเติมในคดีฉ้อโกงทรัพย์รวมทั้งสิ้น 6 คน


กำลังโหลดความคิดเห็น...