xs
sm
md
lg

โซเฟอร์แท็กซี่ร้องพี่เขยแสบอ้างชื่อคดีลักทรัพย์

เผยแพร่:

โซเฟอร์แท็กซี่เมืองกรุงเก่าร้องกองปราบ ถูกพี่เขยแสบอ้างชื่อ หลังก่อคดีลักทรัพย์ภายในวัดย่านนครชัยศรีจนถูกจับกุม โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุก แต่ยังใช้ชื่อตนเองอยู่ แต่เรื่องมาแดงเมื่อ ไปขอต่อใบอนุญาตขับขี่พบทะเบียนประวัติอาชญากร เตรียมแจ้งความเอาผิดพี่เขตตัวแสบ ฐานแจ้งความเท็จอีกคดี

วันนี้ ( 18 มี.ค.) ที่ กองปราบปราม นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้พา นายสมศักดิ์ วงษ์ใหญ่ อายุ 53 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่ อยู่บ้านเลขที่ 13/4 หมู่ 10 ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.นรบุญ แน่นหนา รอง ผบช.ก.รักษาการราชการแทน ผบก.ป. นางนงภรณ์ รุ่งเพชรวงศ์ ผอ.กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อร้องทุกข์กรณีที่นายสมศักดิ์ ตกเป็นจำเลยในคดีอาญา ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด ซึ่งผู้ก่อเหตุที่แท้จริง คือ นายเทียน ด้วงสง อายุ 70 ปี พี่เขยของนายสมศักดิ์ โดยขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลฎีกา โดยนายอัจฉริยะ ได้นำเอกสารคัดคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องมาเป็นหลักฐานประกอบคำร้องทุกข์

นายอัจฉริยะ กล่าวว่า คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2554 เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ได้จับกุม นายเทียน น.ส.พนารัตน์ มานะวานิช อายุ 31 ปี และนายพิเชษฐ อินทพงษ์ อายุ 27 ปี ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ หลังจากทั้งหมดได้ก่อเหตุลักทรัพย์สินภายในวัดปิ่นจันทราราม หรือวัดกกตาล หมู่ 5 ต.สัปทวน อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ได้ทรัพย์สินเป็นพระเครื่องและของมีค่าหลายรายการ โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ แต่ในระหว่างการสอบสวนดำเนินคดีและพิมพ์ลายนิ้วมือทำประวัติอาชญากร นายเทียน กลับอ้างตัวว่าเป็นนายสมศักดิ์ โดยไม่ได้แสดงบัตรประชาชน หรือเอกสารใดๆ ซึ่งอ้างกับพนักงานสอบสวน สภ.นครชัยศรี ว่าไม่ได้นำติดตัวมาด้วย

นายอัจฉริยะ กล่าวต่อว่า ภายหลังการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาจึงมีการสรุปสำนวนคดีส่งฟ้องผู้ต้องหาต่อพนักงานอัยการ ก่อนที่คดีจะเข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาล ต่อมาศาลชั้นต้นจึงมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 7 ปี 6 เดือน โดยจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อต่อสู้คดี แต่การพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ศาลได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และคดีได้เข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาลฎีกา และศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 10 เมษายนนี้ ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ ก็ไม่ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะนายเทียน ก็ไปขึ้นศาลตามปกติ เพียงแต่อ้างชื่อเป็นนายสมศักดิ์ มาตลอด จากนั้นเรื่องมาแดงขึ้นเพราะนายสมศักดิ์ ไปขอต่อใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะ ที่สำนักงานขนส่ง ตลิ่งชัน แล้วพบข้อมูลว่ามีประวัติต้องคดีอาญา ซึ่งเจ้าตัวก็แปลกใจ เพราะวันๆ ได้แต่ขับรถแท็กซี่หาเช้ากินค่ำ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย จากนั้นจึงได้ปรึกษากับญาติ ก่อนมาร้องเรียนกับทางชมรมฯ ซึ่งผมก็ยินดีช่วยเหลือ ติดตามตรวจสอบในรายละเอียด ทำให้ทราบว่าคดีนี้เกิดความบกพร่องตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน รวมถึงชั้นอัยการ ก่อนการพิจารณาคดีในชั้นศาล

นายอัจฉริยะ กล่าวอีกว่า เมื่อตนทราบเรื่องแล้วจึงเริ่มขั้นตอนการช่วยเหลือเยียวยา โดยเบื้องต้นได้พานายสมศักดิ์ ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ที่ สภ.นครชัยศรี อีกครั้ง เกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น โดยนำหลักฐานต่างๆ มาประกอบ ซึ่งทาง พ.ต.อ.อภิชาติ ศรีทองสุข พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ เจ้าของคดี ซึ่งขณะนั้นยังมียศ พ.ต.ท.ตำแหน่งพนักงานสอบสวน (สบ3) ก็ยอมรับในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้ว พร้อมกันนั้น นายสมศักดิ์ ได้แจ้งความดำนินคดีกับนายเทียน ในข้อหาให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน ไว้ด้วย ก่อนที่ตนจะพานายสมศักดิ์ มาพบ พล.ต.ต.นรบุญ และสื่อมวลชน เพื่อร้องทุกข์กรณีดังกล่าว

ขณะที่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อทราบว่าตกเป็นจำเลยคดีร่วมกันลักทรัพย์ ก็รู้สึกไม่ดีเลย เพราะตนไม่รู้เรื่องอะไร ที่ผ่านมาก็ขับรถแท็กซี่ทุกวัน ทำมาหากินสุจริตไม่เคยมีปัญหาอะไรกับใคร เรื่องที่เกิดขึ้นต้องขอบคุณทางชมรมฯ ที่ช่วยเดินเรื่องและช่วยเหลือ เพราะไม่เช่นนั้นตนก็คงจะทำอะไรไม่ถูก ไม่เป็นอันได้ใช้ชีวิตตามปกติ เพราะมีประวัติเป็นผู้ต้องหาติดตัวอยู่แบบนี้ ออกไปทำอะไรที่ไหนก็ไม่ได้ ที่ผ่านมาตนก็ไม่ได้พบกับนายเทียน มานานแล้ว เมื่อติดต่อไปเขาก็บอกมาแค่ว่า ให้อยู่เฉยๆ เดี๋ยวจัดการเอง

ด้าน พล.ต.ต.นรบุญ กล่าวว่า กรณีของนายสมศักดิ์ ถือว่าเป็นความผิดพลาดในขั้นการดำเนินคดีตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน เมื่อศาลรับทราบข้อเท็จจริงก็จะมีการไต่สวนคดีใหม่ ผู้เสียหายก็ไม่ต้องรับเคราะห์แทน อย่างไรก็ดี กรณีดังกล่าวต้องมีการเยียวยาให้กับผู้เสียหาย ส่วนความบกพร่องของพนักงานสอบสวนนั้น เนื่องจากคดีนี้พนักงานสอบสวน บก.ป.ไม่ได้เกี่ยวข้องในการทำคดี จึงต้องมีการพิจารณาดำเนินการกันไปตามกระบวนการสอบสวนความผิด

พล.ต.ต.นรบุญ กล่าวต่อว่า จริงแล้วคดีที่เกิดขึ้นมีโอกาสผิดพลาดได้น้อยมาก ซึ่งขั้นตอนการดำเนินคดีตรงนี้สำคัญมาก การจะเอาใครเข้าคุกสักคนจะพลาดไม่ได้ ขั้นตอนการสอบสวนพิมพ์ลายนิ้วมือทำประวัติต้องตรวจสอบอย่างละเอียด ต้องมีการประสานตรวจสอบประวัติจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร หากพบว่าไม่ใช่บุคคลที่กระทำความผิด มีการแอบอ้างใช้ชื่อผู้อื่นก็ต้องรีบดำเนินการแก้ไข ส่วนกรณีของเหยื่อรายนี้ก็ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้ได้รับการช่วยเหลือ ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานในการใช้ชีวิต

ส่วน นางนงภรณ์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นภารกิจของกรมคุ้มครองสิทธิฯ จากนี้ก็จะนำเรื่องเสนอต่ออธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ เพื่อพิจารณาเยียวยา โดยการดำเนินการจะประกอบด้วย 1.ช่วยเหลือด้านกฏหมาย และ 2.ช่วยเหลือทางการเงิน ซึ่งการช่วยเหลือด้านการเงินค่อยว่ากันภายหลัง อันดับแรกเราต้องช่วยเหลือด้านคดีก่อน กรณีนี้ต้องขอบคุณทางชมรมฯ ที่รวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ ไว้ให้แล้วในเบื้องต้น นอกจากนี้ยังได้รับการติดต่อจากทนายความของนายเทียน ซึ่งเป็นจำเลยที่แท้จริงในคดีอีกด้วย ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้ก็จะมีการนำหลักฐานทั้งหมดไปแถลงต่อศาลในวันที่ 10 เมษายนนี้ เพื่อให้มีการไต่สวนคดีใหม่ ทั้งนี้ หากนายสมศักดิ์ ไม่มั่นใจในความปลอดภัยก็จะมีการคุ้มครองพยานให้ต่อไป
กำลังโหลดความคิดเห็น...