จารบุรุษ
ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็กและสตรี หรือปดส. จับกุมตัวนางสมบูรณ์ หมอกมัว วัย 50 ปี ซึ่งอ้างตัวเป็นพ.อ.(หญิง) สุชฎา เทพหัสดิน ณ อยุธยา อีกทั้งบางครั้งยังอ้างตีวว่า เป็นพ.อ.(หญิง)คุณหญิงด้วย เพื่อหลอกให้"เหยื่อ"ตายใจ พร้อมแสดงภาพถ่ายร่วมกับบุคคลสำคัญตามงานกิจกรรมสถานที่ต่างๆ แล้วกล่าวอ้างสรรพคุณตัวเองว่า สามารถวิ่งเต้นขอตำแหน่งให้กับข้าราชการ โดยเฉพาะตำรวจและทหาารได้ หากเจอบุคคลทั่วไปก็หลอกลวงว่า สามารถฝากลูกหลานให้เข้าเรียนในสถาบันการศึกษาของทหารและตำรวจได้ โดยมี"เหยื่อ"หลายรายหลงเชื่อ และต้องสูญเสียเงินให้กับพ.อ.หญิงกำมะลอรายนี้ไปจำนวนไม่น้อย
"เหยื่อ"ในที่นี้ จะขอโฟกัสเฉพาะในส่วนของตำรวจ ซึ่งในคำร้องขอฝากขังนางสมมบูรณ์นั้น ระบุไว้ชัดเจนว่า มีชื่อพ.ต.อ.รายหนึ่ง ตกเป็นเหยื่อ โดยกรณีที่เกิดขึ้นนี้ ตรงกับช่วงที่มีการแต่งตั้งโยกย้าย นายตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติระดับรองผบก.-ผกก. ซึ่งได้เสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนพ.ต.อ.คนดังกล่าว จะสมหวังได้เลื่อนตำแหน่งหรือไม่นั้น เจ้าตัวรู้อยู่แก่ใจเอง ขณะเดียวกัน หลังจากมีการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรองผบก.-ผกก.ไปแล้ว จากนั้นจะเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรองผกก.-สว. ที่คาดว่า บัญชีการแต่งตั้งของทุกกองบัญชาการจะเสร็จสิ้นภายในเดือนพ.ย.นี้
ถึงนาทีนี้ ต้องยอมรับแล้วว่า ไม่ว่าการแต่งตั้งโยกย้ายในระดับใดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ย่อมต้องมีการวิ่งเต้น ที่บรรดาเหยี่ยวข่าวได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นต่อๆกันมากับคำว่า "ฝุ่นตลบ" เมื่อถึงฤดูการแต่งตั้งโยกย้ายทุกครั้ง ที่สำคัญนักวิ่งจะต้องมี"ตั๋ว" เป็นใบเบิกทางในการวิ่งเต้นครั้งนั้นๆด้วย ทางจึงจะสะดวก บางคนทางสะดวกมาตั้งแต่งระดับกองบัญชาการ อย่างชนิดไร้คู่แข่งแล้ว แต่ให้มีอันต้องมาสะดุด "หลุดหน้าห้อง" ก็มีให้เห็นทุกปี ด้วยเป็นเพราะว่า ดันมี"ตั๋ว"ใบใหญ่กว่ามาแซงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัยชนิดเส้นยาแดงผ่าแปดให้เจ็บใจเล่น
ไม่มีใครรู้อย่างเป็นทางการว่า ในการวิ่งเต้นเพื่อขอเลื่อนตำแหน่งแต่ละครั้งนั้น เขาจัดกันครั้งละเท่าไหร่ แต่พอทราบเป็นลางๆมาไว้ให้พอเปรียบเปรยกันได้บ้าง โดยในระดับสารวัตร หรือสว.นั้น ตัวเลขจะอยู่ที่ประมาณ 6 หลัก จะ 6 หลักต้น หรือ 6 หลักปลายนั้น สุดแท้แต่พื้นที่ที่จะไปลง ในขณะที่ระดับผู้กำกับ หรือผกก.นั้น ตัวเลขจะอยู่ที่ประมาณ 7 หลัก ก็แล้วแต่ว่า จะไปเป็นผกก.อะไร ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ไม่มีใครยืนยัน หรือหาหลักฐานเป็นใบเสร็จมาได้ แต่ก็เป็นที่รู้และทราบกันดีในวงการมาช้านาน
ดูเหมือนว่า ผู้ที่ผิดหวังมากที่สุดในการแต่งตั้งโยกย้ายแต่ละครั้ง มิใช่ผู้วิ่งเต้นที่อกหัก หรือพลาดหวัง แต่กลับเป็นตำรวจที่มีผลงานในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ หรือผู้ที่มีอาวุโสเป็นลำดับต้นๆเสียมากกว่า จนกระทั่งเมื่อไม่นานที่ผ่านมา ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ก็คือ มีการแต่งตั้งผู้ที่มีอันดับอาวุโสขึ้นดำรงตำแหน่ง แต่ทว่า ก็เป็นเพียงกลุ่มน้อยเท่านั้น นอกเหนือจากนั้น เรายังคงได้ยิน เด็กเส้น เด็กนายได้ดิบได้ดีกันเป็นทิวแถว
การแต่งตั้งนายตำรวจระดับรองผบก.-ผกก.ที่ผ่านมา ก็ย่อมต้องมีผู้ผิดหวัง-พลาดหวังเป็นธรรมดา และล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ปลอบขวัญ โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร.มีคำสั่งที่ 004.25/ว0140 เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ลงวันที่ 29 ต.ค.2550 ข้อความระบุว่า เนื่องด้วย ตร.มีนโยบายปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของผู้ดำรงตำแหน่งระดับ ผกก.ในพื้นที่ 3 จว.ชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ได้ผู้นำหน่วยที่มีความพร้อม และขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่
ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามนโยบาย ตร.ดังกล่าว จึงให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการสอบถามข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผกก.ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน สำหรับการเลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งระดับ ผกก.มีอายุตัวไม่เกิน 50 ปี มีร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง มีจิตใจเข้มแข็ง กล้าหาญ เสียสละ อดทน ไม่ย่อท้อ ต่ออุปสรรคความยากลำบากและภยันตรายต่างๆ และมีความสมัครใจที่จะขอรับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่งระดับผกก.ในพื้นที่ 3 จว.ชายแดนใต้ เพื่อปฏิบัติหน้าที่แก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบ ทั้งนี้ หาก ตร.ได้พิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับ ผกก.แล้ว จะต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี จึงจะมีสิทธิขอรับการแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งนอกพื้นที่ได้ โดยให้ประกาศและสอบถามข้าราชการตำรวจที่มีคุณสมบัติดังกล่าว แล้วตรวจสอบและรวบรวมรายชื่อพร้อมบันทึกสมัครใจที่ติดรูปถ่ายปัจจุบันขนาด 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป ตามแบบฟอร์ม เสนอไปยัง ตร.(ผ่าน กพ.) ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2550
คำสั่งนี้ ยังไม่รู้ว่า จะมี"หน่วยกล้าตาย"ออกมากี่ราย แต่ก็เชื่อว่า ดีกว่าไม่มีความหวังอะไรไปเสียเลย สำหรับนายตำรวจที่ไม่มีเส้น มีสาย และไร้เงินตรา!!
ยังต้องนึกถึงการแต่งตั้งนายตำรวจระดับชั้นประทวน ที่ต่อไป หากพ.ร.บ.ตำรวจบังคับใช้ คงมีแต่ยศ ดาบตำรวจ เพียงอย่างเดียว แต่ที่ต้องนึกถึง ก็คือ นโยบาย"การเลื่อนไหล" ที่เหล่าตำรวจชั้นประทวน ฝากความหวังไว้ตั้งแต่อธิบดีกรมตำรวจคนก่อนๆ มาจนถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอีกหลายคน รวมถึงคนปัจจุบันด้วย แต่นั่น ก็เป็นเพียงนโยบาย ที่ยังไม่มีการลงมือปฏิบัติ ก็ได้แต่หวังว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะวางรากฐานเรื่องนี้ไว้ให้มั่นคง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจไว้ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา
ส่วนบรรดาตำรวจนอกแถว ก็ดำเนินการจัดการให้เด็ดขาด อย่าให้ได้โงหัวขึ้นมามีชื่อในบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายครั้งไหนๆเลย เพราะตำรวจเองด้วยกัน ย่อมรู้แจ้งเห็นจริงว่า ใคร คนไหน เป็นอย่างไร เพราะแม้ว่า "น้ำ"จะดีและบริสุทธิ์เพียงใด แต่หากยังคงมีปลาเน่าตายเพียงแค่ตัวเดียวและไม่กำจัดออก ก็คงรู้แล้วว่า ผลจะออกมาเป็นอย่างไร !?!


