xs
xsm
sm
md
lg

โชเฟอร์แท็กซี่ร้องพี่เขยแสบอ้างชื่อคดีลักทรัพย์

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม

 นายสมศักดิ์ วงษ์ใหญ่ อายุ 53 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่ ผู้เสียหาย
โชเฟอร์แท็กซี่เมืองกรุงเก่าร้องกองปราบฯ ถูกพี่เขยแสบอ้างชื่อ หลังก่อคดีลักทรัพย์ภายในวัดย่านนครชัยศรีจนถูกจับกุม โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุก แต่ยังใช้ชื่อตนเองอยู่ แต่เรื่องมาแดงเมื่อไปขอต่อใบอนุญาตขับขี่พบทะเบียนประวัติอาชญากร เตรียมแจ้งความเอาผิดพี่เขยตัวแสบ ฐานแจ้งความเท็จอีกคดี

วันนี้ (18 มี.ค.) ที่กองปราบปราม นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้พานายสมศักดิ์ วงษ์ใหญ่ อายุ 53 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่ อยู่บ้านเลขที่ 13/4 หมู่ 10 ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.นรบุญ แน่นหนา รอง ผบช.ก.รักษาการราชการแทน ผบก.ป. นางนงภรณ์ รุ่งเพชรวงศ์ ผอ.กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อร้องทุกข์กรณีที่นายสมศักดิ์ตกเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด ซึ่งผู้ก่อเหตุที่แท้จริง คือ นายเทียน ด้วงสง อายุ 70 ปี พี่เขยของนายสมศักดิ์ โดยขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลฎีกา โดยนายอัจฉริยะได้นำเอกสารคัดคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องมาเป็นหลักฐานประกอบคำร้องทุกข์

นายอัจฉริยะกล่าวว่า คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2554 เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ได้จับกุมนายเทียน น.ส.พนารัตน์ มานะวานิช อายุ 31 ปี และนายพิเชษฐ อินทพงษ์ อายุ 27 ปี ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ หลังจากทั้งหมดได้ก่อเหตุลักทรัพย์สินภายในวัดปิ่นจันทราราม หรือวัดกกตาล หมู่ 5 ต.สัปทวน อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ได้ทรัพย์สินเป็นพระเครื่องและของมีค่าหลายรายการ โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ แต่ในระหว่างการสอบสวนดำเนินคดีและพิมพ์ลายนิ้วมือทำประวัติอาชญากร นายเทียนกลับอ้างตัวว่าเป็นนายสมศักดิ์ โดยไม่ได้แสดงบัตรประชาชน หรือเอกสารใดๆ ซึ่งอ้างกับพนักงานสอบสวน สภ.นครชัยศรี ว่าไม่ได้นำติดตัวมาด้วย

นายอัจฉริยะกล่าวต่อว่า ภายหลังการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาจึงมีการสรุปสำนวนคดีส่งฟ้องผู้ต้องหาต่อพนักงานอัยการ ก่อนที่คดีจะเข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาล ต่อมาศาลชั้นต้นจึงมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 7 ปี 6 เดือน โดยจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อต่อสู้คดี แต่การพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ศาลได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และคดีได้เข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาลฎีกา และศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 10 เมษายนนี้ ที่ผ่านมานายสมศักดิ์ก็ไม่ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะนายเทียนก็ไปขึ้นศาลตามปกติ เพียงแต่อ้างชื่อเป็นนายสมศักดิ์มาตลอด จากนั้นเรื่องมาแดงขึ้นเพราะนายสมศักดิ์ไปขอต่อใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะที่สำนักงานขนส่ง ตลิ่งชัน แล้วพบข้อมูลว่ามีประวัติต้องคดีอาญา ซึ่งเจ้าตัวก็แปลกใจ เพราะวันๆ ได้แต่ขับรถแท็กซี่หาเช้ากินค่ำไม่รู้เรื่องอะไรเลย จากนั้นจึงได้ปรึกษากับญาติก่อนมาร้องเรียนกับทางชมรมฯ ซึ่งก็ยินดีช่วยเหลือติดตามตรวจสอบในรายละเอียด ทำให้ทราบว่าคดีนี้เกิดความบกพร่องตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน รวมถึงชั้นอัยการ ก่อนการพิจารณาคดีในชั้นศาล

นายอัจฉริยะกล่าวอีกว่า เมื่อตนทราบเรื่องแล้วจึงเริ่มขั้นตอนการช่วยเหลือเยียวยา โดยเบื้องต้นได้พานายสมศักดิ์ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.นครชัยศรีอีกครั้ง เกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น โดยนำหลักฐานต่างๆ มาประกอบ ซึ่งทาง พ.ต.อ.อภิชาติ ศรีทองสุข พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ เจ้าของคดี ซึ่งขณะนั้นยังมียศ พ.ต.ท.ตำแหน่งพนักงานสอบสวน (สบ 3) ก็ยอมรับในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้ว พร้อมกันนั้นนายสมศักดิ์ได้แจ้งความดำนินคดีต่อนายเทียนในข้อหาให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานไว้ด้วย ก่อนที่ตนจะพานายสมศักดิ์มาพบ พล.ต.ต.นรบุญ และสื่อมวลชน เพื่อร้องทุกข์กรณีดังกล่าว

ขณะที่นายสมศักดิ์กล่าวว่า เมื่อทราบว่าตกเป็นจำเลยคดีร่วมกันลักทรัพย์ก็รู้สึกไม่ดี เพราะตนไม่รู้เรื่องอะไร ที่ผ่านมาก็ขับรถแท็กซี่ทุกวัน ทำมาหากินสุจริตไม่เคยมีปัญหาอะไรกับใคร เรื่องที่เกิดขึ้นต้องขอบคุณทางชมรมฯ ที่ช่วยเดินเรื่องและช่วยเหลือ เพราะไม่เช่นนั้นตนก็คงจะทำอะไรไม่ถูก ไม่เป็นอันได้ใช้ชีวิตตามปกติ เพราะมีประวัติเป็นผู้ต้องหาติดตัวอยู่แบบนี้ ออกไปทำอะไรที่ไหนก็ไม่ได้ ที่ผ่านมาตนก็ไม่ได้พบกับนายเทียนมานานแล้ว เมื่อติดต่อไปเขาก็บอกมาแค่ว่าให้อยู่เฉยๆ เดี๋ยวจัดการเอง

ด้าน พล.ต.ต.นรบุญกล่าวว่า กรณีของนายสมศักดิ์ถือว่าเป็นความผิดพลาดในขั้นการดำเนินคดีตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน เมื่อศาลรับทราบข้อเท็จจริงก็จะมีการไต่สวนคดีใหม่ ผู้เสียหายก็ไม่ต้องรับเคราะห์แทน อย่างไรก็ดี กรณีดังกล่าวต้องมีการเยียวยาให้แก่ผู้เสียหาย ส่วนความบกพร่องของพนักงานสอบสวนนั้น เนื่องจากคดีนี้พนักงานสอบสวน บก.ป.ไม่ได้เกี่ยวข้องในการทำคดี จึงต้องมีการพิจารณาดำเนินการกันไปตามกระบวนการสอบสวนความผิด

พล.ต.ต.นรบุญกล่าวต่อว่า จริงแล้วคดีที่เกิดขึ้นมีโอกาสผิดพลาดได้น้อยมาก ซึ่งขั้นตอนการดำเนินคดีตรงนี้สำคัญมาก การจะเอาใครเข้าคุกสักคนจะพลาดไม่ได้ ขั้นตอนการสอบสวนพิมพ์ลายนิ้วมือทำประวัติต้องตรวจสอบอย่างละเอียด ต้องมีการประสานตรวจสอบประวัติจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร หากพบว่าไม่ใช่บุคคลที่กระทำความผิด มีการแอบอ้างใช้ชื่อผู้อื่นก็ต้องรีบดำเนินการแก้ไข ส่วนกรณีของเหยื่อรายนี้ก็ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้ได้รับการช่วยเหลือ ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานในการใช้ชีวิต

ส่วนนางนงภรณ์กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นภารกิจของกรมคุ้มครองสิทธิฯ จากนี้ก็จะนำเรื่องเสนอต่ออธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ เพื่อพิจารณาเยียวยา โดยการดำเนินการจะประกอบด้วย 1. ช่วยเหลือด้านกฎหมาย และ 2. ช่วยเหลือทางการเงิน ซึ่งการช่วยเหลือด้านการเงินค่อยว่ากันภายหลัง อันดับแรกเราต้องช่วยเหลือด้านคดีก่อน กรณีนี้ต้องขอบคุณทางชมรมฯ ที่รวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ ไว้ให้แล้วในเบื้องต้น นอกจากนี้ยังได้รับการติดต่อจากทนายความของนายเทียน ซึ่งเป็นจำเลยที่แท้จริงในคดีอีกด้วย ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้ก็จะมีการนำหลักฐานทั้งหมดไปแถลงต่อศาลในวันที่ 10 เมษายนนี้ เพื่อให้มีการไต่สวนคดีใหม่ ทั้งนี้ หากนายสมศักดิ์ไม่มั่นใจในความปลอดภัยก็จะมีการคุ้มครองพยานให้ต่อไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...