xs
xsm
sm
md
lg

"ทิศทางสื่อ-ตำรวจ-ยากูซ่า อาชญากรรม" ในมุมมองหัวหน้า บก.หนังสือพิมพ์ซังเค ประเทศญี่ปุ่น

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


 
ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้กำกับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม ร่วมกับชมรมนักข่าวกองปราบปราม จัดโครงการศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อเปิดโลกทัศน์ทั้งตำรวจและนักข่าวไทยให้ก้าวทันโลก

หลังเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ตำรวจในเมืองโตเกียวแล้ว ทางคณะก็ได้ไปศึกษาดูงานสถานีโทรทัศน์ฟูจิทีวี และสำนักข่าวซังเค ณ กรุงโตเกียว เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ และวิธีการทำงานระหว่างสื่อมวลชนของทั้งสองประเทศโดยที่สถานีโทรทัศน์ฟูจิทีวี ย่านโอไดบะ มี คุณฮารูย่า ซูซุกิ หัวหน้ากองบรรณาธิการฝ่ายต่างประเทศ เป็นผู้พาเข้าชม จากนั้นได้ไปเยี่ยมชมสำนักข่าวซังเค เว๊บไซต์ข่าวอันดับ 1 ในญี่ปุ่น และหนังสือพิมพ์ยอดขายอันดับ 6 ของประเทศ

คุณฮิโรชิ มิกาซ่า หัวหน้ากองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ซังเค ได้ให้เกียรติพาสื่อมวลชนจากเมืองไทยเข้าเยี่ยมชมฐานบัญชาการของสำนักข่าวซังเคแทบทุกซอกทุกมุม อีกทั้งยังเปิดโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการข่าวของทั้งสองประเทศอีกด้วย

คุณฮิโรชิ เริ่มปูพื้นถึงสื่อในบ้านเกิดว่า ที่ประเทศญี่ปุ่นมีสำนักข่าวทรงอิทธิพลอันดับ 1 คือยูมิอูริ อันดับ 2 อาซาฮี อันดับ 3 มายด์มีเดีย อันดับ 4 นิเค อันดับ 5 โตเกียว อันดับ 6 ก็คือซังเค

เมืองไทยหลังยุคสีเสื้อ เรามักจะได้ยินคำว่า"สื่อเลือกข้าง"กันจนชินหู ที่ญี่ปุ่นประเทศที่เจริญแล้วก็ไม่ต่างกัน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ซังเค บอกว่า สื่อที่นี่จะแยกเป็นพวดเอียงซ้ายกับพวกเอียงขวาชัดเจน ถ้าเอียงซ้ายก็จะเป็นอาซาฮี ถ้าเอียงขวาก็ซังเคกับยูมิอูริ "ที่นี่ไม่มีสื่อไหนเป็นกลางเลย" บอสใหญ่ซังเค หัวเราะ

เมื่อนักข่าวไทยถามว่า นักการเมืองหรือผู้มีมีอิทธิพลมีอำนาจสั่งให้นักข่าวลงข่าวหรือปิดข่าวได้หรือไม่ คุณฮิโรชิ ตอบว่า ในฐานะที่เป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการมานานไม่เคยเจอเลย แต่ก็ไม่แน่ใจว่านักข่าวในพื้นที่อาจจะเคยโดนหรือไม่ จึงยืนยันไม่ได้ว่าไม่มีเลย แต่ว่านักการเมืองมาสั่งให้นักข่าวหรือนักหนังสือพิมพ์เขียนแบบนี้แบบนั้น อันนี้ไม่มีทางสั่งได้เด็ดขาด ไม่ว่าจะเชียร์หรือจะด่า แต่อาจจะมีลักษณะคุยกับนักข่าวในพื้นที่ว่าถ้าเป็นกรณีแบบนี้จะลงข่าวอย่างไรซึ่งอาจจะมีก็ได้

ที่ผ่านมานักการเมือง ตำรวจ กับนักข่าวไทยถือเป็นลิ้นกับฟันมีคดีฟ้องร้องหมิ่นประมาทกันอยู่บ่อยๆ เราจึงยิงคำถาม หัวหน้ากองบรรณาธิการซังเคว่า ตำรวจและนักการเมืองที่บ้านเขามีเรื่องราวฟ้องร้องสื่อเหมือนเมืองไทยหรือไม่ ? คุณฮิโรชิ บอกว่า ที่นี่ไม่มีการฟ้องร้องกันถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล แต่ก็มีการพูดคุยกันว่าทำไมคุณถึงเขียนข่าวแบบนั้นแบบนี้ ก็จะมีการบอกกล่าวให้รับทราบ แต่ถ้าทางสำนักข่าวไม่ผิดก็ไม่ต้องลงข่าวแก้ให้

สื่อในเมืองไทยยุคปัจจุบันมีการแข่งขันด้านข่าวกันสูงมากอย่างในญี่ปุ่น ถ้ามีการตกข่าวจะมีบทลงโทษหรือไม่ เพราะในประเทศไทยถ้านักข่าวตกข่าวก็จะโดนลงโทษ เช่น เขียนรายงาน ตัดเงินเดือน ถ้าตกข่าวหลายครั้งก็ถึงขั้นไล่ออก

หัวหน้ากองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ซังเค ยิ้มแล้วบอกว่าที่ญี่ปุ่นไม่มีทั้งเขียนรายงาน ตัดเงินเดือนหรือไล่ออก แต่ว่าก็จะได้รับการดูแลที่เย็นชาจากหัวหน้า แต่ด้วยความที่เป็นคนญี่ปุ่น นักข่าวคนนั้นก็จะกดดันตัวเองอยู่แล้ว คนญี่ปุ่นจะโทษตัวเองก่อนเป็นอันดับแรกว่าเป็นตนเองผิดอะไร เพราะว่าการที่จะตัดเงินเดือนนักข่าว หรือว่าไล่ออก อาจจะถูกศาลเล่นงานได้ อย่างไรก็ตามเราไม่เคยคิดจะทำอย่างนั้นกับพนักงานของเราอยู่แล้ว

คนญี่ปุ่นสนใจข่าวตามเพจต่างๆ เหมือนเมืองไทยหรือไม่ เช่นการไลท์สดหรือข่าวตามคลิปต่างทางยูทิวบ์ หรือเฟซบุ๊ก ที่เมืองไทยสื่อสิ่งพิมพ์ปิดตัวไปหลายฉบับเพราะสู้กระแสพวกเพจข่าวไม่ไหว ที่นั่นกระแสโซเชียลฯ มีผลกับยอดขายของสิ่งพิมพ์บ้างหรือไม่

คุณฮิโรชิ บอกว่า คนญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็งมาก เขาไม่สนใจเพจสื่อที่ไม่มีที่มาที่ไปพวกนั้น เพราะไม่มีความน่าเชื่อถือ และรัฐบาลคุมเข้มมากใครจะสร้างเพจข่าวต้องขออนุญาต หรืออย่างคลิปต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย สื่อกระแสหลักก็ไม่ค่อยสนใจ หากจะนำมาเผยแพร่เราต้องติดต่อเจ้าตัวให้ได้ก่อน แต่ก็ไม่ค่อยได้ทำกันนอกจากเป็นเรื่องที่สำคัญจริงๆ

สื่อเมืองไทยในปัจจุบันรายได้หลักมาจากข่าวทางอินเตอร์เน็ต ส่วนที่ญี่ปุ่นนั้นรายได้หลักของเขามาจากหนังสือพิมพ์ ส่วนข่าวทางอินเตอร์เน็ตมีคนดูเยอะจริง แต่ค่าโฆษณาก็ยังมีน้อย

"หนังสือพิมพ์ทำรายได้หลักให้ซังเค เรามียอดขาย 1,006,000 กว่าฉบับต่อวัน ถ้าเป็นยูมิอูริ ที่เป็นที่ 1 ก็จะมียอดประมาณ 9 ล้านฉบับต่อวัน" หัวหน้ากองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ซังเค กล่าว

อย่างที่ทราบว่าที่ญี่ปุ่นคดีอาชญากรรมแทบไม่มีเลย ข่าวสารที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจคือข่าวอะไร คุณฮิโรชิ ตอบว่า คนที่นี่สนใจข่าวการเมืองและกีฬา อย่างที่เคยเล่าให้ฟังไปแล้ว ข่าวอาชญากรรมที่ญี่ปุ่นไม่ค่อยมี แต่ถ้ามีก็เป็นคดีลึกลับซับซ้อน เช่น ที่เมืองคานากาวะ ซึ่งเป็นคดีที่คนร้ายเขียนทวิตเตอร์ชวนคนมาฆ่าตัวตายแล้วก็ฆ่าหั่นศพใส่ลังน้ำแข็งอะไรแบบนี้ เป็นคดีแปลกๆ โดยที่ทางสื่อมวลชนและตำรวจแทบจะไม่รู้แรงจูงใจของคนร้ายเลยว่าเขาทำไปเพราะอะไร ที่ผ่านมาก็อยากถามตำรวจเหมือนกันว่าเขาพยายามหาแรงจูงใจในการฆาตกรรมอย่างถึงที่สุดแล้วหรือยังเพราะมันจะได้มีผลต่อการตัดสินคดีของศาล

คุณฮิโรชิ ถามกลับคณะของเราว่า ที่เมืองไทยตำรวจแสวงหามูลเหตุจูงใจอย่างไร พ.ต.ท.ศิววงศ์ ดำรงสัจจ์ศิริ รอง ผกก.ปพ.บก.ป.ตอบว่า ศาลไทยจะรับฟังน้ำหนักพยานหลักฐานโดยเอาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนคดี ส่วนตำรวจก็มีการสืบสวนสอบสวนหามูลเหตุในการกระทำความผิดโดยเฉพาะในคดีสำคัญๆ ซึ่งตำรวจจำเป็นจะต้องรู้แผนประทุษกรรมของคนร้าย เช่น เหตุชิงทรัพย์ ก็ต้องมีมูลเหตุในการกระทำความผิด ก็จะค่อนข้างชัดเจน ซึ่งกลายเป็นเรื่องปกติที่เราจะต้องรู้พื้นฐานของคดีอยู่แล้ว เหมือนอย่างที่กองปราบปรามไปทำคดีก็มีการแสวงหาพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่กองปราบจะทำคดีที่มีความสลับซับซ้อน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นซึ่งอยู่ในยุคข้าวยากหมากแพงทำให้เกิดคดีชิงทรัพย์ถี่มาก เพราะหลังสงครามทุกคนยากจน ไม่มีเงิน จึงก่ออาชญากรรม ที่ก่อเหตุเพราะต้องการเงิน แต่หลังจากนั้น เมื่อทุกคนเริ่มมีชีวิตที่ดีขึ้น คดีแบบนั้นมันก็หายไปหมด เดี๋ยวนี้เลยมีแต่คดีที่ซับซ้อนอย่างเดียวเลย เช่นคดีฆ่าหั่นศพแช่แข็ง คนร้ายเป็นประธานสมาคมผู้ปกครองของโรงเรียนที่ญี่ปุ่น เหยื่อเป็นเด็กหญิงชาวเวียดนามวัย 7 ขวบ น่ารักมาก แล้วก็ถูกฆ่าข่มขืนแบบซับซ้อนมาก ซึ่งก็เป็นข่าวใหญ่ทั้งหนังสือพิมพ์และทีวีด้วย คดีนี้ตัวผู้ต้องหาก็มีลูกสาวและอายุเท่ากันกับเหยื่อพอดี ก็เป็นข่าวที่คนญี่ปุ่นช็อกมาก ตอนนี้ก็จะมีคดีแปลกๆ แบบนี้ เขาถามกลับว่าแล้วที่เมืองไทยล่ะ ตอนนี้อย่างกรุงเทพฯ เศรษฐกิจก็ดีขึ้น แล้วอาชญากรรมที่เกิดขึ้นมันคืออะไร ยังเป็นเรื่องเงินทองหรือไม่?

นายวัสยศ งามขำ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ตอบว่า เมืองไทยหลักๆ ก็มาจากเรื่องจากยาเสพติด ลัก วิ่ง ชิง ปล้น อาชญากรรมตามถนนแต่ลดน้อยลง และ คดีก็จะสลับซับซ้อนมากขึ้น เช่น มีการหลอกลวง ฉ้อโกงกันทางโซเชียลฯ มากขึ้น

คดีของคนญี่ปุ่นที่เกิดในเมืองไทย สื่อญี่ปุ่นให้ความสนใจแค่ไหน คุณฮิโรชิ
ตอบว่า ก็จะติดตาม โดยเฉพาะกลุ่มพวกแก๊งต่างๆ ที่หนีไปกบดานเมืองไทย ซึ่งเยอะมาก ทางหนังสือพิมพ์ และสื่อก็ให้ความสนใจมาก อย่างแก๊งยากูซ่า ตอนนี้ที่ใหญ่สุดในญี่ปุ่น คือ ยามากูจิ ที่คุณลุงคนนั้นที่ถูกจับได้ที่ลพบุรีล่าสุด ก็เป็นแก๊งยามากูจิ แต่ดันทะเลาะกัน ตอนนี้เลยแยกออกมาเป็น 3 กลุ่ม ลุงคนนั้นแกก็เป็นหัวหน้าของกลุ่มนั้นจริงๆ เหมือนหัวหน้าสาขาย่อย เพราะยากูซ่าก็มีการจัดอันดับ ถ้าเป็นพวกปลายแถวก็คือพวกที่มีความพยายามอยากจะเป็นยากูซ่า

คุณฮิโรชิ เล่าถึงพฤติกรรมยากูซ่าอีกว่า ยากูซ่าตอนนี้พัฒนาวิธีการก่อเหตุไปแล้ว อย่างเมื่อก่อนก็จะลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่ แต่ตอนนี้โทรศัพท์ข่มขู่หรือหลอกลวงเหยื่อก็ได้เงินแล้ว พวกยากูซ่าเขามีระบบของเขาที่ชัดเจน แล้วก็มีการจัดการระบบที่ดีมาก ซึ่งแต่ละคนที่ทำงานให้ยากูซ่า จะไม่รู้จักซึ่งกันและกันเลย มันเลยสาวไปไม่ถึงตัวบุคคลระดับสูงในแก๊งซะที แต่ทุกคนก็รู้แหละว่าคือฝีมือของแก๊งยากูซ่า ส่วนตัวคิดว่าพวกยากูซ่าจะไม่หมดไปจากสังคมญี่ปุ่นแน่นอน

มากันที่วิธีการทำข่าวของนักข่าวที่นี่ เพราะทราบมาว่าตำรวจญี่ปุ่นค่อนข้างเข้าถึงตัวยาก คุณฮิโรชิ กล่าวว่า ก็ต้องอาศัยความสนิทสนมส่วนตัวของนักข่าว ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับนักข่าวนั้นโดยปกติแล้วนักข่าวกับตำรวจจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่ว่ามันก็มีอีกหลายเรื่องเช่นอยู่ดีๆ นักข่าวไปเขียนบอกวิธีการสืบสวนคดีของตำรวจ ตำรวจก็จะโกรธ หรือนักข่าวไปลงข่าวก่อนที่ตำรวจจะจับคนร้าย ตำรวจก็จะโกรธอีก ที่เมืองไทยก็โกรธเหมือนกันใช่มั้ย เขาถามกลับ ข่าวที่โดนคือเรื่องอะไร ใช่เรื่องหวย 30 ล้านหรือเปล่า แล้วตำรวจมีเอี่ยวจริงหรือไม่? หัวหน้ากองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ซังเค ถาม ทำเอาคณะสื่อมวลชนจากไทยถึงกับหัวเราะแล้วถามกลับว่าตำรวจญี่ปุ่น มีพฤติกรรมทุจริตบ้างหรือไม่?

หัวหน้ากองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ซังเค ตอบว่า มันเป็นความแตกต่างกันของทั้งสองประเทศ พอเวลาเจอคำถามแบบนี้ในฐานะคนญี่ปุ่นจะตอบยากมาก เพราะไม่ได้รู้สึกไม่ดีกับตำรวจ ตำรวจของเราดีมาก แม้ตนเป็นนักหนังสือพิมพ์ ก็ตอบไม่ถูกว่าทำไมตำรวจเราถึงดี และที่ถามว่ามีตำรวจทุจริตหรือไม่ ตอบว่าปัจจุบันนี้แทบไม่มีเลย คือไม่เคยเห็นเลยด้วยซ้ำ ซึ่งอาจเป็นเพราะมีกฎที่รุนแรง แม้ว่าที่เมืองไทยก็มีกฎรุนแรง มีการไล่ออกจากราชการเหมือนกัน

“ที่ญี่ปุ่นการถูกไล่ออกมันเหมือนการจบชีวิตเลยนะ คนที่มาเป็นตำรวจทุกคนอยากเป็นตำรวจจริงๆ จึงไม่มีใครทำลายสิ่งที่ตัวเองรัก สิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝันอยากเป็นตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้นทุกคนก็เลยไม่ทำ และไม่กล้าที่จะทำ และตำรวจที่นอกลู่นอกทางในสายตาของประชาชนมันเลวร้ายมาก ก็เลยไม่มีตำรวจไหนกล้าทำ” คุณฮิโรชิ บอสใหญ่ซังเค ปิดท้ายด้วยความภาคภูมิในตำรวจประเทศเขา








กำลังโหลดความคิดเห็น...