ญาติของ 4 ผู้ต้องขังเรือนจำ จ.สมุทรสงคราม ที่เพิ่งโดนย้ายไปเรือนจำ จ.กาญจนบุรี พร้อมเพื่อน 38 คน เข้าร้องเรียน “เจ๊ปิ๊ก” ว่าโดนนักโทษเจ้าถิ่นรับน้องใหม่ด้วยการรุมแทงด้วยเหล็ก-ด้ามแปรงสีฟัน-ช้อนส้อมฝนปลายแหลม ขณะกำลังอาบน้ำจนตายคาที่ 1 ศพ อาการปางตายอีกเพียบ แถมเหตุเกิดต่อหน้าผู้คุม หลังเกิดเหตุเรือนจำรีบย้ายนักโทษที่ถูกรุมทำร้ายออกไปทันที ญาติขับรถตามก็โดนตำรวจสกัดจับ ทำให้ยังไม่รู้ชะตากรรม
เมื่อเวลา 12.00 น.วันนี้ (31 ม.ค.) ได้ญาติของผู้ต้องขังในเรือยจำจังหวัดกาญจนบุรี 4 ราย ประกอบด้วย น.ส.ศิริรัตน์ ปั้นหยา อายุ 27 ปี น.ส.สุขหทัย โพธิสวรรค์ อายุ 41 ปี น.ส.แอ๋ม (นามสมมติ) อายุ 31 ปี และนางเอี่ยม แซ่จิ๋ว อายุ 59 ปี เดินทางเข้าร้องทุกข์ต่อนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ว่าญาติของพวกตนซึ่งเป็นผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดสมุทรสงคราม ถูกย้ายให้ไปอยู่ที่เรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมเพื่อนผู้ต้องขังรวม 38 คน เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา
แต่เมื่อไปถึงเรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี ผู้คุมได้ให้ผู้ต้องขังที่มาใหม่ทั้งหมดตัดผมและอาบน้ำ แต่ขณะที่กำลังอาบน้ำอยู่นั้น กลุ่มผู้ต้องขังที่มาใหม่ทั้ง 38 คน ถูกผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี รุมเข้าทำร้ายโดยใช้เหล็กแหลมกับด้ามแปรงสีฟันที่ฝนจนแหลม รวมถึงด้ามช้อนที่ฝนจนแหลม เข้ารุมแทงต่อหน้าผู้คุมอย่างเหี้ยมโหด โดยอ้างว่าเป็นการรับน้องใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 1 ราย บาดเจ็บสาหัสอีกเป็นจำนวนมาก ขณะนี้ผู้บาดเจ็บทั้งหมดได้เข้ารักษาตัวอยู่ที่ตึกศัลยกรรม ชั้น 2 โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จ.กาญจนบุรี
น.ส.ศิริรัตน์ เปิดเผยว่า สามีของตนคือนายศราวุฒิ ถวายนาค อายุ 29 ปี ต้องโทษในคดียาเสพติด และอีก 4 เดือนจะพ้นโทษแล้ว แต่ในวันเกิดเหตุ สามีกับเพื่อนผู้ต้องหาทั้ง 38 คนได้ถูกย้ายมาที่เรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี และขณะที่กำลังจะอาบน้ำอยู่นั้น สามีก็ถูกนักโทษเจ้าถิ่นเข้ารุมทำร้าย โดยแทงที่บริเวณลำคอทะลุหลอดลมจนเสียชีวิต ตามร่างกายพบบาดแผลถูกของมีคมแทงทั่วร่าง ขณะนี้ศพตั้งสวดพระอภิธรรมอยู่ที่วัดท่าพูด ต.ไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม
ด้าน น.ส.สุขหทัย กล่าวว่า นายแสง (นามสมมติ) อายุ 21ปี หลานชายของตนซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องขังที่เพิ่งย้ายมาก็ถูกทำร้ายร่างกายด้วย โดยหลังเกิดเหตุทางเรือนจำได้นำผู้ต้องขังที่เพิ่งมาจากเรือนจำจังหวัดสมุทรสงครามทั้งหมดเคลื่อนย้ายออกจากเรือนจำจังหวัดกาญจนบุรีไปทันที เมื่อตนไปสอบถามว่าจะพาหลานชายตนไปที่ไหน ทางเจ้าหน้าที่เรือนจำก็ไม่ยอมให้รายละเอียดอะไรทั้งนั้น
“หนำซ้ำช่วงที่เจ้าหน้าที่เรือนจำควบคุมตัวผู้ต้องขังออกจากเรือนจำขึ้นรถ แล้วพาไปตามถนนที่จะมุ่งหน้าไป จ.นครปฐม ดิฉันก็ขับรถตามออกมาด้วย แต่ก็ถูกตำรวจสกัดจับ โดยตำรวจบอกแต่เพียงว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำแจ้งตำรวจให้มาสกัดจับรถดิฉันไว้เพื่อไม่ให้ติดตามรถของเรือนจำไป จนถึงตอนนี้ฉันยังไม่รู้เลยว่าหลานชายเป็นอย่างไรบ้าง” น.ส.สุขหทัย
ขณะที่ น.ส.แอ๋ม (นามสมมติ) กล่าวว่า วันเกิดเหตุ นายเบิร์ด (นามสมมติ) สามีของตน ถูกของมีคมปาดที่บริเวณลำคอลึกเกือบถึงหลอดลม ได้รับบาดเจ็บสาหัส เช่นเดียวกับนางเอี่ยม ที่แจ้งว่า นายโอ๊ต (นามสมมติ) อายุ 29 ปี ลูกชายของตนถูกแทงที่บริเวณหลังทะลุปอดได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงเข้ามาร้องขอความเป็นธรรม ขอให้ย้ายผู้ต้องขังไปที่เรือนจำสมุทรสงครามตามเดิม เพราะไม่มั่นใจว่าหากถูกย้ายไปที่อื่นผู้ต้องขังจะมีความปลอดภัยหรือไม่
ภายหลังรับแจ้ง นางปวีณาได้ประสานไปยัง พล.ต.ต.เรวัช กลิ่นเกษร ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกับดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด จากนั้นนางปวีณา พร้อมญาติผู้เสียหายได้เดินทางไปที่วัดท่าพูด เพื่อให้น.ส.ศิริรัตน์ แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และนำศพของนายศราวุฒิไปชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริง
จากนั้นนางปวีณาพร้อมญาติผู้เสียหายได้เดินทางไปเยี่ยมอาการของกลุ่มผู้ต้องขังที่ได้รับบาดเจ็บ ที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จ.กาญจนบุรี พร้อมทั้งเร่งประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้เสียหายโดยเร็ว
นางปวีณากล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ร้องขอไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย รวมทั้งหามาตรการในการดูแลผู้ต้องขังในเรือนจำให้ได้รับความปลอดภัย
นางปวีณากล่าวด้วยว่า จากการถามญาติผู้เสียหายแล้วก็ได้รับคำตอบว่าต้องการจะขอย้ายผู้ต้องขังทั้งหมดกลับมายังเรือนจำจังหวัดสมุทรสงครามตามเดิม เนื่องจากผู้ต้องขังทั้งหมดไม่ได้กระทำผิดแต่อย่างใด อีกทั้งเห็นว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดสมุทรสงครามมีอัธยาศัยดีเป็นมิตรกับประชาชน และดูแลผู้ต้องขังเป็นอย่างดี หากผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำแห่งนี้คงไม่เกิดเรื่อง