xs
xsm
sm
md
lg

ตร.แถลงผล BLACK EAGLE รวบแก๊งโรแมนซ์สแกม-หลบหนีเข้าเมือง-ขายไวอะกร้าเถื่อนย่านข้าวสาร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


MGR Online - ตำรวจแถลงปฏิบัติการ BLACK EAGLE ครั้งที่ 13 รวมทั้งสิ้น 638 จุดทั่วประเทศ ตั้งแต่ ภ.1 - ภ.9 ส่วนในเขต กทม. และปริมณฑลทั้งหมด 33 จุด โดยสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้รวม 146 ราย จากคดีโรแมนซ์สแกม หลบหนีเข้าเมือง และขายยาผิดกฎหมาย



เมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 7 ก.พ. ที่ สน.ชนะสงคราม พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. พร้อมด้วยพล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวง ผบก.ทท.1 พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1 พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ. พ.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบก.สปพ. เจ้าหน้าที่กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 หน่วยอรินทราช 26 หน่วยรบพิเศษสยบไพรี กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกองบัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกันแถลงข่าวผลการปฏิบัติ BLACK EAGLE ครั้งที่ 13 รวมทั้งสิ้น 638 จุด ทั่วประเทศตั้งแต่ ภ.1 - ภ.9 ส่วนในเขต กทม. และปริมณฑลทั้งหมด 33 จุด โดยสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 3 คดี รวม 146 ราย

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า โดยคดีแรกจับกุมเครือข่ายแก๊งโรแมนซ์สแกม ผู้ต้องหา 2 ราย ประกอบด้วยนายเอเมก้า ซีเลสติน เอเซ่ อายุ 31 ปี และ นายโอริเวอร์ โอบริโอร่า อายุ 44 ปี ทั้งสองสัญชาติไนจีเรีย สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายแจ้งความว่า ถูกชายหน้าตาดีทักแชตในเฟซบุ๊กโดยออกอุบายทำนองขอแต่งงาน จนเกิดความเสน่หา ก่อนถูกหลอกว่ามีของขวัญส่งมาให้ แต่ติดที่ด่านศุลกากรต้องโอนเงินจ่ายภาษีถึงจะนำของขวัญออกไปได้ จากนั้นผู้เสียหายเกิดหลงเชื่อโอนเงินไปให้ 1 ล้านบาท ทางคนร้ายซึ่งเป็นคนผิวสีโดยใช้รูปบุคคลอื่น จึงปิดเฟซบุ๊ก พร้อมทั้งหลบหนีไป ทางผู้เสียหายเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.โกสัมพีนคร จ.กำแพงเพชร จากนั้นตำรวจชุดสืบสวนจึงขออนุญาตศาลกำแพงเพชรออกหมายจับเลขที่ 39/2661 ลงวันที่ 7 ก.พ. ก่อนสามารถจับกุมนายเอเมก้าได้ที่คอนโดรีเจ้นท์โฮม บางนา ถนนสรรพาวุธ แขวงและเขตบางนา กทม. พร้อมทั้งของกลางบัตรเอทีเอ็มจำนวนมาก ก่อนขยายผลไปจับกุม นายโอริเวอร์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลกำแพงเพชรที่ 37/2561 ลงวันที่ 6 ก.พ. โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่สนามบินดอนเมือง ขณะกำลังหลบหนี จากการตรวจสอบทราบว่าทั้งสองเป็นม้าใช้กดเงินคอยหลอกคนไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ยังมีผู้เสียหายต่างทยอยเดินทางเข้าแจ้งความที่ สภ.โกสัมภีนคร อย่างต่อเนื่อง หลังจากนี้ จะขยายผลติดตามจับกุมตัวการรายใหญ่ ส่วนเงินทั้งหมดนั้นถูกส่งไปฟอกที่ย่านประตูน้ำ

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา มีหรือไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น และร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์โดยแสดงตนเป็นผู้อื่น และร่วมกันกระทำความผิดโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่จะเกิดความเสียกายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ส่วนนายเอเมก้า ถูกแจ้งข้อหาเพิ่มในข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (โอเวอร์สเตย์) ก่อนคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนคดีที่สองจับกุมชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายทั้งหมด 33 จุด ในเขต กทม. และปริมณฑล ซึ่งจับกุมบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต 7 ราย ประกอบด้วย ชาวอินเดีย 5 ราย เกาหลี 1 ราย และเมียนมา 1 ราย อีกทั้งยังจับกุมบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยสิ้นสุดการอนุญาต 7 ราย แบ่งเป็นศรีลังกา 4 ราย อินเดีย 2 ราย และอเมริกัน 1 ราย ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

รอง ผบช.ทท. กล่าวอีกว่า คดีสุดท้ายจับกุมยาผิดกฎหมายในพื้นที่ สน.ชนะสงคราม แบ่งเป็นหลอดแก๊สไนตรัสออกไซด์ (แก๊สหัวเราะ ) 310 หลอด กระบอกอัดแก๊ส 6 อัน ลูกโป่งที่ยังไม่บรรจุแก๊สอีก 163 ใบ โดยแก๊สสามารถตรวจยึดได้ตามแผงลอยข้างถนนข้าวสาร แขวงตลาดยอด เขตพระนคร กทม. อีกทั้งยังจับกุมยาแวลเลี่ยม ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 อัลปราโซแลม และโซพิเดียม และยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ไวอะกร้า และสเตียรอยด์ ซึ่งจับกุมได้ที่ร้านขายยาที พี หาร์มา เลขที่ 74 ซอยรามบุตรี และร้านขายยา ที พี 24/4 ถนนข้าวสาร ได้ผู้ต้องหา 2 ราย ประกอบด้วย น.ส.กาญจนา มหาวงศ์นันท์ อายุ 38 ปี และ น.ส.นางนุ่มคำ ชาวเมียนมาร์ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาขายหรือจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 โดยไม่ได้รับอนุญาตและจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท, ขายหรือจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่ต้องขึ้นทะเบียนวัตถุตำรับแต่มิได้ขึ้นทะเบียน, ขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนนำตัวพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป






กำลังโหลดความคิดเห็น...