ศาลพิพากษาจำคุก 57 ปี หนุ่มคลองเตยโรคจิต เมากาวคลั่งโหดเชือดดับ 3 ศพ แทงเจ็บสาหัส 7 แต่จำเลยมีอาการทางจิตจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง
วันนี้ (9 พ.ย.) ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลมีคำพิพากษา ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวิเวศน์ ใจคง อายุ 32 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น รวม 3 ศพ และพยายามฆ่าโดยใช้มีดแทงจนบาดเจ็บสาหัสอีกจำนวน 7 คน คดีนี้จำเลยเป็นบุคคลที่ป่วยมีอาการทางจิต ศาลจึงมีคำสั่งขังไว้เพื่อรอการพิจารณา จนกระทั่งมีอาการหายดี ศาลจึงเริ่มการพิจารณาอีกครั้งโดยจัดทนายความให้ตามสิทธิจำเลย
คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2549 จำเลยได้สูดดมสารระเหย (กาวยาง) จนเกิดอาการเมา ได้พกพาอาวุธมีดขนาดยาว 8 นิ้วติดตัวเข้าไปชมลิเกซึ่งแสดงอยู่ใต้ถุนอาคารอเนกประสงค์ ชุมชนสิทธิเด็ก ล็อก 1-3 แขวงและเขตคลองเตย กทม. ซึ่งเป็นละแวกบ้านของจำเลยเอง พอจำเลยชมลิเกจบรู้สึกว่าตนมีอำนาจวิเศษจึงเดินเข้าไปหานายสังวาลย์ บุญเกื้อ พร้อมกับถามว่า “มึงใช่ไหม ที่เอาทรัพย์สมบัติของแม่กูไปถลุง” ขณะที่นายสังวาลกำลังจะตอบ จำเลยได้แทงที่คอจนนายสังวาลย์เสียชีวิตคาที่ จากนั้นจำเลยได้อาละวาดควงมีดไล่แทงนายขวัญ บำรุงเขต กับนายประสิทธิ์ ชื่นจิตร์ ที่เห็นเหตุการณ์ และกำลังเข้าช่วยเหลือนายสังวาลย์ แต่กลับถูกจำเลยแทงที่หน้าอกทั้งสองคน จึงไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
นอกจากนี้ จำเลยยังคลุ้มคลั่งไล่แทง นายธวัชชัย ทับทองดี ที่ศีรษะจนบาดเจ็บสาหัส ต่อมาได้แทงนายบุญรอด พอกล้า ที่หน้าอกซ้ายบาดเจ็บสาหัส แทงนายพันธ์ศักดิ์ รัตนา ที่ชายโครงจนบาดเจ็บสาหัส และมีดงอ สุดท้ายจึงใช้มีดปาดคอนายพล ขำเสถียร จนเจ็บสาหัส ทั้งหมดถูกนำส่งโรงพยาบาลได้ทัน จึงรอดชีวิต ต่อมาตำรวจสน.ท่าเรือ ได้ติดตามตัวจำเลยทั่วชุมชน จำเลยอาศัยจังหวะผู้คนแตกตื่นวิ่งเข้าไปหลบตัวในร้านสะดวกซื้อของ น.ต.พานิช เดชะตุง ซึ่งอยู่เลขที่ 100/37 ท้ายซอย 3 ย่านดังกล่าว เมื่อ น.ต.พานิชเห็นจำเลยในสภาพเสื้อผ้าเปื้อนเลือด และมือถือมีดจึงร้องถามว่าเกิดอะไรขึ้น จำเลยร้องไห้ตรงเข้ามาที่ น.ต.พานิช พูดว่า “ช่วยผมด้วยครับ ผมถูกไล่ฆ่า” ขณะที่ น.ต.พานิช เข้าไปดูกลับถูกจำเลยแทงสวนเข้าที่หน้าอก, ศีรษะ และแขนจนบาดเจ็บสาหัส ขณะเดียวกัน น.ส.ฉัตรนภา เดชะตุงคะ ที่ตกใจตื่นนอนวิ่งออกมาดูก็ถูกแทงที่หน้าอกฟุบไปเช่นกัน น.ต.พานิช จึงร้องเรียกให้ลูกชายคนโต คือนายจารุทัศน์ เดชะตุงคะ ลงมาช่วย พอนายจารุทัศน์ วิ่งออกมาดู จำเลยซึ่งหลบอยู่ ก็โผล่ออกมาแทงจนบาดเจ็บสาหัสไปอีกคน จังหวะเดียวกันตำรวจสายตรวจได้เข้าจับกุมจำเลยไว้ได้ จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า จำเลยต่อสู้คดีว่าเป็นคนโรคจิต หรือจิตเภท เคยเข้ารับการรักษาที่สถาบันกัลยาณราชนครินทร์ จำเลยยอมรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับที่ศาลเคยลงโทษในคดียาเสพติดมาก่อน จำเลยไม่มีงานทำ และเคยถูกทำร้ายโดยตีที่ศีรษะ จากนั้นมีอาการปวดหัวจึงต้องดมกาว จากการที่พยานโจทก์คือ น.ส.เดือน ชะโลธร, น.ส.สมพิศ โห้สารี และน.ส.สมพร โห้สารี ที่นั่งอยู่หน้ามูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมเห็นเหตุการณ์นั้น จำเลยเข้าไปถามผู้ตายว่า “พวกมึงทั้งหมดเอาเงินแม่กูไปถลุง” ย่อมแสดงว่าจำเลยมีสติสัมปชัญญะอยู่บ้าง นอกจากนี้ แพทย์ที่ตรวจอาการทางจิตของจำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในสภาพรู้ผิดชอบได้ ศาลเห็นว่า การที่จำเลยก่อเหตุครั้งนี้ เกิดจากจำเลยไปสูดดมสารระเหย จึงทำให้กระตุ้นประสาทไปก่ออาชญากรรม และไปกระทำกับบุคคลที่ตนไม่มีสาเหตุโกรธเคือง แสดงว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายทั้งสาม และมีเจตนาฆ่าบุคคลทั้งเจ็ดแต่การกระทำไม่บรรลุผลเพราะมีผู้นำส่งโรงพยาบาลได้ทัน
การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น และพยายามฆ่าผู้อื่น พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 57 ปี 4 เดือน ปรับ 100 บาท แต่เนื่องจากจำเลยมีสติฟั่นเฟือน มีเหตุลดโทษตามกฎหมาย ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุก 28 ปี 8 เดือน ปรับ 100 บาท และให้นับโทษต่อจากคดีแดงอีกสำนวนที่ศาลเคยลงโทษไว้ก่อนหน้านี้แล้ว จากนั้นศาลจึงออกหมายขังต่อไป


